วิธีสร้างความ “ต่าง” จากคู่แข่ง ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้วย แรลลี่อาร์ท

วิธีสร้างความ “ต่าง” จากคู่แข่ง ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้วย แรลลี่อาร์ท

15 ก.พ. 2022
วิธีสร้างความ “ต่าง” จากคู่แข่ง ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้วย แรลลี่อาร์ท
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย x ลงทุนแมน
ในบรรดาค่ายรถญี่ปุ่นที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย
ถ้าจะถามว่า แบรนด์ไหน มีประวัติโดดเด่นในสนามแข่งรถแรลลี่ระดับโลก
เชื่อว่าคำตอบที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส
หากย้อนเวลาไปยังบันทึกประวัติศาสตร์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต เมื่อ 50 กว่าปีก่อน
รถยนต์มิตซูบิชิ สามารถกวาดแชมป์ในสนามแข่งแรลลี่ระดับโลกมากมาย
เช่น การแข่งขันปารีส-ดาการ์ และแรลลี่ชิงแชมป์โลก
ซึ่งก็มีรถหลายรุ่นที่คว้าชัยชนะจากการแข่งขันเหล่านี้ เช่น มิตซูบิชิ ปาเจโร่, มิตซูบิชิ กาแลนท์ และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น
อย่างที่รู้กันดีว่าการแข่งขันรถในสนามแรลลี่ จะมาพร้อมเส้นทางหฤโหดสุดหิน
ที่นอกจากนักแข่งจะต้องมีฝีมือระดับเทพจริง ๆ
สมรรถนะรถในทุก ๆ ด้าน ก็ต้องแข็งแกร่งเพื่อลุยฝ่าทุกเส้นทาง
เรื่องที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลายคนอาจไม่รู้
กระบวนการผลิตรถของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้หยิบเอาเทคโนโลยีของรถแรลลี่ที่ใช้ในสนามแข่ง มาใส่อยู่ในตัวรถที่วางขายทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วย
ตรงนี้เองที่เป็น “จุดแข็ง” ที่ค่ายรถอื่น ๆ ไม่มี
เพียงแต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า ที่ผ่านมาลูกค้าหลายคนยังไม่รับรู้
ว่ารถยนต์มิตซูบิชิ ที่เป็นรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมและแข็งแกร่ง
แถมยังมี DNA การผลิตจากรถแรลลี่ ที่เป็นแชมป์ในสนามแข่งระดับโลก
ก็เลยเป็นที่มาของการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษ 2 รุ่น
คือ “ไทรทัน แรลลี่อาร์ท” และ “ปาเจโร สปอร์ต แรลลี่อาร์ท”
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีเป้าหมายทางการตลาดอะไร มากกว่าสร้างยอดขาย
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
รู้หรือไม่ว่ารถ 2 รุ่น อย่างรถกระบะ ไทรทัน และปาเจโร สปอร์ต
เป็นรถที่ใส่เทคโนโลยีของรถแรลลี่เข้าไป
อีกทั้งก่อนจะวางขายทั่วโลก ได้นำไปทดสอบในสนามของโรงงาน ที่มีลักษณะถนนแตกต่างกัน
เพื่อให้ได้สมรรถนะที่เหมาะแก่การใช้งานจริง
เหตุผลก็เพราะว่า บริษัทต้องการให้รถทั้ง 2 รุ่นที่ว่านี้ เป็นรถที่ลูกค้าซื้อเพราะต้องการใช้งานสมบุกสมบัน ตะลุยได้ทุกเส้นทาง
หากใครที่เป็นแฟนคลับรถ 2 รุ่นนี้จะรู้ดีว่า ระบบช่วงล่างของรถเป็นหนึ่งจุดขายสำคัญที่สร้างชื่อมายาวนาน
เพราะไม่ว่าเส้นทางจะยากลำบากแค่ไหน แต่รถกระบะ ไทรทัน และปาเจโร สปอร์ต
ก็ยังทำให้รู้สึกถึงความมั่นใจในการขับขี่ แม้เส้นทางจะโหดหินขนาดไหน
ขณะที่อัตราเร่งเครื่องยนต์ ก็สามารถไต่ระดับความเร็วได้เนียนไม่มีสะดุด
ข้อดีตรงนี้ก็มาจาก DNA จากสนามแข่งแรลลี่ในระดับโลก นั่นเอง
แน่นอนวิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ลูกค้ารับรู้เรื่องนี้
ย่อมต้องสื่อสารผ่านตัวรถเพื่อสร้างประสบการณ์จริงในการขับขี่ว่าดีอย่างไร
ก็เลยเป็นที่มาให้รถ 2 รุ่นที่กล่าวมานั้นถูกอัปเกรดมาเป็นรุ่นพิเศษ
คือ ไทรทัน แรลลี่อาร์ท และปาเจโร สปอร์ต แรลลี่อาร์ท
โดยในภาพรวมของรถ 2 รุ่นนี้ก็คือ ดีไซน์ภายนอกที่จะมีฟอนต์ตัวอักษรเท่ ๆ RALLI ART
ที่มาพร้อมชุดตกแต่งอุปกรณ์ภายนอก ที่จะทำให้รถมีลุกและกลิ่นอายความเป็นรถแต่งแรลลี่
เช่น รถกระบะ ไทรทัน แรลลี่อาร์ท จะมีชุดแต่งอุปกรณ์พิเศษ พื้นปูกระบะท้ายจะมีโลโก้ แรลลี่อาร์ท
ส่วน ปาเจโร สปอร์ต แรลลี่อาร์ท ก็จะมาพร้อมชุดแต่งใต้กันชนหลัง, ชุดแต่งซุ้มล้อสีดำ
