
สิ่งที่คนไทยควรรู้ ก่อนประเทศไทยเข้าสู่ Net Zero
สิ่งที่คนไทยควรรู้ ก่อนประเทศไทยเข้าสู่ Net Zero / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x PTT
“การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยไปสู่ Net Zero
คนไทยต้องมีความฝัน และเชื่อว่าพลังของความฝันจะทำให้เกิด Sparking the Future ขึ้นในประเทศไทยได้
เช่น ฝันเห็นอุตสาหกรรมที่ผลิตพลังงานสะอาด ผลิตสินค้าตอบโจทย์ตลาด Net Zero
คนไทยต้องมีความฝัน และเชื่อว่าพลังของความฝันจะทำให้เกิด Sparking the Future ขึ้นในประเทศไทยได้
เช่น ฝันเห็นอุตสาหกรรมที่ผลิตพลังงานสะอาด ผลิตสินค้าตอบโจทย์ตลาด Net Zero
ฝันเหล่านี้จะเป็นจริงได้ ประเทศไทยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน
ตามมาด้วยนโยบายที่ชัดเจน และต้องมีกฎหมายมารองรับ เช่น พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.โลกร้อน
ตามมาด้วยนโยบายที่ชัดเจน และต้องมีกฎหมายมารองรับ เช่น พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.โลกร้อน
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ดีที่สุดคือ กฎแห่งราคา
หนึ่งในนั้นคือ กลไกราคาภาคบังคับอย่างภาษีคาร์บอน ฯลฯ ซึ่งพิสูจน์ในทางทฤษฎีแล้วว่า ประเทศที่มีกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม
และต้องไม่ลืมกองทุนสนับสนุน ที่จะช่วยภาคเอกชนเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เช่น Sustainability Linked Bond, Green Finance เป็นต้น
ทุกวันนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยกว่า 65% มาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง
ซึ่งเอกชนทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมกับภาครัฐ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งเอกชนทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมกับภาครัฐ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ภาคประชาชนเองก็เช่นกัน ล่าสุดอย่างโครงการ Low Carbon City
โดยกระทรวงการคลังร่วมมือกับ World Bank เพื่อจะร่วมทำกรุงเทพมหานครให้เป็น Low Carbon City ติดโซลาร์เซลล์บนโรงเรียน บนโรงพยาบาล ทำร่วมกับ EXIM Bank และการนิคมอุตสาหกรรม
โดยกระทรวงการคลังร่วมมือกับ World Bank เพื่อจะร่วมทำกรุงเทพมหานครให้เป็น Low Carbon City ติดโซลาร์เซลล์บนโรงเรียน บนโรงพยาบาล ทำร่วมกับ EXIM Bank และการนิคมอุตสาหกรรม
เพื่อทำให้เกิดพลังงานสะอาด สังคมสีเขียว ลงไปถึงชุมชนไทยจริง ๆ
อนาคตประเทศไทยต้องประกอบไปด้วย Public + Private + People + Partnership เพื่อไปสู่ P ตัวที่ 5 คือ Planet ได้สำเร็จ”
นี่เป็นเพียงบางส่วนจากการปาฐกถา “Thailand’s New Horizon ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ”
ภายในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026
ภายในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026

มีอะไรที่คนไทยควรรู้ เพื่อเข้าใจถึงสถานการณ์ Net Zero ในตอนนี้อีกบ้าง ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
จริง ๆ แล้ว Sustainability Spark by PTT Group 2026 ต้องการจุดประกายความคิดด้าน Net Zero
เพื่อให้คนไทยทุกคนทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน ทั้งในแง่ขององค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนนโยบายที่เป็นรูปธรรม และเชื่อว่าจะลงมือทำได้จริง
เพื่อให้คนไทยทุกคนทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน ทั้งในแง่ขององค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนนโยบายที่เป็นรูปธรรม และเชื่อว่าจะลงมือทำได้จริง
สังเกตได้จากภายในงานครั้งนี้ มีทั้งการรับฟังปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย เวทีเสวนาเชิงกลยุทธ์และมุมมองระดับโลก และทิศทางของภูมิภาคเอเชียในอนาคต รวมทั้งนิทรรศการด้านความยั่งยืน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทีนี้ลองมาดูกันว่าประเด็นสำคัญใด ที่คนไทยไม่ควรพลาดกันบ้าง..
1. กรณีศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักร สู่ Net Zero
สหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จในการลดคาร์บอน ในขณะที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตจากการลงทุนนำไปสู่การจ้างงานและโอกาสทางธุรกิจ
เริ่มต้นมาตั้งแต่มาตรการ Climate Change Act ในปี 2008 ที่ส่งผลให้ Net Zero เป็นมากกว่าการลดคาร์บอน แต่ช่วยเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ Economic Transformation
จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสะอาด และการขนส่งสะอาด ที่แม้จะมีต้นทุน แต่ก็นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล
จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสะอาด และการขนส่งสะอาด ที่แม้จะมีต้นทุน แต่ก็นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล

สังเกตได้จากตั้งแต่ปี 1990 เศรษฐกิจ UK โตขึ้น 80% แต่การปล่อยก๊าซลดลง 60%
การลงทุนด้านการลดคาร์บอนตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบันมีมูลค่าสะสม 198 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
การลงทุนด้านการลดคาร์บอนตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบันมีมูลค่าสะสม 198 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปัจจุบัน UK มีพลังงานหมุนเวียน 50 กิกะวัตต์ (GW) และกำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีพลังงานนิวเคลียร์ 6 GW พร้อมตั้งเป้าทำ CCS ให้ได้ 20-30 ล้านตัน ภายในต้นทศวรรษ 2030
ขณะเดียวกันในด้านการจ้างงาน พบว่าการลดคาร์บอนสร้างงานกว่า 900,000 ตำแหน่ง เติบโตกว่า 10% ต่อปี และยังมีค่าตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) ถึง 83 พันล้านปอนด์
พูดง่าย ๆ ว่ามีตัวคูณผลกระทบ (Multiplier Effect) อยู่ที่ 1.89
หมายความว่าทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนไป จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับมา 1.89 ดอลลาร์ เลยทีเดียว
หมายความว่าทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนไป จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับมา 1.89 ดอลลาร์ เลยทีเดียว
ถ้ามองกลับมาที่ประเทศไทย พบว่ายังมีโอกาสระดับโลกใน 4 ด้านที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ คือ
- Domestic Decarbonization เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย NDC
- Export Potential ถ้าไทยผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า ก็จะได้เปรียบเชิงแข่งขันทันที
- Natural Resources สามารถเป็นศูนย์กลางการกักเก็บ CO2 ให้กับประเทศอื่นในเอเชียได้
- Financial Offtake ไทยมีศักยภาพที่จะสร้างภาคธุรกิจ CCS ที่แข็งแกร่ง
- Export Potential ถ้าไทยผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า ก็จะได้เปรียบเชิงแข่งขันทันที
- Natural Resources สามารถเป็นศูนย์กลางการกักเก็บ CO2 ให้กับประเทศอื่นในเอเชียได้
- Financial Offtake ไทยมีศักยภาพที่จะสร้างภาคธุรกิจ CCS ที่แข็งแกร่ง

2. การเปลี่ยนแปลงภูมิภาคเอเชียภายหลังการประชุม COP30
COP30 ที่บราซิล ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเนื่องจากครบรอบ 10 ปีของ Paris Agreement ที่ตั้งเป้าจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
แต่สิ่งที่น่าสังเกตจาก COP30 มี 2 ประเด็นหลักคือ
- ไม่มีการตกลงที่จะเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ประเทศต่าง ๆ ยังคงพึ่งพาน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ
- เกิดช่องว่างแห่งความมุ่งมั่น (Ambition Gap) ที่มีเป้าหมาย แต่ยังลงมือทำจริงไม่ถึงเป้า
- ไม่มีการตกลงที่จะเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ประเทศต่าง ๆ ยังคงพึ่งพาน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ
- เกิดช่องว่างแห่งความมุ่งมั่น (Ambition Gap) ที่มีเป้าหมาย แต่ยังลงมือทำจริงไม่ถึงเป้า
ถ้าลองสังเกตการจำลองสถานการณ์ (Scenario) จะพบว่า การบรรลุเป้าหมายนี้ Net Zero 2050 เศรษฐกิจโลกต้องมี Primary Energy Demand ลดลง 18% จากปัจจุบัน
ซึ่งในความเป็นจริง การลดลงระดับนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงวิกฤติโรคระบาดที่เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก
จึงมองว่า Net Zero 2050 คงเป็นไปได้ยาก
ซึ่งในความเป็นจริง การลดลงระดับนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงวิกฤติโรคระบาดที่เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก
จึงมองว่า Net Zero 2050 คงเป็นไปได้ยาก
ดังนั้น Base Case คาดว่าความต้องการพลังงานกว่า 52% ยังมาจากฟอสซิล ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2.5 องศาเซลเซียสต่อไป

ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรเองยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 20% ของโลก ทั้งมาจากปศุสัตว์ การใช้ที่ดิน และการปลูกข้าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดจำกัดของโลก (Planetary Boundaries) ด้านอื่น ๆ
สำหรับไทยและเอเชีย มองว่าโจทย์ใหญ่คือ การใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land Use) ทั้งในด้านการจัดสรรที่ดินให้สมดุลระหว่างความมั่นคงทางอาหาร, พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง และพื้นที่คืนสู่ธรรมชาติ
แม้ว่า COP30 ยังน่าผิดหวังในเชิงนโยบายระดับโลก แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี เครื่องยนต์แห่งการเปลี่ยนแปลงได้ถูกจุดติดแล้ว
เช่นเดียวกัน การลงทุนเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาด, ขนส่งอัจฉริยะ และนาข้าวยั่งยืน ที่ถูกมองว่าจะเป็นความหวังใหม่ของประเทศไทยในอนาคต
เช่นเดียวกัน การลงทุนเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาด, ขนส่งอัจฉริยะ และนาข้าวยั่งยืน ที่ถูกมองว่าจะเป็นความหวังใหม่ของประเทศไทยในอนาคต
3. The Blueprints แนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระดับนานาชาติ
- ญี่ปุ่น ใช้แนวทาง GX 2040 Vision เน้นความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดคาร์บอน ด้วยแนวทางที่เป็นขั้นเป็นตอน (Realistic Transition) เพื่อให้นักลงทุนคาดการณ์ได้
ปี 2026 เริ่มให้องค์กรขนาดใหญ่รายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซ
ปี 2028 เริ่มเก็บภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิล
ปี 2033 เริ่มระบบประมูลสิทธิการปล่อยก๊าซ (Auction) สำหรับภาคไฟฟ้า
ปี 2028 เริ่มเก็บภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิล
ปี 2033 เริ่มระบบประมูลสิทธิการปล่อยก๊าซ (Auction) สำหรับภาคไฟฟ้า
โดยทำควบคู่ไปกับการป้องกันความผันผวนของราคา เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมหนักอย่างเหล็กและเคมี ที่ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจสามารถปรับตัวได้
นอกจากนี้ ภาครัฐบาลยังสนับสนุนผ่าน GX Economic Transition Bonds เพื่อระดมทุนสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน, แอมโมเนีย และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
และยังร่วมมือกับอาเซียนผ่านโครงการ AZEC หรือ Asia Zero Emission Community เพื่อช่วยให้ประเทศในภูมิภาคเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย
และยังร่วมมือกับอาเซียนผ่านโครงการ AZEC หรือ Asia Zero Emission Community เพื่อช่วยให้ประเทศในภูมิภาคเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย

- อินโดนีเซีย ใช้กลยุทธ์ Dual Growth คือรักษาความมั่นคงทางพลังงานในธุรกิจเดิม (น้ำมัน/ก๊าซ) พร้อมกับเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจใหม่ เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และไฮโดรเจนสีเขียวร่วมกับโตโยต้า
ไฮไลต์สำคัญคือ CCS/CCUS (การดักจับและกักเก็บคาร์บอน)
โดยตั้งเป้าหมายจะเป็น Regional Hub สำหรับการกักเก็บคาร์บอนจากหลายประเทศในเอเชียและใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
โดยตั้งเป้าหมายจะเป็น Regional Hub สำหรับการกักเก็บคาร์บอนจากหลายประเทศในเอเชียและใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
ความท้าทายตอนนี้คือ กรอบความร่วมมือข้ามพรมแดน (Cross-Border Framework) ของอาเซียน ให้สามารถขนส่ง CO2 ข้ามประเทศได้
- ประเทศไทย ต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “ต้นทุน” ให้เป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” และมองนโยบาย Net Zero เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน
หากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและลงทุนในพลังงานสีเขียว จะช่วยเพิ่ม GDP ราว 4-5% ภายในปี 2050
หากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและลงทุนในพลังงานสีเขียว จะช่วยเพิ่ม GDP ราว 4-5% ภายในปี 2050
ดังนั้น พ.ร.บ. Climate Change จึงเป็นรากฐานการเติบโตใหม่ ทั้งกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ภาคเอกชนมีเวลาปรับตัว
ล่าสุด กฎระเบียบอย่าง CBAM ของยุโรป จะเริ่มในปี 2026 และของอังกฤษปี 2027
ถ้าประเทศไทยปรับมาตรฐานราคาคาร์บอนในไทยให้สอดคล้องกับสากลได้ ก็จะช่วยลดภาระจาก CBAM รักษาตลาด และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ด้วย
ถ้าประเทศไทยปรับมาตรฐานราคาคาร์บอนในไทยให้สอดคล้องกับสากลได้ ก็จะช่วยลดภาระจาก CBAM รักษาตลาด และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ด้วย
4. The Balance ความมั่นคงและความสมดุลด้านพลังงาน
ต้องยอมรับว่า ประเทศไทย อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยากลำบาก โจทย์ใหญ่คือ การออกแบบ Energy Portfolio ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น
- การดึงศักยภาพ Solar และ Wind มาใช้เต็มศักยภาพ
- ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก๊าซธรรมชาติยังคงมีความจำเป็น
- ในอนาคตต้องการพลังงานสะอาดที่มั่นคง เช่น SMR, CCS หรือ Battery
- โครงสร้างพื้นฐาน (Grid) ต้องฉลาดขึ้น (Smarter & Flexible)
- การดึงศักยภาพ Solar และ Wind มาใช้เต็มศักยภาพ
- ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก๊าซธรรมชาติยังคงมีความจำเป็น
- ในอนาคตต้องการพลังงานสะอาดที่มั่นคง เช่น SMR, CCS หรือ Battery
- โครงสร้างพื้นฐาน (Grid) ต้องฉลาดขึ้น (Smarter & Flexible)

ความท้าทายเชิงนโยบายคือ Just Transition หรือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม ทั้งในแง่ของตลาดที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมทั้งการยอมรับของประชาชน
องค์กรด้านพลังงานชั้นนำของไทยอย่าง ปตท. ยึดหลัก 3 ด้านคือ Sustainability สร้างกำไร, Social ดูแลสังคม และ Environment ดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ C3 Strategy คือ
- Climate-Resilience Business ธุรกิจโต คาร์บอนต่ำ ปรับพอร์ต ลดถ่านหิน เพิ่ม Green Energy ช่วยลดได้ 20%
- Carbon-Conscious Asset เพิ่มประสิทธิภาพ ใช้พลังงานสะอาด ลดคาร์บอน ปรับปรุงและควบคุมกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานและการเผาทิ้ง ใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนฟอสซิล ควบคู่การศึกษาพลังงานทางเลือก ประยุกต์ใช้ดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อลดการปล่อยก๊าซในการดำเนินงาน ช่วยลดได้ 35%
- Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All สร้างโซลูชันร่วมเพื่อทุกคน สร้างความร่วมมือในโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ CCS ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ ช่วยลดได้ 45%
ล่าสุดความคืบหน้าโครงการ Arthit CCS (1 ล้านตัน) ประกาศลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ปี 2028
ส่วนโครงการภาคตะวันออก (>5 ล้านตัน) คืบหน้าได้รับอนุมัติให้สำรวจพื้นที่กักเก็บทางธรณีวิทยา
ส่วนโครงการภาคตะวันออก (>5 ล้านตัน) คืบหน้าได้รับอนุมัติให้สำรวจพื้นที่กักเก็บทางธรณีวิทยา

ขณะเดียวกันสำหรับ กฟผ. ประกาศแผนพลังงานชาติเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050 แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ
- Green Energy เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน Solar, Wind, Hydro รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
- Hydrogen เริ่มนำไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
- Grid Modernization ใช้เทคโนโลยี Demand Response และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS/Pumped Storage) มาช่วยจัดการความผันผวน
- Hydrogen เริ่มนำไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
- Grid Modernization ใช้เทคโนโลยี Demand Response และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS/Pumped Storage) มาช่วยจัดการความผันผวน
ส่วนโครงการ SMR หรือ Small Modular Reactor ตามร่าง PDP 2024 วางแผนไว้ขนาด 300 MW จำนวน 2 โรง เพื่อช่วยเรื่องความมั่นคงและลดการปล่อยก๊าซ
แม้จะลงทุนสูงและต้องการการยอมรับจากประชาชน แต่เชื่อว่าด้วยการเตรียมตัวที่ดี มีโอกาสทำได้สำเร็จ
แม้จะลงทุนสูงและต้องการการยอมรับจากประชาชน แต่เชื่อว่าด้วยการเตรียมตัวที่ดี มีโอกาสทำได้สำเร็จ
5. The Boosters การสนับสนุนในการลดคาร์บอน
สำหรับระบบนิเวศในไทยมองเห็นความพร้อมทั้งฝั่ง Supply ผู้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และฝั่ง Demand องค์กรที่ทำ Carbon Footprint
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยมีเป้าหมาย NDC ที่จะลดการปล่อยก๊าซลงและมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050
โดยขับเคลื่อนผ่าน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่จะนำมาซึ่งกลไกการรายงานข้อมูลและระบบซื้อขายสิทธิ (ETS) หรือภาษีคาร์บอน รวมถึงมาตรการจูงใจทางภาษีจาก BOI เพื่อสนับสนุนตลาด
โดยขับเคลื่อนผ่าน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่จะนำมาซึ่งกลไกการรายงานข้อมูลและระบบซื้อขายสิทธิ (ETS) หรือภาษีคาร์บอน รวมถึงมาตรการจูงใจทางภาษีจาก BOI เพื่อสนับสนุนตลาด


ดังนั้น สิ่งที่ภาคธุรกิจไทยควรเตรียมตัว เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน ประกอบไปด้วย
- Data การเก็บข้อมูลคือพื้นฐานสำคัญที่สุด
และต้องเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซ Scope 1, 2 และ 3 ให้ครอบคลุมทั้งซัปพลายเชน
และต้องเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซ Scope 1, 2 และ 3 ให้ครอบคลุมทั้งซัปพลายเชน
- Taxonomy ควรทำความเข้าใจ Thailand Taxonomy
เพื่อประเมินว่ากิจกรรมของธุรกิจเราจัดอยู่ในกลุ่มสีอะไร เช่น สีเขียว, สีเหลือง, สีแดง
รวมทั้งวางแผนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และการวางกรอบเวลาอย่างเหมาะสม
เพื่อประเมินว่ากิจกรรมของธุรกิจเราจัดอยู่ในกลุ่มสีอะไร เช่น สีเขียว, สีเหลือง, สีแดง
รวมทั้งวางแผนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และการวางกรอบเวลาอย่างเหมาะสม
- Transition Plan จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับ Taxonomy
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารและนักลงทุน ลดความเสี่ยงเรื่อง Greenwashing
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารและนักลงทุน ลดความเสี่ยงเรื่อง Greenwashing

ขณะเดียวกัน ธปท. กำลังเปิด Sandbox ให้ธนาคารพาณิชย์ทดลองทำธุรกิจใหม่ ๆ ด้านความยั่งยืน
เช่น เป็นที่ปรึกษา, นายหน้าค้าคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจได้ครบวงจรยิ่งขึ้น
เช่น เป็นที่ปรึกษา, นายหน้าค้าคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจได้ครบวงจรยิ่งขึ้น

ถึงตรงนี้ จริง ๆ แล้วการลดคาร์บอน มีมูลค่าทางธุรกิจซ่อนอยู่
ซึ่งถ้าใครมองเห็นประโยชน์จากการ AI อาจช่วยลดความซับซ้อน และเผยให้เห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ได้
ซึ่งถ้าใครมองเห็นประโยชน์จากการ AI อาจช่วยลดความซับซ้อน และเผยให้เห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ได้
- Carbon Intelligent Value Chains อย่างการลดคาร์บอนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม
- Low Carbon Infrastructure การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น ท่อส่ง และ CCUS
- Methane Platform การดักจับมีเทน เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เพราะทุกโมเลกุลที่จับได้คือเงินที่ขายได้
- New Demand ตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ เช่น Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาด
- Carbon Molecule Value ในอนาคตเทคโนโลยีจะสามารถตีราคามูลค่าคาร์บอนที่อยู่ในสินค้าพลังงานได้
- Low Carbon Infrastructure การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น ท่อส่ง และ CCUS
- Methane Platform การดักจับมีเทน เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เพราะทุกโมเลกุลที่จับได้คือเงินที่ขายได้
- New Demand ตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ เช่น Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาด
- Carbon Molecule Value ในอนาคตเทคโนโลยีจะสามารถตีราคามูลค่าคาร์บอนที่อยู่ในสินค้าพลังงานได้
ดังนั้น อย่ามองเป็นแค่ต้นทุน แต่ให้มองหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ สำหรับคนที่มองเห็นโอกาส นั่นเอง..

Reference :
- Sustainability Spark by PTT Group 2026 วันที่ 16 มกราคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5
- Sustainability Spark by PTT Group 2026 วันที่ 16 มกราคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5