
KKR กองทุนที่บุกเบิก การซื้อกิจการด้วยเงินกู้ จนสร้างอาณาจักรมูลค่า 25 ล้านล้าน
KKR กองทุนที่บุกเบิก การซื้อกิจการด้วยเงินกู้ จนสร้างอาณาจักรมูลค่า 25 ล้านล้าน /โดย ลงทุนแมน
บางคนน่าจะเคยเห็นการซื้อขายกิจการขนาดใหญ่ โดยที่ผู้ซื้อใช้เงินกู้ซื้อ และโอนหนี้ไปให้บริษัทเป้าหมายเป็นคนชำระคืนแทน
บางคนน่าจะเคยเห็นการซื้อขายกิจการขนาดใหญ่ โดยที่ผู้ซื้อใช้เงินกู้ซื้อ และโอนหนี้ไปให้บริษัทเป้าหมายเป็นคนชำระคืนแทน
หลักการทางการเงินดังกล่าวนั้นเรียกว่า Leveraged Buyout หรือ LBO
ซึ่งบริษัทที่ถูกยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกการใช้ LBO เป็นเครื่องมือในดีลเทกโอเวอร์ ก็คือ กองทุนที่ชื่อว่า “KKR”
โดยพวกเขาเริ่มต้นจากเงินทุนเพียง 4 ล้านบาท แต่ปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทจัดการลงทุนชั้นนำของโลก ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 25 ล้านล้านบาท
แล้วเรื่องราวของ KKR มีความเป็นมาอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1970 พนักงาน 3 คนของ Bear Stearns วาณิชธนกิจชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ได้แก่
คุณ Jerome Kohlberg
คุณ Henry Kravis
คุณ George Roberts
คุณ Henry Kravis
คุณ George Roberts
ได้ร่วมกันทำโปรเจกต์ซื้อกิจการบริษัทชื่อว่า Incom International ที่วิเคราะห์แล้วว่ามูลค่ายังต่ำกว่าพื้นฐานจริง
โดยมีการกู้เงินจากธนาคารมาใช้ขยายธุรกิจ ซึ่งประสบความสำเร็จและทำกำไรให้ Bear Stearns มากถึง 30 ล้านบาท
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเห็นโอกาสทางธุรกิจ ในการกู้เงินไปซื้อกิจการเสียเลย เพราะหากบริษัทมีศักยภาพชำระหนี้ได้ ก็จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นมหาศาล เนื่องจากใช้เงินทุนตัวเองเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
แต่ผู้บริหารของ Bear Stearns ปฏิเสธไอเดียนี้ เพราะมองว่าต้องเสี่ยงใช้ทรัพยากรและเวลาเยอะเกินไป
ในปี 1976 ทั้ง 3 คน เลยตัดสินใจลาออกมาตั้งบริษัทเองด้วยเงินทุนเพียง 4 ล้านบาท ชื่อว่า Kohlberg Kravis Roberts & Co. หรือเรียกสั้น ๆ ว่า KKR นั่นเอง
KKR เป็นกองทุนประเภท Private Equity ที่ชูกลยุทธ์การลงทุนโดยใช้เงินกู้ จากนั้นก็จะเข้าไปช่วยพัฒนาธุรกิจหรือปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อให้บริษัทเติบโต มีกระแสเงินสดมาชำระหนี้และสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้มากกว่ากองทุนอื่น
ซึ่งดีลแรก ๆ ของ KKR คือ การซื้อบริษัท Houdaille Industries เพื่อนำออกจากตลาดหุ้น ด้วยเงินมูลค่าถึง 11,000 ล้านบาท
นั่นทำให้วอลล์สตรีตหันมาสนใจแนวคิด Leveraged Buyout ว่ามันใช้งานได้จริง จนกลายเป็นต้นแบบให้กับโลกธุรกิจและการเงินในขณะนั้น
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980 KKR ก็เดินหน้าซื้อกิจการมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น บริษัท Safeway มูลค่า 150,000 ล้านบาท และบริษัท Beatrice Foods มูลค่า 200,000 ล้านบาท
แต่ดีลที่สร้างชื่อกระฉ่อนวงการ คงหนีไม่พ้น การซื้อกิจการ RJR Nabisco บริษัทบุหรี่และอาหารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ในปี 1988
โดย KKR ทำสงครามยื่นข้อเสนอซื้อ RJR Nabisco แข่งกับซีอีโอบริษัทที่ต้องการเทกโอเวอร์หุ้นออกจากตลาดเช่นกัน
สุดท้าย KKR เอาชนะไปด้วยเงินมูลค่า 820,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นดีล LBO ที่ใหญ่สุดในโลกถึงเกือบ 20 ปีให้หลัง
เหตุการณ์นี้ทำให้ KKR โด่งดังมากในวอลล์สตรีต ถึงขั้นถูกนำไปเขียนหนังสือและสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อว่า Barbarians at the Gate
ซึ่งเปรียบเปรยว่า KKR ที่เป็นคนนอก กำลังใช้เงินกู้อย่างดุดัน เพื่อเข้ามาฮุบและแบ่งกำไรไปจากบริษัทเก่าแก่อย่าง RJR Nabisco
หลังจากนั้น KKR ก็ดำเนินกลยุทธ์ LBO อย่างต่อเนื่อง มีทั้งดีลที่สำเร็จอย่าง เชนร้านค้าปลีก Dollar General ที่ซื้อในมูลค่า 220,000 ล้านบาท และถัดมาขายทำกำไรไปได้เกือบ 3 เท่า
หรือดีลที่ล้มเหลว เช่น ร้านของเล่น Toys R Us ที่ซื้อในมูลค่า 210,000 ล้านบาท แต่ธุรกิจเจอปัญหาหนักและหนี้เยอะเกินไป ทำให้ต้องประกาศล้มละลาย
ส่งผลให้ KKR ตระหนักว่า คงไม่สามารถพึ่งพาธุรกิจ Private Equity ที่ผันผวนได้เพียงอย่างเดียว จึงขยายธุรกิจไปในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์, สินเชื่อ และประกันภัย
ซึ่งทำให้มีเสถียรภาพทางการเงินมั่นคงมากขึ้น กลายร่างเป็นบริษัทจัดการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกและบริการทางการเงินแบบครบวงจร
นอกจากนั้น ยังคอยปรับทิศทางการลงทุนให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาด เช่น ล่าสุดได้ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Nvidia และ Vistra มูลค่า 330,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI
แล้วปัจจุบัน KKR ใหญ่แค่ไหน ?
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2026 นั้น KKR มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ราว 25 ล้านล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา
ทำให้ KKR เป็นบริษัทชั้นนำของกองทุนบริหารสินทรัพย์ทางเลือก เทียบกับผู้เล่นรายอื่นอย่าง Blackstone ที่มี AUM ราว 42 ล้านล้านบาท และ Apollo Global Management ที่มี AUM ราว 33 ล้านล้านบาท
มาลองดูผลประกอบการของ KKR
ปี 2023 รายได้ 476,000 ล้านบาท กำไร 121,000 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 719,000 ล้านบาท กำไร 101,000 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 640,000 ล้านบาท กำไร 74,000 ล้านบาท
ปี 2023 รายได้ 476,000 ล้านบาท กำไร 121,000 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 719,000 ล้านบาท กำไร 101,000 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 640,000 ล้านบาท กำไร 74,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ KKR จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อปี 2010 ล่าสุดมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 2,800,000 ล้านบาท ใหญ่กว่าธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย รวมกันเสียอีก
จากเรื่องราวนี้จะเห็นได้ว่า
KKR เป็นคนพลิกโฉมหน้าการซื้อกิจการด้วยแนวคิด Leveraged Buyout จนถูกมองเหมือนคนเถื่อนที่บุกเข้ายึดบริษัทต่าง ๆ ด้วยหนี้จำนวนมหาศาล
KKR เป็นคนพลิกโฉมหน้าการซื้อกิจการด้วยแนวคิด Leveraged Buyout จนถูกมองเหมือนคนเถื่อนที่บุกเข้ายึดบริษัทต่าง ๆ ด้วยหนี้จำนวนมหาศาล
แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้ KKR ประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่การกู้เงินเก่ง แต่เป็นความสามารถในการมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจ รู้ว่าธุรกิจไหน ควรค่าแก่การกู้เงินไปซื้อ และสามารถปลดล็อกมูลค่าตรงนั้นได้จริง
เพราะหากธุรกิจไม่มีคุณภาพเพียงพอ การใช้หนี้จำนวนมากนั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มผลตอบแทน แต่อาจเร่งให้การลงทุนล้มเหลวเร็วขึ้นแทน
เพราะในโลกการเงิน “หนี้” เปรียบเสมือนดาบสองคม มันสามารถเป็นได้ทั้งเชื้อเพลิงชั้นดี ที่ช่วยขับเคลื่อนอาณาจักร ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
หรือเป็นอาวุธร้ายที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้เสมอ
ขึ้นอยู่กับว่า อยู่ในมือของใคร..
ขึ้นอยู่กับว่า อยู่ในมือของใคร..