
บทเรียน จุดสูงสุดสู่ต่ำสุด ของ Jesse Livermore เทรดเดอร์ระดับตำนาน
บทเรียน จุดสูงสุดสู่ต่ำสุด ของ Jesse Livermore เทรดเดอร์ระดับตำนาน /โดย ลงทุนแมน
พูดถึงชีวิตเทรดเดอร์ที่ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ คุณ Jesse Livermore น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อระดับตำนานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น
พูดถึงชีวิตเทรดเดอร์ที่ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ คุณ Jesse Livermore น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อระดับตำนานที่ถูกกล่าวถึงมากสุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น
ชายที่ทำเงินได้มหาศาล เจ๊งจนหมดตัวอยู่หลายครั้ง
และเคยทำเงินมากถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เพียง 5 ปีต่อมา กลับสูญเสียมันไปทั้งหมด
และเคยทำเงินมากถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เพียง 5 ปีต่อมา กลับสูญเสียมันไปทั้งหมด
แม้สุดท้ายจะจบไม่สวย แต่แนวคิดของเขาก็เป็นรากฐานให้เทรดเดอร์ระดับโลกหลายคน อย่างคุณ William O’Neil, คุณ Mark Minervini และคุณ Paul Tudor Jones
แล้วแนวคิดของคุณ Jesse Livermore น่าสนใจอย่างไร ?
เราเรียนรู้อะไรจากเขาได้บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เราเรียนรู้อะไรจากเขาได้บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คุณ Jesse Livermore เริ่มต้นจากการเป็นนักลงทุนรายย่อย
ในปี 1907 เขาในวัยเพียง 30 ปี ทำกำไรมหาศาลถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการ Short Sell ในช่วงตลาดขาลง จน J.P. Morgan ต้องขอให้หยุดขายเพื่อพยุงตลาด
ทว่าในปีต่อมา เขากลับหมดตัว เพราะเชื่อคำแนะนำของนักวิเคราะห์ชื่อดัง ให้ซื้อฝ้าย ทั้งที่เป็นขาลงและไม่ยอม Cut Loss ตามกฎที่เคยใช้
ต่อมาในปี 1918 เขาอาศัยเครดิตเดิมกู้เงินกลับมาสู้ใหม่ แม้จะเผชิญช่วงตลาด Sideway จนเกือบถอดใจ แต่เขาก็พลิกวิกฤติสงครามโลกครั้งที่ 1 มาทำกำไรจากหุ้นกลุ่มเหล็กจนปลดหนี้ และกลับมารวยระดับ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้อีกครั้ง
จนมาถึงเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือ ในปี 1929 ตัวเขาในวัย 52 ปี ได้เปิด Short อย่างหนัก ในช่วงที่ตลาดหุ้นพังทลายในเหตุการณ์ Great Depression
โดยมองว่า เศรษฐกิจไม่ได้ดีพอที่จะหนุนตลาดหุ้นให้ขึ้นต่อได้ ตลาดน่าจะลงยาว จากเหตุการณ์นี้ เขาทำเงินไปได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยวิธีการเทรดที่กล้าได้กล้าเสีย แต่เบื้องหลังหลักการเหล่านั้น ก็ล้วนมีเหตุมีผลรองรับ
ซึ่งสไตล์การเทรดของเขาจะเป็นแบบ Trend Following (คือการทำกำไรในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มที่ชัดเจน)
โดยมีการเก็งจังหวะในการเข้าเทรด ซึ่งคุณ Jesse Livermore เรียกว่า Pivot Points คือ ระดับแนวรับและแนวต้าน ที่มีปริมาณการซื้อขายเบาบาง
แนวคิดคือ ถ้าไม่มีแรงซื้อขายมากดดันราคาแล้ว เพียงแค่คำสั่งซื้อขายเล็ก ๆ ก็สามารถทำให้ราคาวิ่งได้อย่างรวดเร็ว
โดยวิธีการสังเกตคือ ราคาจะต้องมีความผันผวนลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่า แรงซื้อขายเริ่มหมดลงแล้ว
แล้วเมื่อตลาดเลือกทิศทาง เราก็สามารถที่จะเข้าไปซื้อขายตามได้
แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้ มีความเสี่ยงตรงที่ว่า ถ้าเราเก็งผิดทาง ก็จะทำให้ขาดทุน ขณะเดียวกัน ถ้าเก็งถูกทาง ราคาก็จะวิ่งแรงแทบจะทันที
ถ้าเราลองสรุปแนวคิดการเทรดของคุณ Jesse Livermore จะมีอยู่ 3 ข้อ
1. หุ้นนำตลาด
เขาให้ความสำคัญกับการเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็นหุ้นนำตลาดเป็นอย่างมาก โดยหุ้นนำตลาดที่ว่าก็คือ หุ้นที่ขึ้นก่อนตลาด ขึ้นแรงกว่าตลาด และลงยากกว่าตลาด
เพราะในมุมของเขา เงินก้อนใหญ่ในตลาด มักจะไหลเข้าหุ้นไม่กี่ตัวก่อนเสมอ และหน้าที่ของเทรดเดอร์ก็ไหลตามเม็ดเงินไป
2. ใช้ประโยชน์จากแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด
เขาให้ความสำคัญกับภาวะตลาดโดยรวม และแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด โดยตัวเขาจะไม่ได้เทรดบ่อย ๆ หรือสนใจกำไรก้อนเล็ก ๆ แต่เขาจะสนกำไรก้อนโต จากแนวโน้มรอบใหญ่เท่านั้น
3. Pyramid Trading
เขาใช้ Pyramid Trading เพื่อช่วยเพิ่มกำไร และควบคุมความเสี่ยงเวลาขาดทุน
โดยหัวใจหลักของ Pyramid Trading ก็คือการแบ่งเงิน และทยอยซื้อทยอยขาย โดยไม้แรกต้องใหญ่สุด เช่น ไม้แรก 500 หุ้น ไม้สอง 300 หุ้น ไม้สาม 200 หุ้น เป็นต้น
ถ้าหุ้นขึ้นก็ทยอยซื้อขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนถ้าหุ้นลงก็ทยอยขายไปเรื่อย ๆ
เพราะเขาคิดว่า แทนที่จะซื้อไม้ใหญ่ ๆ ทีเดียว ก็ควรที่จะทำการซื้อขายแบบหยั่งเชิงเข้าไปก่อน
ซึ่งจุดได้เปรียบของ Pyramid Trading ก็คือ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่ชัดเจน ขณะที่ช่วยขยายผลกำไรของการเก็งกำไร เมื่อการวิเคราะห์นั้นถูกทาง
ย้อนไปที่ตอนต้น.. แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเขาที่ทำเงินมากถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตลาดหุ้น แต่สุดท้ายก็สูญเสียมันไปในเวลาไม่นาน
ที่บอกว่าไม่นาน ก็เพราะว่าในปี 1934 หลังจากที่เขาโกยเงินไป 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านมา 5 ปีเท่านั้น
กำไรมหาศาลของเขาก็หมดลง เชื่อกันว่าด้วยสภาพจิตใจและอาการป่วย จากการที่เขาต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัว โดยตัวเขามีภรรยาหลายคน แต่ละคนใช้เงินฟุ่มเฟือย ลูกติดยาเสพติด
ส่งผลให้เขาเกิดความเครียด จนต่อมาเริ่มความจำเสื่อม สมองเสื่อม รวมทั้งกลายเป็นโรคซึมเศร้า
ทำให้บ่อยครั้ง เวลาขาดทุน คุณ Jesse Livermore จะไม่ยอมแพ้ตามแผน แต่ยังคงดื้อลงทุนเพิ่มในฝั่งที่ผิด สุดท้ายก็ต้องกลับมาหมดตัว
ปี 1940 คุณ Jesse Livermore อายุ 63 ปี ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ด้วยการยิงตัวตายที่โรงแรม โดยทิ้งข้อความสุดท้ายให้กับภรรยาว่า เขาคือความล้มเหลว..
บทสรุปของตำนานนี้จึงเตือนใจเราได้ดีที่สุดว่า
“ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์เรา คือความเป็นมนุษย์ในตัวเราเอง” ตามที่เขาเคยได้กล่าวไว้..
“ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์เรา คือความเป็นมนุษย์ในตัวเราเอง” ตามที่เขาเคยได้กล่าวไว้..
ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักลงทุน ไม่ใช่ภาวะตลาดที่ผันผวน แต่คือความเป็นมนุษย์ที่หวั่นไหวในตัวเราเอง
เพราะการเอาชนะตลาดนั้นยากแล้ว แต่การเอาชนะใจตัวเองในวันที่พ่ายแพ้นั้นยากยิ่งกว่า
การใช้ความรู้เพียงอย่างเดียว ไม่อาจทำให้ความสำเร็จในการลงทุนนั้นอยู่ยั่งยืนได้ ซึ่งการฝึกจิตใจ ควบคุมอารมณ์ ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
แม้แต่ตัวคุณ Jesse Livermore ที่ได้รับการยอมรับในแนวคิดการเทรด จนกลายเป็นรากฐานให้เทรดเดอร์ระดับโลกหลายคน
แต่สุดท้าย เขาต้องแพ้ความโศกเศร้าของตัวเอง ฝ่าฝืนกฎการเทรดหุ้นที่ตัวเองตั้งเอาไว้ จนสุดท้ายจบที่จุดจบที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเลียนแบบ..