8.7 ล้านล้าน กับดักเศรษฐกิจนอกระบบ ที่ฉุดไทย ให้โตไม่สุด

8.7 ล้านล้าน กับดักเศรษฐกิจนอกระบบ ที่ฉุดไทย ให้โตไม่สุด

8.7 ล้านล้าน กับดักเศรษฐกิจนอกระบบ ที่ฉุดไทย ให้โตไม่สุด /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า.. ถ้าเรานับรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจริง ๆ
มูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า GDP ของเรานั้น อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียง 18-19 ล้านล้านบาท อย่างที่มักเห็นกันในรายงาน
แต่มีการประเมินว่า ตัวเลขที่แท้จริง อาจพุ่งทะยานไปแตะระดับ 26-27 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว
ถ้าถามว่า เม็ดเงินมูลค่ามหาศาลเกือบ 9 ล้านล้านบาทนี้ หายไปอยู่ที่ไหน ?
คำตอบคือ มันซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจนอกระบบ”
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบต่อ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของ GDP เลยทีเดียว
เศรษฐกิจนอกระบบคืออะไร ?
แล้วส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ต้องบอกว่าในทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจนอกระบบนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่ธุรกิจสีเทา หรือสิ่งผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียว
แต่หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจใด ๆ ก็ตาม ที่ไม่ได้รายงานต่อรัฐ ไม่มีการเสียภาษี และไม่ถูกนับรวมอยู่ใน GDP
ลองมองไปรอบ ๆ ตัวเรา.. ไม่ว่าจะเป็นร้าน Street Food ข้างทาง, วินมอเตอร์ไซค์, แผงลอยในตลาดนัด, ฟรีแลนซ์ที่รับเงินสด ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม
แม้ว่ากิจกรรมเหล่านี้ จะเป็นฟันเฟืองที่หมุนเศรษฐกิจฐานรากของไทยในทุก ๆ วัน แต่เชื่อหรือไม่ว่า มูลค่าของมันกลับล่องหน ไปจากระบบบัญชีของประเทศ
จากข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48.4% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 8,700,000 ล้านบาท
และถ้าเราลองเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา
- เวียดนาม มี GDP 14.8 ล้านล้านบาท มีเศรษฐกิจนอกระบบ 2.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14.9% ของ GDP
- อินโดนีเซีย มี GDP 48.7 ล้านล้านบาท มีเศรษฐกิจนอกระบบประมาณ 11.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 23.6% ของ GDP
จะเห็นว่าประเทศไทยนั้น มีเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในภาพรวม..
แล้วเศรษฐกิจนอกระบบขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่นี้ ส่งผลเสียอย่างไรบ้าง ?
หากมองประเทศไทยเป็นเครื่องบินลำหนึ่ง ที่มี 2 เครื่องยนต์ ก็อาจมองได้ว่าในตอนนี้ประเทศไทย กำลังเดินเครื่องด้วยเครื่องยนต์เพียงข้างเดียว
ขณะที่เครื่องยนต์อีกข้างหนึ่ง แม้จะทำงานหนักไม่แพ้กัน
แต่กลับไม่ถูกนับรวม และไม่ได้ส่งพลังงานไปขับเคลื่อนประเทศ อย่างที่ควรจะเป็น
โดยผลกระทบที่เกิดจากการมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดมหึมานั้น แบ่งออกเป็น 3 อย่างหลัก
1. ฐานภาษีที่เล็กผิดปกติ จนกลายเป็นความไม่เป็นธรรม
ลองจินตนาการว่า ประเทศไทยเป็นบ้านหลังใหญ่ที่มีสมาชิก 100 คน
แต่กลับมีคนที่จ่ายค่าส่วนกลาง เพื่อมาบำรุงรักษาบ้าน สร้างถนน จ้างรปภ. หรือดูแลสวน อยู่เพียงไม่กี่คน..
เมื่อเศรษฐกิจราว 1 ใน 3 ของประเทศ อยู่นอกระบบ
นั่นหมายความว่า ภาระในการแบกรับงบประมาณของประเทศ จะไปตกอยู่ที่คนในระบบกลุ่มเดิม ๆ
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือบริษัทที่ทำบัญชีถูกต้อง ที่ต้องจ่ายภาษี เพื่อนำมาสร้างสาธารณูปโภคและสวัสดิการ ที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
สิ่งนี้ทำให้รัฐมีงบประมาณจำกัด และไม่สามารถไปลงทุนในเมกะโปรเจกต์ หรือสร้างรัฐสวัสดิการที่ดีพอ สำหรับทุกคนได้
2. ภาครัฐเหมือนคนปิดตาข้างเดียว ในการบริหารประเทศ
การที่เม็ดเงินของเศรษฐกิจนอกระบบ 8.7 ล้านล้านบาท เป็นเหมือนภาพลวงตาที่มองไม่เห็น ทำให้การกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของรัฐ ขาดความแม่นยำ
เช่น เวลาเกิดวิกฤติ แล้วรัฐต้องการออกมาตรการเยียวยา หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
เงินช่วยเหลือที่รัฐส่งไป ก็มักจะไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะรัฐไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ว่าใครอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร มีรายได้เท่าไร และกำลังประสบปัญหาอะไร
เหมือนหมอที่ต้องรักษาคนไข้ โดยรู้ประวัติสุขภาพแค่ครึ่งเดียว ทำให้การวินิจฉัยโรคและการจ่ายยา อาจผิดพลาด และไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น
3. ธุรกิจไทยโตไม่สุด เพราะติดกับดักนอกระบบ
ธุรกิจที่อยู่นอกระบบ ส่วนใหญ่จะเผชิญกับต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น
เพราะเมื่อไม่มีงบการเงินที่ตรวจสอบได้ ก็จะขาดความน่าเชื่อถือ และทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคาร หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้
ทางออกคือมักต้องหันไปพึ่งพา “เงินกู้นอกระบบ” ที่ดอกเบี้ยสูงกว่า กลายเป็นต้นทุนแฝงที่กัดกินกำไร ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ ไม่สามารถขยายสเกล หรือลงทุนอะไรใหม่ ๆ ได้เลย
ผลที่ตามมาคือ เราจึงเห็นร้านค้า หรือ SME จำนวนมากของไทย ต้องย่ำอยู่กับที่ ไม่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่จะช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศได้จริง ๆ
แล้วถ้าประเทศสามารถปลดล็อกเศรษฐกิจนอกระบบได้ จะเกิดอะไรขึ้น ?
ต้องบอกว่า ถ้าประเทศไทยสามารถดึงเศรษฐกิจเงา 8.7 ล้านล้านบาทนี้ ให้เข้ามาอยู่ในแสงสว่างได้สำเร็จ มันคือการ “เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ” ครั้งมโหฬาร
ซึ่งหลัก ๆ แล้ว ประโยชน์ที่ได้ก็คือ
1. รัฐบาลจะมีกระเป๋าเงินที่ใหญ่ขึ้นทันที
โดยเงินภาษีที่เก็บได้เพิ่ม จะถูกเปลี่ยนเป็น รถไฟฟ้าสายใหม่ โรงพยาบาลที่มีคุณภาพ ระบบการศึกษาที่ทันสมัย ไปจนถึงสวัสดิการที่ครอบคลุม
2. ธุรกิจไทยจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
โดยผู้ประกอบการ จะสามารถเข้าถึงเงินทุนในระบบได้ ต้นทุนการเงินลดลง ธุรกิจขยายตัว และเกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
3. ประเทศไทยจะดูดีขึ้นในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก
การที่ GDP ขยับจาก 18 ล้านล้านบาท ไปเป็น 27 ล้านล้านบาท ประเทศไทย ก็จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เข้ามาได้อีกมหาศาล
เพราะนั่นหมายความว่า ตลาดของเราใหญ่ขึ้น และมีกำลังซื้อที่แท้จริงมารองรับ ทำให้ใคร ๆ ก็อยากมาลงทุน
มาถึงตรงนี้ เราก็คงเห็นแล้วว่า บทสรุปของเรื่องนี้
ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GDP ที่จะเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่มุมมองของเราที่มีต่อเศรษฐกิจนอกระบบด้วย
เพราะเรื่องนี้เป็นได้ทั้ง “หลุมดำ” ที่ฉุดรั้งประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็น “ขุมทรัพย์” ที่รอการเปิดเผย
โดยที่ผ่านมา รัฐบาลหลายยุคสมัย มีความพยายามที่จะนำเศรษฐกิจนอกระบบเหล่านี้ เข้ามาอยู่ในระบบ แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร
ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ มันคือ หลุมดำ ที่คอยดูดกลืนงบประมาณ สร้างความเหลื่อมล้ำ และทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปราะบาง
แต่ถ้าสามารถขุดมันขึ้นมา และเจียระไนให้ถูกต้อง
มันจะเป็นขุมทรัพย์ ที่จะพาประเทศไทย ก้าวกระโดดไปข้างหน้า ได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมา..
แล้วถ้าถามว่า ตอนนี้แต่ละพรรคการเมืองมีนโยบายอะไรที่จะดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ติดตามได้พร้อมกันผ่าน Talk ลงทุนแมน วันที่ 29 มกราคมนี้..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon