
ชายชราเกษตรกร ผู้ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี แต่ให้เงินทุนตั้งต้น Micron จนยิ่งใหญ่ถึงทุกวันนี้
ชายชราเกษตรกร ผู้ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี แต่ให้เงินทุนตั้งต้น Micron จนยิ่งใหญ่ถึงทุกวันนี้ /โดย ลงทุนแมน
วันนี้ Micron คือบริษัทขายชิปหน่วยความจำ ที่มีมูลค่าบริษัท 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33 ล้านล้านบาทไปแล้ว
วันนี้ Micron คือบริษัทขายชิปหน่วยความจำ ที่มีมูลค่าบริษัท 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33 ล้านล้านบาทไปแล้ว
แต่ความยิ่งใหญ่ในวันนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีชายชราเกษตรกรที่ยอมให้เงินทุนตั้งต้นบริษัท แม้ทั้งชีวิตของตัวเองจะเป็นแค่เกษตรกรขายมันฝรั่งเท่านั้น
เรื่องราวของชายชราคนนี้เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ชายที่เรากำลังพูดถึง มีชื่อว่าคุณ John Simplot ที่เริ่มต้นทำฟาร์มมันฝรั่งตั้งแต่วัยเพียง 20 ปี
เด็กหนุ่มในวัย 20 ปี ที่ทำฟาร์มมันฝรั่งไปวัน ๆ รู้ตัวอีกทีในช่วงอายุ 30 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น และมันกำลังจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ในช่วงสงคราม อาหารแห้งที่กินง่ายเป็นสิ่งที่มีความต้องการมากสำหรับกองทัพสหรัฐฯ มันฝรั่งของคุณ John Simplot จึงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์พอดิบพอดีกับความต้องการของกองทัพ
เขาค่อย ๆ ขยายฟาร์มมันฝรั่งออกไปเรื่อย ๆ จนสามารถตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมา เพื่อรวบรวมและจัดส่งมันฝรั่งให้กองทัพได้อย่างต่อเนื่อง
หลังสงครามโลกจบลง แม้คำสั่งซื้อจากกองทัพสหรัฐฯ จะหายไป แต่ความไม่หยุดนิ่งของเขา ก็ทำให้เขาคิดค้นนวัตกรรมมันฝรั่งแช่แข็งที่สามารถทอดได้ง่าย ๆ
จนในที่สุด นวัตกรรมนี้ก็ได้ไปเข้าตาคุณ Ray Kroc เจ้าของ McDonald’s ที่กำลังมองหามันฝรั่งแช่แข็งให้กับเชนร้านอาหารของตัวเองที่กำลังเติบโต
McDonald’s ตัดสินใจเซ็นสัญญาเพื่อให้บริษัทของคุณ John Simplot จัดส่งมันฝรั่งแช่แข็งให้ตลอดทั้งปีในสาขาต่าง ๆ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในวัย 60 ปี
จริง ๆ ถ้ามองชีวิตแค่นี้ คุณ John Simplot ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ แล้ว จากเด็กหนุ่มเจ้าของฟาร์มมันฝรั่งเล็ก ๆ กลายมาเป็นเศรษฐีได้ในวัยเกษียณอายุของคนทำงานทั่วไป
แต่ในอีกไม่กี่ปีถัดมา อยู่ดี ๆ ก็มีสี่เด็กหนุ่มจากรัฐไอดาโฮ เดินมาขอเงินทุนกับเขา เพื่อไปเริ่มธุรกิจใหม่
สี่เด็กหนุ่มที่ว่านี้คือ คุณ Ward Parkinson, คุณ Joe Parkinson, คุณ Dennis Wilson และคุณ Doug Pitman ที่กำลังตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Micron Technology
โดยโมเดลธุรกิจของบริษัทนี้ คือ การรับจ้างผลิตชิปหน่วยความจำให้กับบริษัทที่อยากจ้าง ซึ่งต้องแข่งกับบริษัทญี่ปุ่น ที่กำลังครองตลาดอยู่ในช่วงนั้น
ปัญหาคือ พวกเขาก่อตั้งธุรกิจมาได้ 2 ปีแล้ว แต่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการก่อตั้งโรงงาน สิ่งที่พวกเขามีอยู่ตอนนี้ ก็แค่ห้องใต้ดินร้านหมอฟันที่เอาไว้ทำงานกัน
ลองนึกภาพว่า ชายชราอายุ 71 ปี ที่คลุกคลีกับธุรกิจมันฝรั่งมาทั้งชีวิตอย่างคุณ John Simplot อยู่ดี ๆ มีเด็กหนุ่มมาขอเงินทุนไปเริ่มธุรกิจที่เขาแทบไม่เคยทำมาก่อน
แม้ตัวเองไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน แต่ก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมจากกลุ่มนักธุรกิจท้องถิ่น จนตัดสินใจที่จะให้เงินตั้งต้น 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1980 แลกกับหุ้น 40%
เงินจำนวนนั้นมากแค่ไหน ถ้าเราลองคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันตามเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นแล้ว เงินจำนวนนี้จะมีมูลค่ามากถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 130 ล้านบาท
นั่นแปลว่า ถ้าตีเป็นมูลค่ากิจการ Micron ตอนนั้น เป็นมูลค่ากิจการปัจจุบัน เขาประเมินมูลค่ากิจการนี้ไว้มากถึง 325 ล้านบาทเลยทีเดียว
แม้เขาจะไม่เข้าใจการทำงานของชิปหน่วยความจำสมัยนั้นที่เต็มไปด้วยศัพท์ยาก ๆ อะไรเลย แต่เขามองว่า จริง ๆ แล้วชิปหน่วยความจำก็ไม่ต่างอะไรจากมันฝรั่งที่เขาคลุกคลีมาทั้งชีวิต
ทำไมถึงคิดแบบนั้น ?
ถ้าในมุมมันฝรั่ง ยิ่งประชากรโลกเติบโตขึ้น ความต้องการอาหารก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในมุมกลับกัน โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ชิปหน่วยความจำก็เหมือนกับอาหารของโลกดิจิทัล ที่มีความต้องการสูงขึ้นตามไปด้วยอยู่ดี
เมื่อคิดแบบธุรกิจมันฝรั่ง เขาก็เอาความรู้และการจัดการของธุรกิจมันฝรั่งมาใช้ด้วย เพราะในธุรกิจมันฝรั่ง เขาพยายามควบคุมตั้งแต่โรงงานปุ๋ยไปจนถึงการขนส่ง
ในมุมของบริษัท Micron เขาจึงพยายามผลักดันให้บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในองค์กรเองทั้งหมด เพื่อควบคุมต้นทุนและลดการพึ่งพาซัปพลายเออร์ภายนอก
แต่โลกความเป็นจริงไม่เคยเป็นไปตามที่คิด แม้เราจะคิดว่าทำได้ดีแค่ไหนแล้วก็ตาม
Micron เจอปัญหาขาดทุนมหาศาลในช่วงปี 1985 หรือหลังจากที่เขาลงทุนกับบริษัทนี้ไปแล้ว 5 ปี แถมธนาคารส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธให้เงินกู้กับบริษัทที่เหมือนจะไปไม่รอด
เขาเข้ามาช่วยพยุงสถานะการเงินของบริษัท Micron ด้วยการค้ำประกันเงินกู้ด้วยชื่อเสียงของตัวเอง เพราะเชื่อว่า
ช่วงเวลาแย่สุดจะเป็นโอกาสลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด
ช่วงเวลาแย่สุดจะเป็นโอกาสลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด
ในวันที่เจอวิกฤติ ถ้าเรายังอยู่ดี เมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไปได้
คู่แข่งที่ล้มหายตายจากไป จะทิ้งช่องว่างตลาดให้เราได้เก็บเกี่ยวหลังจากนี้ได้มหาศาล
คู่แข่งที่ล้มหายตายจากไป จะทิ้งช่องว่างตลาดให้เราได้เก็บเกี่ยวหลังจากนี้ได้มหาศาล
ซึ่งคู่แข่งที่ว่านั้นก็เช่น Intel ที่ยอมถอนตัวจากธุรกิจผลิตชิปหน่วยความจำนี้ออกไปแทน
ระหว่างประคับประคองธุรกิจหน่วยความจำของตัวเอง
Micron ได้ยื่นคำร้องกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในข้อกล่าวหาว่า
ญี่ปุ่นมีการดัมป์ราคาชิปหน่วยความจำต่ำกว่าความเป็นจริง
Micron ได้ยื่นคำร้องกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในข้อกล่าวหาว่า
ญี่ปุ่นมีการดัมป์ราคาชิปหน่วยความจำต่ำกว่าความเป็นจริง
การยื่นคำร้องนี้ได้ผล จนทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ตัดสินใจกำหนดกำแพงภาษีและกดดันให้ญี่ปุ่นลงนามในข้อตกลงปี 1986
ข้อตกลงนั้นชื่อว่า ข้อตกลงการค้าชิปสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น หรือ 1986 U.S.-Japan Semiconductor Agreement เพื่อยุติการที่ญี่ปุ่นทุ่มตลาดชิปในราคาต่ำกว่าทุน
แต่พอข้อตกลงแบบนี้ออกมา บริษัทญี่ปุ่นที่เคยผลิตชิปหน่วยความจำก็ลดกำลังการผลิตลงกะทันหัน จนชิปหน่วยความจำได้หายไปจากตลาดโลกเลยในทันที
สวนทางกับความต้องการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ Micron ที่ยังรอดชีวิตจากวิกฤติมาได้ ก็เข้ามากอบโกยในตลาดนี้ได้ทันที
ซึ่งผู้ที่เข้ามากอบโกยตลาดชิปหน่วยความจำจากญี่ปุ่น
นอกจาก Micron แล้ว ก็ยังมีอีกสองรายจากฝั่งเอเชียที่สามารถเข้ามากอบโกยได้อย่างเงียบ ๆ ด้วย
นอกจาก Micron แล้ว ก็ยังมีอีกสองรายจากฝั่งเอเชียที่สามารถเข้ามากอบโกยได้อย่างเงียบ ๆ ด้วย
ฝั่งแรกคือ Samsung Electronics ที่เข้ามาเสียบแทน
ส่วนอีกฝั่ง นั่นคือ Hyundai
ส่วนอีกฝั่ง นั่นคือ Hyundai
หลายคนคงสงสัยว่า Hyundai มาจากไหน จริง ๆ แล้ว Hyundai มีบริษัทในเครือที่ชื่อว่า Hyundai Electronics ที่มีธุรกิจผลิตชิปหน่วยความจำอยู่ในนั้น
แต่ต่อมาเมื่อเจอวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1998 บริษัทก็เจอปัญหาการเงินจนต้องไปควบรวมกับบริษัทผลิตชิปในเครือ LG Semiconductor เกิดเป็นชื่อบริษัทใหม่อย่าง Hynix
ก่อนที่ Hynix จะมีผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่อย่าง SK Group ยักษ์ใหญ่ธุรกิจคมนาคมเกาหลีใต้ จนกลายมาเป็น SK Hynix ที่กำลังเติบโตในปัจจุบันนั่นเอง
การฝ่าฟันอุปสรรคทางธุรกิจมาได้ของ Micron พร้อมกับการกอบโกยส้มหล่นระหว่างทางของ Samsung Electronics และ SK Hynix ก็ทำให้ปัจจุบัน ทั้งสามรายนี้ครองตลาดชิปหน่วยความจำหลัก ๆ ของโลก ซึ่งครองส่วนแบ่งรวมกันเกือบ 90% เลยทีเดียว..
กลับมาที่ชายชราอย่างคุณ John Simplot ด้วยมุมมองทางธุรกิจอันเฉียบคมของเขา ก็ทำให้ Micron ไม่ได้ล้มหายไปจากโลก จนสามารถยิ่งใหญ่ได้มาถึงทุกวันนี้
และมุมมองทางธุรกิจที่เฉียบคม ก็ได้มอบรางวัลให้อย่างงาม
เพราะมูลค่าเงินลงทุนที่เขาลงทุนไปในปี 1995 เงินก้อนนั้นกลายเป็นเงินมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพราะมูลค่าเงินลงทุนที่เขาลงทุนไปในปี 1995 เงินก้อนนั้นกลายเป็นเงินมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถ้าเราคิดเป็นเงินมูลค่าปัจจุบัน โดยปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว
เงินก้อนนั้นในปี 1995 จะมีมูลค่าปัจจุบัน 8,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 284,000 ล้านบาท
เงินก้อนนั้นในปี 1995 จะมีมูลค่าปัจจุบัน 8,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 284,000 ล้านบาท
ในปี 1980 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขาลงทุนกับ Micron มูลค่าเงินปัจจุบันหลังปรับเงินเฟ้อแล้ว นั่นคือ 130 ล้านบาท
แปลว่า ผ่านไปแค่ 15 ปี เงินจากหลักร้อยล้านบาท เพิ่มมูลค่าเป็นเงินแสนล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งหลังจากปี 1996 เป็นต้นมา เขาก็ทยอยขายหุ้นใน Micron Technology ออกไปเรื่อย ๆ
Micron ยังคงเติบโตและอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่สำหรับคุณ John Simplot ก็ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้วในปี 2008 เมื่ออายุได้ 99 ปี
ปิดตำนานเศรษฐีเกษตรกรมันฝรั่งที่แทบไม่รู้จักกับชิปหน่วยความจำเลยแม้แต่น้อย แต่ก็สามารถผลักดันให้ Micron ยังคงผลิตชิปหน่วยความจำให้กับโลกใบนี้ต่อไป
ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้สอนเราแค่เรื่องมุมมองทางธุรกิจอันเฉียบคมของเขาเท่านั้น ที่ทำให้เขาร่ำรวยขึ้นเป็นแสนล้านบาทจากการลงทุนใน Micron Technology
แต่กำลังสอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตให้กับเราว่า ในวันที่เราลาจากโลกนี้ไปแล้ว คนไม่ได้พูดถึงหรอกว่า เราเคยรวยมากแค่ไหนตอนมีชีวิตอยู่
สิ่งที่คนพูดถึงเรา นั่นคือ การกระทำในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ ว่าเราเคยฝากอะไรไว้กับโลกใบนี้และคนรอบตัวบ้าง
เหมือนกับคุณ John Simplot ที่แม้จากโลกนี้ไปแล้ว Micron ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่เขาฝากไว้กับโลกใบนี้ แม้โลกอาจขีดชื่อเขาออกไปจากโลกนี้แล้วก็ตาม
ซึ่งลงทุนแมน ก็ได้เลือกผลงานชิ้นโบแดงของเขามาเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยทิ้งอะไรที่ยิ่งใหญ่ไว้กับโลกใบนี้บ้างนั่นเอง..