
ความยั่งยืนที่ทุกคนได้ประโยชน์ แนวคิดที่ทำได้จริงของสยามพิวรรธน์ ผ่าน NEXTOPIA
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x สยามพิวรรธน์
หลายครั้งที่ ความยั่งยืน มักถูกตีกรอบให้เป็นเรื่องไกลตัว เป็นภาระอันหนักอึ้งหรืออุดมการณ์ของภาคธุรกิจที่ดูซับซ้อนและยากจะทำให้เป็นจริง
แต่วันนี้สยามพิวรรธน์ ผู้สร้างสรรค์แลนด์มาร์กระดับโลกอย่าง สยามพารากอน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภายใต้บริบทของความยั่งยืนนั้น สามารถส่งต่อคุณค่าให้แก่ทุกคนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านพื้นที่แห่งอนาคตใจกลางเมืองที่ชื่อว่า “NEXTOPIA”
NEXTOPIA พลิกนิยามของความยั่งยืน เปลี่ยนโมเดลธุรกิจค้าปลีก ที่ทั้งมอบประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าและทำให้ทุกคนได้ประโยชน์อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
วิสัยทัศน์เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ถูกถ่ายทอดอย่างทรงพลังโดย คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ในงาน Sustainability Week Asia ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดโดย The Economist
ซึ่งเวทีระดับโลกนี้ เปรียบเสมือนจุดนัดพบของเหล่าผู้นำ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง การเปลี่ยนผ่านสู่โลกแห่งความยั่งยืนในอนาคต
NEXTOPIA เกิดจากวิสัยทัศน์ 3 เสาหลัก ที่เชื่อมโยงกัน โดยมาจากการ Co-Creation ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การทำงานร่วมกันกับผู้เช่า ร้านค้า และความร่วมมือกับคอมมิวนิตีและลูกค้า ร่วมกันสร้าง “นิยามใหม่” ของรีเทลให้เป็นแพลตฟอร์มที่ร่วมขับเคลื่อนโดยกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบใหม่ จนทำให้เกิดความเชื่อมั่น สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้ลูกค้ามาเยือนบ่อยขึ้น ใช้เวลานานมากขึ้น และมีส่วนร่วมกับ Ecosystem มากขึ้น
คุณชฎาทิพได้เผยถึงแนวคิดในการปั้นแลนด์มาร์กใหม่อย่าง NEXTOPIA ว่า สยามพารากอนไม่ได้เดินหน้าเรื่องนี้เพียงลำพัง แต่เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของหลายภาคส่วนเนรมิตพื้นที่ชั้น 5 และ 5A ของสยามพารากอนกว่า 15,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็น “Open Platform” ขนาดใหญ่
เพราะรู้ดีว่า เรื่องนี้ทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยการร่วมสร้าง หรือ Co-Creation จากหลากหลายอุตสาหกรรม และมีความเชื่อร่วมกันด้วยเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ดังนั้น ความตั้งใจของสยามพิวรรธน์ในการพัฒนา NEXTOPIA คือ การสร้างพื้นที่ทดลองให้เห็นว่า เรื่องนี้ต้องทำร่วมกับพาร์ตเนอร์หลายฝ่ายอย่างไร เพื่อให้เป็นแนวคิดที่ไม่ได้อยู่เพียงบนกระดาษเท่านั้น NEXTOPIA จึงเป็นต้นแบบของการเปลี่ยน “ความยั่งยืน” ให้เป็นประสบการณ์ที่สนุกและมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวัน
เริ่มตั้งแต่เสาหลักแรกอย่างโครงสร้างพื้นฐาน
การจะเนรมิตอาคารให้มีความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้วยเหตุนี้ สยามพิวรรธน์จึงเลือกจับมือกับพันธมิตรระดับแถวหน้า ที่ล้วนมีความเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบอาคารหรือพลังงานอยู่แล้ว เช่น B.Grimm, SCG, Indorama และ KBank
ข้อดีของการเปิดพื้นที่แห่งความร่วมมือ คือ ทำให้ พันธมิตร ได้เข้ามาใช้ NEXTOPIA เป็นพื้นที่ในการทดลองนวัตกรรม และยังได้แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมที่คิดค้นออกมานี้ ทำงานได้จริงอย่างไร
ตัวอย่างเช่น นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์, การบริหารจัดการน้ำ, เทคโนโลยีอากาศสะอาด, ระบบจัดการขยะ, วัสดุก่อสร้างยั่งยืน, ระบบทำความเย็นใต้พื้น และอื่น ๆ อีกมากมาย ก็สามารถทำให้เห็นภาพได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ GISTDA และ NASA เพื่อแสดงข้อมูลแสดงสถานการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกแบบเรียลไทม์ผ่านจอแดชบอร์ด และข้อมูลการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
เมื่อเสาหลักอย่างโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งจากการได้พันธมิตรผู้เชี่ยวชาญมาทำงานด้วยกัน
โจทย์ถัดมาของสยามพิวรรธน์ คือ การคัดสรรผู้ประกอบการค้าปลีก เข้ามาเติมเต็มพื้นที่แห่งนี้
โจทย์ถัดมาของสยามพิวรรธน์ คือ การคัดสรรผู้ประกอบการค้าปลีก เข้ามาเติมเต็มพื้นที่แห่งนี้
หลายคนอาจไม่รู้ว่า NEXTOPIA ได้รวบรวมสินค้าไทยรีไซเคิลและอัปไซเคิลกว่า 110,000 รายการ
จาก SMEs และชุมชนกว่า 300 แห่ง ใน ECOTOPIA ซึ่งถือเป็นร้านค้า Eco ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
จาก SMEs และชุมชนกว่า 300 แห่ง ใน ECOTOPIA ซึ่งถือเป็นร้านค้า Eco ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ที่น่าประทับใจคือ แม้ผู้ประกอบการใน NEXTOPIA จะต้องยินยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพิ่มเติมจากปกติอีกกว่า 50 ข้อ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ESG อย่างเคร่งครัด ตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร
แต่ผู้เช่าส่วนใหญ่โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลับกระตือรือร้น ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง NEXTOPIA
เพราะมองว่าเป็นเหมือนสนามทดลองที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และลงมือทำธุรกิจบนวิถีแห่งความยั่งยืน ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการทำธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม สยามพิวรรธน์ ก็ไม่ได้ปล่อยให้ผู้ประกอบการค้าปลีกก้าวไปสู่มาตรฐานใหม่ในการทำธุรกิจเพียงลำพัง แต่มีแผนงานที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ซึ่งคุณชฎาทิพเผยว่า สยามพิวรรธน์ใช้เวลา 3 ปี ในการพัฒนาแผนนี้ เพื่อเสนอร้านค้าผู้เช่า ซึ่งจะทำให้สามารถลดต้นทุนและมีโอกาสเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจมากขึ้น
นอกจากผู้ประกอบการร้านค้าปลีก ที่เป็นหัวใจหลักของศูนย์การค้าแล้ว ลูกค้าก็ยังเป็นอีกจิกซอว์ที่สำคัญ
NEXTOPIA ชวนลูกค้ามีส่วนร่วมไปกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน เช่น การปั่นจักรยาน หรือเดินบนพื้น Kinetic เพื่อผลิตไฟฟ้าให้พื้นที่แห่งนี้
รวมถึงการให้ลูกค้าสะสมแต้มผ่าน ONESIAM SuperApp ได้ รวมทั้งผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากวัสดุรีไซเคิลและขยะทะเลจากทั่วประเทศ ซึ่ง NEXTOPIA สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าไตร่ตรองในทุกวัน ทั้งด้านการบริโภค การจัดการขยะ และการใช้จ่ายอย่างมีความหมาย เพราะรู้ว่าเงินที่จ่ายจะถูกส่งต่อไปที่ใครหลังจากนี้บ้าง
เรียกได้ว่า เป็นการใช้กลไกจิตวิทยามาช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าการใช้ชีวิตบนวิถีแห่งความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัว
ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพราะ NEXTOPIA ทำให้เรื่องของความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้ง่าย ๆ
จนปัจจุบัน ภาพความสำเร็จของ NEXTOPIA ก็ไม่ได้ออกมาแค่รูปแบบศูนย์การค้ามิติใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลลัพธ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน
เพราะเมื่อเทียบกับพื้นที่ค้าปลีกดั้งเดิมแล้ว NEXTOPIA ลดการใช้พลังงานได้ถึง 47% ลดการใช้น้ำ 34% และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 59% รวมทั้งการจัดการขยะสู่บ่อฝังกลบเป็นศูนย์ อีกทั้งภายใน 1 ปี จะสามารถประหยัดน้ำได้เทียบเท่าสระโอลิมปิก 1 สระ และภายใน 2 ปี จะสามารถลดคาร์บอนเทียบเท่ากับการปลูกป่าในสวนขนาดใหญ่
คุณชฎาทิพ มองว่า ความยั่งยืนในรีเทลเป็นธุรกิจที่ทำให้ทุกคนมีกำไรได้ นอกจากผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว NEXTOPIA ยังเปิดโอกาสให้พันธมิตรได้แสดงศักยภาพของสินค้าและระบบต่าง ๆ ขณะที่ร้านค้าผู้เช่าสามารถทดลองนำมาตรการด้านความยั่งยืนมาใช้ ด้วยการสนับสนุนจากเจ้าของพื้นที่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าจะใช้เวลาในศูนย์การค้ามากขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้นไปด้วย
ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็คือ การพัฒนาเชิงกลยุทธ์ของสยามพิวรรธน์ที่สะท้อนผ่าน NEXTOPIA พื้นที่ที่จะเปลี่ยนแนวคิดความยั่งยืนที่เคยจับต้องยาก ให้กลายเป็นภาพศูนย์การค้ามิติใหม่ ที่ผู้ประกอบการอื่น ๆ ทั่วโลกสามารถนำไปใช้ได้
เพราะนอกจากจะสัมผัสได้จริง ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ภารกิจที่ใครคนใดคนหนึ่งจะทำได้โดยลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ใครจะรู้ว่า ในอนาคต โมเดลนี้ก็อาจจะขยายไปสู่การปรับตัวของทั้งศูนย์การค้าสยามพารากอน
แต่ที่แน่ ๆ วันนี้สยามพิวรรธน์ทำให้เราเห็นแล้วว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นแนวคิดที่ทำได้จริง และทุกคนจะได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน...
แต่ที่แน่ ๆ วันนี้สยามพิวรรธน์ทำให้เราเห็นแล้วว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นแนวคิดที่ทำได้จริง และทุกคนจะได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน...