ทำไม TikTok ไม่มีวัน ฆ่า Facebook ได้

ทำไม TikTok ไม่มีวัน ฆ่า Facebook ได้

ทำไม TikTok ไม่มีวัน ฆ่า Facebook ได้ /โดย ลงทุนแมน
คำกล่าวที่บอกว่าคนจะไม่เล่น Facebook แล้วแต่ไปเล่น TikTok แทน
เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงแล้ว คำกล่าวนี้น่าจะไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว
เพราะมันจะไม่มีวันที่คนทั้งหมด เลิกใช้ Facebook แล้วหันไปใช้ TikTok แทน
เรื่องนี้เป็นเพราะอะไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ถ้าเมื่อ 10 ปีก่อน สังคมโซเชียลยังไม่ได้ใหญ่เป็นแบบทุกวันนี้ ถ้านึกภาพในตอนนั้นเราก็จะรู้จักสื่ออยู่ไม่กี่ชนิด เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ
สื่อแต่ละรูปแบบก็ทำหน้าที่ของมันไป
ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะดูทีวีตลอดเวลา
ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะอ่านแต่หนังสือพิมพ์ตลอดเวลา
คนจะเสพสื่อเหล่านั้นในตามแต่ละความต้องการในเวลานั้น
แบ่งประเภทง่าย ๆ ก็คือ
1. ดู
2. อ่าน
3. ฟัง
ตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่จะดูทีวีเมื่อต้องการความบันเทิง
ส่วนคนที่อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ก็เพื่อต้องการข้อมูล ข่าวสาร หรือเนื้อหาสาระในเรื่องที่สนใจ อย่างรวดเร็ว หรืออย่างลึกซึ้ง
สำหรับคนที่ฟังวิทยุ ก็จะฟังตอนที่สายตาต้องเพ่งเล็งกับอย่างอื่น เช่น ระหว่างขับรถ ทำงานบ้าน หรือ ออกกำลังกาย
ต่อมาเมื่อมีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้น
ในยุคแรกที่เทคโนโลยียังส่ง data กันได้ไม่มาก โซเชียลในยุคแรก ๆ ก็จะเกี่ยวกับการส่งข้อความและรูปเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรม Chat, Facebook, Twiiter ซึ่งต่อมาก็ Instagram
รู้หรือไม่ว่าในวันแรกนั้น Facebook ไม่ได้มีวิดีโอ แบบทุกวันนี้..
หลังจากที่โซเชียลมีเดีย มาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคแรก ก็ทำให้หนังสือพิมพ์และนิตยสารล้มหายตายจากไป
เพราะมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องอ่านหรือดูภาพในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารอีกแล้ว สื่อโซเชียลได้เปรียบในเรื่อง ความสดใหม่ของข้อมูล การเปิดโอกาสให้ใครก็ได้มาเป็นคนเผยแพร่ข้อมูล และการเลือกติดตามเฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจ ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่ต้องเห็นเนื้อหาเหมือนกันหมดทุกคนในหนังสือพิมพ์
ในเวลาต่อมาเมื่อเทคโนโลยีพัฒนา คนสามารถส่งข้อมูลกันได้มากขึ้น สื่อที่เกี่ยวกับเนื้อหาวิดีโอก็จะมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งในยุคนี้เป็นยุคที่เปลี่ยนผ่านจากยุค 3G เป็น 4G
ผู้นำในตลาดวิดีโอก็คือ YouTube และต่อมา Facebook ก็ปรับตัวมาแย่งตลาดนี้กับ YouTube
ซึ่งใน 5 ปีที่แล้ว มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพิ่งจะมาเน้นวิดีโอใน Facebook..
เมื่อเวลาผ่านไปตลาดมีการพัฒนา และค้นพบว่าสื่อที่เป็นวิดีโอนั้นไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมมนุษย์ในชีวิตปัจจุบันที่จะหยิบมือถือมาในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่บ่อย ๆ ซึ่งต่างจากในอดีตที่มนุษย์จะดูวิดีโอตอนช่วงเวลาว่างแบบยาว ๆ
ดังนั้น TikTok ก็เลยมีช่องว่างขึ้นมาในตลาดวิดีโอ
และแน่นอน TikTok มาแย่งแค่ 1 ใน 3 ของตลาดทั้งหมด ซึ่งก็คือตลาดที่ดูวิดีโอ ซึ่งยังเหลืออีก 2 ตลาดนั่นก็คือ การอ่าน และการฟัง
การฟังเป็นตลาดที่เล็กกว่าการดูและการอ่านมาก แต่ก็เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีใครสามารถฆ่าได้เช่นกัน ซึ่งในวันนี้เราก็จะเห็น Podcast ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาตอบโจทย์นี้อยู่แล้ว
