
มหาเศรษฐี รวยสุดในมาเลเซีย อายุ 102 ปี กำลังรวยขึ้นอีก เพราะ AI
มหาเศรษฐี รวยสุดในมาเลเซีย อายุ 102 ปี กำลังรวยขึ้นอีก เพราะ AI /โดย ลงทุนแมน
ถ้าเราอายุเกือบ 100 ปี แล้วอยู่ดี ๆ มีหลานบอกให้เราลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับ AI เราจะลงทุนไหม
ถ้าเราอายุเกือบ 100 ปี แล้วอยู่ดี ๆ มีหลานบอกให้เราลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับ AI เราจะลงทุนไหม
เก็บคำตอบไว้ในใจ แต่สำหรับ Robert Kuok มหาเศรษฐีอายุ 102 ปี กลับยอมปล่อยให้หลานชาย ขยายจักรวาลเครือธุรกิจตัวเอง ไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับ AI
ทั้งที่ตัวเองเคยทำแค่ธุรกิจโลกเก่าอย่างเทรดดิง สินค้าเกษตร ปาล์มน้ำมัน โลจิสติกส์ และโรงแรม เรียกได้ว่าแทบไม่เกี่ยวกับธุรกิจโลกใหม่อย่าง AI เลยด้วยซ้ำ
แต่การยอมเชื่อหลานชาย ก็ทำให้ปัจจุบัน ชายชราคนนี้กำลังรวยขึ้นเป็นหมื่นล้านบาท
ธุรกิจเกี่ยวกับ AI อะไรที่หลานชายคนนี้กำลังทำ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในโลกของ AI แม้จะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้
แต่เบื้องหลังของมัน จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรที่จับต้องได้บนโลก นั่นคือ ที่ดิน
แต่เบื้องหลังของมัน จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรที่จับต้องได้บนโลก นั่นคือ ที่ดิน
ทำไมต้องที่ดิน ?
ก็เพราะว่าโลกของเราจำเป็นต้องหาที่ดินเพื่อวางสิ่งที่เรียกว่า Data Center สมองกลสำคัญของ AI ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูลและประมวลผลตลอด 24 ชั่วโมง
นั่นแปลว่า ถ้าใครมีที่ดินเยอะ ๆ ก็สามารถปล่อยเช่าให้บริษัทเทคโนโลยีมาตั้ง Data Center แล้วเก็บค่าเช่าเป็นรายได้ต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ
Kuok Meng Wei คือหนึ่งในคนที่เห็นโอกาสตรงนี้ เขาเป็นหลานชายของ Robert Kuok มหาเศรษฐีมาเลเซียที่มีธุรกิจในเครือตัวเองอีกมากมาย
ไล่ตั้งแต่ธุรกิจเทรดดิง สินค้าเกษตร ปาล์มน้ำมัน ไปจนถึงโรงแรมหรูชื่อดังอย่างแชงกรี-ลา ก็ผ่านน้ำมือการปลุกปั้นของชายคนนี้มาทั้งหมด
กลับมาที่ Kuok Meng Wei แม้หลังจากเรียนจบเขากลับมาทำงานในธุรกิจเดิมของครอบครัว แต่ก็ได้รับโจทย์ให้ไปหาธุรกิจน่านน้ำใหม่ของครอบครัวตัวเองในปี 2016
เขาเสนอให้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้แน่นอนสม่ำเสมอ เพราะสามารถชดเชยกับรายได้หลักของธุรกิจครอบครัวที่มาจากการเทรดดิงซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงได้
แรกเริ่มหลังจากลงทุนโรงไฟฟ้าในเมียนมาแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เขาก็เห็นโอกาสใหม่อย่าง
เทรนด์ธุรกิจ Data Center
เทรนด์ธุรกิจ Data Center
แต่ปัญหาคือ ที่ดินที่เขาเห็นโอกาสเป็นเพียงแค่โกดังสินค้าในเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ จึงไม่ค่อยมีธนาคารไหนเข้าใจว่ามันจะทำเงินจากธุรกิจใหม่อย่างไร
เมื่อไม่มีธนาคารไหนปล่อยกู้ เขาจึงหันมาโน้มน้าวครอบครัวตัวเองให้ลงทุน โดยพยายามอธิบายว่า การลงทุน Data Center นี้คล้ายกับการลงทุนในหุ้นกู้
นั่นก็คือ ไม่ว่าจะในเวลาดีหรือแย่แค่ไหน ผลตอบแทนจากการลงทุนก็ยังถือว่าดีและสม่ำเสมอ..
จนในที่สุด บริษัท K2 Strategic ของเขาก็เริ่มตั้งไข่ ซึ่งอยู่ภายใต้เครือบริษัทครอบครัว โดยใช้เงินลงทุน 153 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ ๆ 5,000 ล้านบาทในตอนนั้น
เพื่อสร้าง Data Center ขนาด 18 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เป็นแค่โกดังสินค้าเท่านั้น
การเริ่มลงทุนในวันนั้น ทำให้ปัจจุบัน K2 Strategic เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ในไอร์แลนด์ โดยมีลูกค้าหลักเป็นบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน
และหลังจากประสบความสำเร็จในไอร์แลนด์ K2 Strategic ก็ก๊อบปี้โมเดลนี้กลับมาลงทุนที่ประเทศตัวเอง ซึ่งสถานที่ที่ว่านี้ นั่นก็คือ รัฐยะโฮร์
ทำไมต้องเป็นรัฐนี้ ก็เพราะว่าปัจจุบันพื้นที่สิงคโปร์เริ่มถูกจำกัดในการตั้ง Data Center หลาย ๆ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจึงเริ่มมองหาที่ดินเพื่อตั้ง Data Center ใหม่แทน
พอออกไปนอกเกาะสิงคโปร์ ก็หันมาเจอกับฝั่งตรงข้ามอย่างรัฐยะโฮร์พอดี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทครอบครัว Kuok ที่มีอยู่เดิม
รัฐยะโฮร์จึงกลายเป็นแหล่งทำเงินใหม่ของ K2 Strategic
ซึ่งปัจจุบันมี Data Center 2 แห่งรวมกันขนาด 84 เมกะวัตต์ให้บริการเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งปัจจุบันมี Data Center 2 แห่งรวมกันขนาด 84 เมกะวัตต์ให้บริการเรียบร้อยแล้ว
และ K2 Strategic ก็ไม่หยุดอยู่แค่นี้ แต่ยังก๊อบปี้โมเดลเดิมของตัวเองไปที่อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย ที่จังหวัดระยอง โดยอยู่ในระหว่างการพัฒนาอีกด้วย
เรียกได้ว่า นี่ก็อาจเป็นครั้งที่สามของตระกูล Kuok ที่มาทำธุรกิจในประเทศไทย
ครั้งแรกมาจากการร่วมลงทุนโรงแรมแชงกรี-ลาเมื่อปี 1986 กับคุณสุรีย์ อัษฎาธร เจ้าของบริษัท น้ำตาลไทยรุ่งเรือง โรงงานน้ำตาลเอกชนรายแรกของไทย
ครั้งที่สอง คือบริษัทขนส่งเจ้าดังอย่าง Kerry Express ก็เป็นของตระกูลนี้ แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเจ้าของแล้ว
และครั้งที่สาม ก็คือการริเริ่มพัฒนา Data Center ในไทยที่ระยองในปัจจุบันนั่นเอง..
แล้วปัจจุบัน K2 Strategic มีรายได้เติบโตเยอะแค่ไหน ?
จากในปี 2018 ที่เริ่มให้บริการ Data Center ในไอร์แลนด์ บริษัทยังมีรายได้ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว
98 ล้านบาทเท่านั้น
98 ล้านบาทเท่านั้น
แต่ในปี 2024 บริษัทกลับมีรายได้ 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท เรียกได้ว่าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาก ๆ ภายในไม่กี่ปี
การเติบโตของบริษัทหลานชาย Kuok Meng Wei ก็มีส่วนสำคัญ ที่ทำให้ความมั่งคั่งของปู่ Robert Kuok เพิ่มขึ้นไปด้วย โดยตั้งแต่ปี 2024 ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมา 72,000 ล้านบาท
เพราะ K2 Strategic อยู่ภายใต้ Kuok Group บริษัทนอกตลาดหุ้นของครอบครัว โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ Robert Kuok นั่นเอง
ปัจจุบัน Robert Kuok มีทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 445,000 ล้านบาท ยังคงเป็นบุคคลที่รวยสุดในมาเลเซีย
ซึ่งในวันที่โลกกำลังตื่นเต้นกับ AI แม้มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น
แต่หลานชายตระกูล Kuok กลับมองในสิ่งที่มองเห็นอย่างที่ดินที่ต้องเอาไว้วาง Data Center เพื่อ AI
แต่หลานชายตระกูล Kuok กลับมองในสิ่งที่มองเห็นอย่างที่ดินที่ต้องเอาไว้วาง Data Center เพื่อ AI
ในอดีต ที่ดินอาจเอาไว้สร้างโรงแรม บ้าน อาคารสำนักงานเพื่อไว้ปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้
มาวันนี้ ที่ดินก็ถูกสร้างเพื่อปล่อยเช่าเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เอาไว้เช่าเพื่อให้คนมาใช้บริการ
แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ยอมจ่ายค่าเช่าให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตอย่าง AI เข้ามาใช้บริการแทน..
References
-https://www.forbes.com/sites/jonathanburgos/2025/04/16/billionaire-robert-kuok-malaysian-tycoons-seek-profit-from-data-center-boom/
-https://www.forbes.com/sites/jonathanburgos/2025/02/26/grandson-of-malaysian-billionaire-robert-kuok-builds-data-centers-as-demand-soars-amid-ai-boom/
-https://medium.com/@danielcfng/robert-kuok-the-sugar-king-and-the-architect-of-asian-business-alliances-281590357081
-https://k2strategic.co/all-locations/
-https://www.forbes.com/sites/jonathanburgos/2025/04/16/billionaire-robert-kuok-malaysian-tycoons-seek-profit-from-data-center-boom/
-https://www.forbes.com/sites/jonathanburgos/2025/02/26/grandson-of-malaysian-billionaire-robert-kuok-builds-data-centers-as-demand-soars-amid-ai-boom/
-https://medium.com/@danielcfng/robert-kuok-the-sugar-king-and-the-architect-of-asian-business-alliances-281590357081
-https://k2strategic.co/all-locations/