ความน่าสนใจ มันอยู่ตรง ราคาขาย เพราะโดยธรรมชาติทั่วไปแล้วนั้น
หากค่ายรถไหนผลิตรถรุ่นพิเศษขึ้นมา ราคาขายก็จะถูกอัปให้แพงขึ้นกว่าเดิม
แต่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส กลับคิดต่าง เมื่อราคารถ 2 รุ่นพิเศษนี้ แทบจะไม่ต่างจากรุ่นธรรมดา
ไทรทัน แรลลี่อาร์ท เมกะ แค็บ 667,000 บาท
ไทรทัน แรลลี่อาร์ท ดับเบิ้ล แค็บ 705,000 บาท
ปาเจโร สปอร์ต แรลลี่อาร์ท 1,365,000 บาท
การทำราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เหตุผลสำคัญก็คือ เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่
มีโอกาสเข้าถึงและได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ในแบบฉบับของแรลลี่อาร์ทระดับโลก
โดยรถรุ่นเหล่านี้มีการส่งต่อเทคโนโลยีจากสนามแข่งแรลลี่เข้ามาไว้ที่ตัวรถอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นด้านสมรรถนะการขับขี่ ความแข็งแกร่งทนทาน
จนถึงความสะดวกสบายการขับขี่
ทั้งหมดที่พูดมาก็ได้ถูกรวมอยู่ในรถยนต์มิตซูบิชิ รุ่นปัจจุบัน
ทีนี้พอลูกค้าที่ซื้อไปได้สัมผัส ก็จะบอกต่อถึง “คุณภาพของสมรรถนะรถ”
ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายรถญี่ปุ่นนี้ให้ความสำคัญมาตลอด60 กว่าปีที่ทำธุรกิจในเมืองไทย
และหากใครที่ใช้รถยนต์มิตซูบิชิก็น่าจะรู้ว่าบริการหลังการขาย
เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่สร้างความประทับใจผ่านโชว์รูมกว่า 231 แห่งทั่วประเทศ
ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย
ก็มักจะคว้ารางวัลอันดับหนึ่งในเรื่องบริการทั้งก่อนและหลังการขาย
อย่างล่าสุดในปี 2564 ก็เพิ่งคว้า 2 รางวัลจากธุรกิจยานยนต์ประจำปี
ด้านความพึงพอใจสุงสุดด้านบริการหลังการขาย ติดต่อกัน 2 ปี ซ้อน
แล้วทำไม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ต้องให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ ?
ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสหกรรมรถ ณ วันนี้ ได้เกิดค่ายผู้ผลิตรถยนต์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา
และยิ่งมีผู้เล่นมากขึ้นเท่าไร การแข่งขันทางด้านราคาก็จะรุนแรงเป็นเงาตามตัว
วิธีที่จะหลีกหนี “เกมราคา” ได้ดีที่สุด และทำให้ยอดขายเติบโตระยะยาว
ก็คือต้องทำให้ลูกค้าได้รับรู้ว่าคุณภาพสินค้า และบริการหลังการขายเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด
เพราะในแง่เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ มิตซูบิชิเองก็ไม่ได้เป็นรองใครอยู่แล้ว
หากใครติดตามข่าวสารแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์น่าจะรู้ดีว่าในระดับโลก
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผลิตรถไฟฟ้า 100% วางขายในตลาดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552
หากยกตัวอย่างใกล้ตัวมาหน่อยก็คือรถ “มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี”
ที่วางขายในบ้านเราไปเมื่อไม่นาน ที่สร้างความทึ่งด้วยคอนเซ็ปต์เทคโนโลยี “เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์”
ที่มีระบบสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากที่บ้านเพื่อนำไปใช้ชาร์จให้แก่ตัวรถ
ในทางกลับกันก็สามารถดึงกระแสไฟฟ้าออกจากตัวรถมาใช้ในบ้านได้นานถึง 10 วัน
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีในการผลิตรถ
ทุกบริษัทสามารถวิ่งไล่ตามทันได้ในชั่วพริบตา
แต่ศาสตร์และศิลป์ความพิถีพิถันในการผลิต
เป็นอะไร ที่ยากจะเลียนแบบและไล่ตามทัน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส รู้ดีและอยากจะพูดให้ลูกค้าได้ยิน
ว่ารถทุกคันที่ออกจากโรงงานผลิตไม่ใช่แค่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีและดีไซน์
แต่ยังนำเทคนิคการผลิตรถแรลลี่ที่คว้าแชมป์มาทั่วโลก ที่มีความแข็งแกร่งคงทนสูง
มาผสมผสานในการผลิตรถให้ลงตัวที่สุด
Reference
-งานแถลงข่าว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จํากัด
© 2022 Longtunman. All rights reserved.