ส่วนการอ่านเป็นตลาดที่ใหญ่มากและเป็นวิถีของชีวิตมนุษย์มาหลายพันปีแล้ว
ทุกครั้งที่อยากได้ข่าวสาร หรือความรู้ใหม่แบบรวดเร็ว มนุษย์จะใช้วิธีการอ่านแบบคร่าว ๆ
ทุกครั้งที่อยากได้ความรู้ใหม่แบบลึกซึ้ง มนุษย์จะใช้วิธีการอ่านอย่างตั้งใจในข้อความเหล่านั้น
คำพูดที่บอกว่าคนใช้เวลากับ Facebook น้อยลงและไปใช้เวลากับ TikTok มากขึ้น
นั่นก็เป็นเพราะ TikTok แย่งส่วนแบ่งในเรื่องวิดีโอจาก Facebook และ YouTube มาได้
แต่มันก็จะแย่งได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ TikTok แย่งไม่ได้เลย ก็คือตลาดการอ่าน.. "เพราะไม่มีใครเข้าไปอ่านเนื้อหาใน TikTok"
เช่นเดียวกันกับ IG ที่คนใช้จะไม่ได้เน้นอ่านในนั้น และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ Meta ตั้งใจเอา IG มาเป็นทัพหน้าในการทำสงครามกับ TikTok
ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ส่วนผสมเวลาของผู้ใช้งานจะต่างไป
1. บุคคลที่ชอบดู ไม่ชอบอ่าน ก็จะใช้เวลาใน TikTok, IG มากกว่า Facebook
2. บุคคลที่ชอบอ่านมากกว่าดู ก็จะใช้เวลาใน Facebook มากกว่า TikTok, IG อยู่ดี
อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านก็ลองประเมินว่าเราใช้ Facebook, IG, TikTok มากกว่ากัน
ถ้าเราใช้ Facebook มากกว่า ก็แปลว่าเราเป็นคนชอบอ่านมากกว่าดู
ถ้าเราใช้ IG, TikTok มากกว่า ก็แปลว่าเราชอบดูมากกว่าอ่าน
คนที่กล่าวอย่างมั่นใจว่า TikTok จะมาฆ่า Facebook และทุกคนใน Facebook จะหันไปเล่น TikTok ก็ให้เรามั่นใจได้เลยว่าคนนั้นเป็นคนชอบดู และไม่ชอบอ่าน
ดังนั้นถ้าจะบอกว่า TikTok กำลังมาฆ่า Facebook ที่เป็นผู้นำตลาดการอ่าน ก็คงเปรียบกับเรากำลังบอกว่ามนุษย์จะไม่อ่านหนังสือแล้ว ซึ่งเรายังไม่เห็นพฤติกรรมที่มนุษย์จะเลิกอ่านหนังสือ
และถ้าในอนาคต คนเล่น TikTok กันหมด แล้วไม่ใช้ Facebook แล้วจริง ๆ ประวัติศาสตร์ก็คงต้องจารึกไว้เลยว่า TikTok เป็นตัวเปลี่ยนเกมของมนุษยชาติ ที่ทำให้มนุษย์เลิกอ่านหนังสือ
ส่วนการอ่านหรือการดู สิ่งไหนดีมีประโยชน์กว่ากัน ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล บางคนโฟกัสกับการอ่านไม่ได้จริง ๆ หรือบางคนมีความจำเป็น เช่น ผู้สูงอายุ สายตาไม่ดีแล้ว ก็อาจชอบดู และฟัง สิ่งที่มีประโยชน์ไม่แพ้การอ่าน ก็เป็นได้
สำหรับครีเอเตอร์แล้ว ก็ต้องวิเคราะห์ดี ๆ ว่าเราต้องการจับกลุ่มไหน ถ้าเราทำคอนเทนต์สำหรับ บันเทิงสั้น ๆ TikTok จะเหมาะสมมาก เพราะคนส่วนใหญ่ใน TikTok ต้องการความบันเทิง หรือการพักผ่อน แต่ถ้าเราต้องการทำคอนเทนต์ที่เป็นข่าวบทความ เราอาจต้องย่อยให้เป็นวิดีโอสั้นกระชับจริง ๆ ในนั้น
สำหรับคอนเทนต์ด้านข่าว บทความ ข้อคิดเห็น Facebook ก็จะยังไม่หายไปไหน เพราะกลุ่มคนที่เข้า Facebook มาก็เพื่อหวังว่าจะอ่านสิ่งเหล่านี้ คนเข้า Facebook ไม่ได้หวังว่าจะมีดูคลิปสั้นเป็นหลัก คนเข้า Facebook มาเพื่อหวังว่าจะ "อ่าน" สิ่งที่เกิดกับเพื่อน เกิดกับสังคม เกิดกับเรื่องราวที่เขาสนใจ
ยกเว้น..
การที่ Facebook ปรับตัวเองให้เป็นเหมือนกับ TikTok เท่ากับว่า Facebook พยายามแลกจุดเด่นของตัวเอง เพื่อไปแข่งกับอีกเกมหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าใครจะชนะ
แต่ที่รู้ก็คือ คนที่ใช้ Facebook จะเจอกับสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ
และเมื่อถึงเวลาที่ Facebook หลุดจากความคาดหวังของคนใช้
นั่นแหละ ทุกคนก็จะค้นพบว่า
ไม่มีใครสามารถฆ่า Facebook ได้ นอกจากคนที่สร้าง Facebook เอง..
-----
รู้ยัง ? ลงทุนแมนก็มี TikTok แล้วนะ ติดตามได้ที่ www.tiktok.com/@longtunman

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2024 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon