
สรุปวิธีคำนวณภาษีลงทุนหุ้นสหรัฐฯ แบบเข้าใจง่าย พร้อมยกตัวอย่าง ฉบับปี 2568
สรุปวิธีคำนวณภาษีลงทุนหุ้นสหรัฐฯ แบบเข้าใจง่าย พร้อมยกตัวอย่าง ฉบับปี 2568 /โดย ลงทุนแมน
ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่างประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย คงไม่พ้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะเข้าถึงง่ายขึ้น มีเงินเพียงหลักร้อย ก็ลงทุนได้แล้ว และยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจอีกด้วย
โดยปีล่าสุด S&P 500 ให้ผลตอบแทน 16.4%
ขณะที่ Nasdaq 100 ให้ผลตอบแทน 20.2%
ขณะที่ Nasdaq 100 ให้ผลตอบแทน 20.2%
ด้วยตลาดแบบนี้ก็น่าจะทำให้หลายคนที่ลงทุนมีกำไร แต่สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อมีกำไรจากการลงทุนต่างประเทศจะนับว่าเป็นเงินได้ ต้องนำมาคิดภาษี
แล้วภาษีลงทุนหุ้นสหรัฐฯ คำนวณอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
วิธีคิดภาษีหุ้นสหรัฐฯ คือให้นำผลตอบแทน เช่น กำไรจากส่วนต่างราคา และเงินปันผล แปลงเป็นบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่เราแลกกลับมาเป็นบาท
เช่น ปีที่ผ่านมา เราขายหุ้น NVIDIA ได้กำไร 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วแลกกลับมาเป็นเงินบาท
จำนวนเงินที่ถูกนำมาคิดภาษี = กำไร x อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ = 10,000 x 31.27 = 312,700 บาท
ซึ่งเงินก้อนนี้จะไม่ถูกคิดภาษีเลย หากเรา ไม่นำกลับเข้ามาในไทย หรือในปีที่ได้กำไรนั้น เราอยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน
และต่อให้ขาดทุนในหุ้นอื่น ๆ เช่น ขายหุ้น Novo Nordisk ขาดทุน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ไม่สามารถนำมาหักจากกำไร 10,000 ดอลลาร์สหรัฐของหุ้น NVIDIA ได้ เพราะกรมสรรพากรกำหนดให้เงินได้คำนวณเป็นรายธุรกรรม
ต่อมาให้นำ 312,700 บาท มารวมกับรายได้ของเรา เช่น เงินเดือนและโบนัส
สมมติว่า เรามีเงินเดือน 30,000 บาท และได้โบนัส 120,000 บาท
เงินได้รวม = (30,000 x 12) + 120,000 + 312,700 = 792,700 บาท
เงินได้รวม = (30,000 x 12) + 120,000 + 312,700 = 792,700 บาท
หลังจากนั้นหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ เพื่อคิดเงินได้สุทธิ
เช่น ค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา 2 คน 60,000 บาท
เงินได้สุทธิ = 792,700 - 100,000 - 60,000 - 60,000 = 572,700 บาท
สุดท้ายภาษีที่เสียจะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ไม่เสียภาษี
- เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
- เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
- เงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
- เงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
- เงินได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
- เงินได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%
- เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
- เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
- เงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
- เงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
- เงินได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
- เงินได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%
จากตัวอย่าง เรามีเงินได้สุทธิ 572,700 บาท เท่ากับว่า เราจะเสียภาษีตามขั้นบันได
- เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ภาษี = 0 บาท
- เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท ภาษี = 150,000 x 5% = 7,500 บาท
- เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท ภาษี = 200,000 x 10% = 20,000 บาท
- เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท ภาษี = 72,700 x 15% = 10,905 บาท
- เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท ภาษี = 150,000 x 5% = 7,500 บาท
- เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท ภาษี = 200,000 x 10% = 20,000 บาท
- เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท ภาษี = 72,700 x 15% = 10,905 บาท
รวมภาษี = 7,500 + 20,000 + 10,905 = 38,405 บาท
พอถึงตรงนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่า เงินปันผลโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ต้องเสียเพิ่มอีกหรือไม่
กรมสรรพากรตอบไว้ว่า จะไม่มีภาษีซ้ำซ้อน หากเงินได้ที่นำเข้ามาในประเทศไทย ได้มีการเสียภาษีในต่างประเทศแล้ว สามารถนำภาษีที่เสียไว้ในต่างประเทศมาเครดิต หรือหักออกจากภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยได้เลย
และทั้งหมดนี้คือ วิธีคำนวณภาษีลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่คนลงทุนควรรู้..