
สรุปวิธีสร้าง PASSIVE INCOME จากหุ้นปันผล และจัดพอร์ตให้แพ้ยาก
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x SET
แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ขณะที่ตลาดต่างประเทศมองดูแล้วให้ผลตอบแทนโดดเด่นมากกว่า
แต่ที่น่าสังเกตจากงานสัมมนา SET in the City 2026 ที่ผ่านมา
มุมมองของนักวิเคราะห์ชั้นนำและนักลงทุนหลายคน ยังคงเชื่อว่าอาจเป็นช่วงที่ตลาดกำลังซ่อนโอกาสไว้ด้วยหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาต่ำกว่ามูลค่า และการจ่ายปันผลที่น่าสนใจ
มุมมองของนักวิเคราะห์ชั้นนำและนักลงทุนหลายคน ยังคงเชื่อว่าอาจเป็นช่วงที่ตลาดกำลังซ่อนโอกาสไว้ด้วยหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาต่ำกว่ามูลค่า และการจ่ายปันผลที่น่าสนใจ
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจซ่อนอยู่ภายใต้ 2 Session ภายในงาน คือ
- ล็อกเป้าหมายสร้าง Passive Income จากหุ้นปันผลดี กิจการแกร่ง
- จัดพอร์ตให้แพ้ยาก ในยุคหุ้นไทย UNDERVALUED
- ล็อกเป้าหมายสร้าง Passive Income จากหุ้นปันผลดี กิจการแกร่ง
- จัดพอร์ตให้แพ้ยาก ในยุคหุ้นไทย UNDERVALUED
ว่าแต่จะมีประเด็นไหนที่คนไทยไม่ควรพลาดบ้าง ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
เริ่มต้นกันที่ Session 1 ล็อกเป้าหมายสร้าง Passive Income จากหุ้นปันผลดี กิจการแกร่ง
โดย คุณประพาส บุญชื่น นักลงทุน และ Co-Founder เพจลงทุนกล้วยๆ และคุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)
ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว ทำให้หุ้นพื้นฐานดีอีกหลายบริษัทยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่า หรือที่เรียกว่า UNDERVALUED
ประกอบกับเมื่อมองไปในระยะยาว ประเทศไทยกำลังเข้าสู่รอบการลงทุนครั้งใหญ่ จาก 3 ปัจจัยสำคัญระดับโลก ประกอบด้วย
- การลงทุนด้าน AI, Data Center และชิป
- การย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน
- การลงทุนด้านพลังงาน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัล
- การย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน
- การลงทุนด้านพลังงาน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัล
กระแสเงินลงทุนครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นรอบการลงทุนใหม่ในไทย ไม่ต่างจากช่วงปี 2002-2003
ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ไหลเข้าสู่ภูมิภาคอย่างมาก หลังผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง
ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ไหลเข้าสู่ภูมิภาคอย่างมาก หลังผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง
ขณะเดียวกันในส่วนของดอกเบี้ยนโยบายประเทศไทย ก็คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำ
และมองว่ามี Equity Risk Premium ระดับสูง สะท้อนถึงผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้น เมื่อเทียบกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ทำให้หุ้นไทยยังดูไม่แพงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ปลอดภัย
และมองว่ามี Equity Risk Premium ระดับสูง สะท้อนถึงผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้น เมื่อเทียบกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ทำให้หุ้นไทยยังดูไม่แพงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ปลอดภัย
หากดูผลตอบแทนย้อนหลังดัชนีหุ้นปันผล หรือ SETHD ตั้งแต่ปี 2020 จะพบว่าเติบโต 63.3%
แล้วโอกาสนี้ คนไทยควรจะคัดเลือกหุ้นปันผลอย่างไร ?
- ปันผลต้องสม่ำเสมอ และเติบโตชนะเงินเฟ้อ
อย่าดูแค่ Dividend Yield สูง แต่ควรเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 3% ขึ้นไป
อย่าดูแค่ Dividend Yield สูง แต่ควรเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 3% ขึ้นไป
- อัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ย 40-75%
เพื่อความยืดหยุ่นทางการเงิน เป็นกันชนรองรับช่วงกำไรผันผวน และยังมีเงินเหลือสำหรับธุรกิจในอนาคต
เพื่อความยืดหยุ่นทางการเงิน เป็นกันชนรองรับช่วงกำไรผันผวน และยังมีเงินเหลือสำหรับธุรกิจในอนาคต
- รายได้และกำไร เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนต้องไม่ผันผวนมาก เพื่อให้กำไรนิ่งและทำให้การจ่ายปันผลมีความสม่ำเสมอในระยะยาว
ต้นทุนต้องไม่ผันผวนมาก เพื่อให้กำไรนิ่งและทำให้การจ่ายปันผลมีความสม่ำเสมอในระยะยาว
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงานต้องมากกว่ากำไรสุทธิ และงบลงทุน (CAPEX)
ส่วนกระแสเงินสดอิสระ ควรมากกว่าเงินปันผลที่จ่ายออกไป เพื่อยืนยันว่าปันผลมาจากธุรกิจจริง ไม่ใช่เงินกู้
ส่วนกระแสเงินสดอิสระ ควรมากกว่าเงินปันผลที่จ่ายออกไป เพื่อยืนยันว่าปันผลมาจากธุรกิจจริง ไม่ใช่เงินกู้
- งบดุลแข็งแกร่ง หนี้สินต้องไม่สูงเกินไป
เพื่อสภาพคล่องที่เพียงพอ และรักษาการจ่ายปันผลได้แม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน
เพื่อสภาพคล่องที่เพียงพอ และรักษาการจ่ายปันผลได้แม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน
ที่สำคัญ ต้องไม่ลืม Margin of Safety เพราะถึงจะเป็นธุรกิจที่ดี แต่ถ้าซื้อในราคาที่แพงเกินไป ก็อาจไม่ใช่จังหวะที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดี ทำให้การลงทุนในตลาด UNDERVALUED เป็นจุดที่ได้เปรียบมากกว่าช่วงเวลาปกติ
โดยคุณประพาส และคุณกรภัทร แบ่งหุ้นปันผลในตลาดออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
- กลุ่ม Gen X หุ้นเสือนอนกิน
หุ้นขนาดใหญ่ มูลค่าบริษัท 50,000 ล้านบาทขึ้นไป เน้นความมั่นคง
อยู่ในธุรกิจหลักของเศรษฐกิจ รายได้สม่ำเสมอ และจ่ายปันผลต่อเนื่องหลายปี
เช่น หุ้นพลังงานขนาดใหญ่ หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นธนาคาร
อยู่ในธุรกิจหลักของเศรษฐกิจ รายได้สม่ำเสมอ และจ่ายปันผลต่อเนื่องหลายปี
เช่น หุ้นพลังงานขนาดใหญ่ หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นธนาคาร
- กลุ่ม Gen Y หุ้นปันผล พร้อมเติบโต
ปันผลไม่ต้องสูงมาก แต่ต้องแลกมากับการเติบโตของธุรกิจ
เพื่อให้ราคาหุ้นและเงินปันผลเพิ่มขึ้นในระยะยาว เช่น หุ้นสื่อสาร หุ้นค้าปลีก สินค้าอุปโภค
เพื่อให้ราคาหุ้นและเงินปันผลเพิ่มขึ้นในระยะยาว เช่น หุ้นสื่อสาร หุ้นค้าปลีก สินค้าอุปโภค
- กลุ่ม Gen Alpha หุ้นสวนกระแส
หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่า ธุรกิจกำลังเริ่มฟื้นตัว และมีโอกาสกลับมาเป็นหุ้นปันผลในอนาคต
เช่น หุ้นอุตสาหกรรมที่ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักร หรือหุ้นขนาดกลางถึงเล็กที่มีรายได้ประจำและเริ่มกลับมาเติบโต
เช่น หุ้นอุตสาหกรรมที่ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักร หรือหุ้นขนาดกลางถึงเล็กที่มีรายได้ประจำและเริ่มกลับมาเติบโต
ถึงตรงนี้ มาต่อกันที่ Session 2 จัดพอร์ตให้แพ้ยาก ในยุคหุ้นไทย UNDERVALUED
โดย คุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ นักลงทุนเน้นคุณค่า, คุณชัชวนันท์ สันธิเดช เจ้าของเพจ Club VI และคุณธณัฐ เตชะเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอลทีเอ็มเอช จำกัด (มหาชน) และผู้ก่อตั้งเพจลงทุนแมน
ปัจจุบันดัชนี SET มี P/E อยู่ที่ 16.73 เท่า และ Dividend Yield 4.07%
แต่ถ้าตัดหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ออกไป ภาพรวมตลาดจะมี P/E ลดลงเหลือ 11.5 เท่า ส่วน Dividend Yield เพิ่มขึ้นเป็น 5.10% (ณ วันที่ 12 มิ.ย. 2026)
แต่ถ้าตัดหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ออกไป ภาพรวมตลาดจะมี P/E ลดลงเหลือ 11.5 เท่า ส่วน Dividend Yield เพิ่มขึ้นเป็น 5.10% (ณ วันที่ 12 มิ.ย. 2026)
และเมื่อเจาะลึกลงไปในรายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มการเงิน หรือกลุ่มทรัพยากร จะพบว่าหลายกลุ่มมี P/E ต่ำกว่าตลาด พร้อม Dividend Yield อยู่ในช่วงประมาณ 4.50-6.80% (ณ วันที่ 12 มิ.ย. 2026)
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าในดัชนี SET ยังมีหุ้นคุณภาพดีจำนวนมากในโซน UNDERVALUED ให้เลือกลงทุนรายตัว
ทีนี้มาลองดูแนวคิดการเลือกสินทรัพย์ และการทำ Asset Allocation จากวิทยากรทั้ง 3 ท่าน
1. หุ้นไทยคือเครื่องผลิตเงินสด หรือ Cash Cow
คุณธณัฐมองว่า การลงทุนต่างประเทศควรมองหาธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตหรือเปลี่ยนโลก
แต่หุ้นไทยควรมองหาธุรกิจที่แทบไม่เปลี่ยนไปในอีก 10 ปี เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเงินปันผลไว้เป็นเงินทุนสำหรับลงทุนหุ้นไทยหรือสินทรัพย์อื่น ๆ ในช่วงที่ตลาดปรับฐาน
แต่หุ้นไทยควรมองหาธุรกิจที่แทบไม่เปลี่ยนไปในอีก 10 ปี เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเงินปันผลไว้เป็นเงินทุนสำหรับลงทุนหุ้นไทยหรือสินทรัพย์อื่น ๆ ในช่วงที่ตลาดปรับฐาน
นอกจากนี้ อีกเสน่ห์ของหุ้นไทย คือการทำความเข้าใจธุรกิจ และสังเกตการใช้สินค้าหรือบริการได้ง่าย ๆ
จึงควรโฟกัสคุณภาพของธุรกิจและกระแสเงินสด มากกว่าดูแค่งบกำไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว
จึงควรโฟกัสคุณภาพของธุรกิจและกระแสเงินสด มากกว่าดูแค่งบกำไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว
และถ้าหากราคาหุ้นปรับลง ควรดูว่าธุรกิจยังแข็งแกร่ง และยังมีคนใช้บริการอยู่หรือไม่
เพราะถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนก็อาจเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ควรกระจายลงทุนอย่างน้อย 5 บริษัท เพื่อลดความเสี่ยงภาพรวมของพอร์ตการลงทุน
เพราะถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนก็อาจเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ควรกระจายลงทุนอย่างน้อย 5 บริษัท เพื่อลดความเสี่ยงภาพรวมของพอร์ตการลงทุน
2. การจัดพอร์ตสมดุลระหว่างกระแสเงินสดและการเติบโต
การจัดพอร์ตของคุณชัชวนันท์ แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ หุ้นไทย 33% หุ้นจีน 33% และหุ้นสหรัฐฯ 33%
แต่ปัจจุบันมีแผนลดหุ้นสหรัฐฯ เหลือ 10% เพราะมีราคาแพงเกินไป และจะเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนเป็น 45%
แต่ปัจจุบันมีแผนลดหุ้นสหรัฐฯ เหลือ 10% เพราะมีราคาแพงเกินไป และจะเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนเป็น 45%
ขณะที่หุ้นไทย จะเพิ่มสัดส่วนเป็นราว 45% ของพอร์ต เพื่อทำหน้าที่สร้างกระแสเงินสด โดยเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 9-11% สำหรับนำไปต่อยอดลงทุนในต่างประเทศ
โดยหลักการเลือกหุ้นไทยเข้าพอร์ต จะยึดแนวคิด Dhandho หรือความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง คือหากวิเคราะห์ถูก จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทน 2-3 เท่า แต่หากผิด จะต้องขาดทุนไม่เกิน 20%
3. การจัดสมดุลพอร์ตตามช่วงวัย และการคัดหุ้นด้วยวินัย
คุณวิบูลย์มองว่า สัดส่วนพอร์ตหุ้นไทยและต่างประเทศไม่มีสูตรตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับช่วงวัย
เช่น ช่วงอายุน้อยเลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตระยะยาว ส่วนช่วงวัยใกล้เกษียณ หุ้นไทยอาจมองว่าเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดมากกว่า
เช่น ช่วงอายุน้อยเลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตระยะยาว ส่วนช่วงวัยใกล้เกษียณ หุ้นไทยอาจมองว่าเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดมากกว่า
วิธีเลือกหุ้นไทยจะใช้แนวคิดตะแกรงร่อนหุ้น เริ่มจากตัวเลขพื้นฐาน เช่น P/E ราว 10 เท่า, P/BV ใกล้ 1 เท่า และ Dividend Yield ตั้งแต่ 5% ขึ้นไป
ก่อนจะดูคุณภาพงบการเงิน โดยเฉพาะกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ต้องเป็นบวกและแข็งแรง
ก่อนจะดูคุณภาพงบการเงิน โดยเฉพาะกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ต้องเป็นบวกและแข็งแรง
นอกจากนี้ ต้องระวังกับดักหุ้นถูก โดยดูสินค้าคงเหลือประกอบ
เช่น หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มี P/BV ต่ำ แต่ถ้าใช้เวลาระบายสต๊อกนานถึง 4 ปี จากปกติเฉลี่ย 1-2 ปี ก็อาจสะท้อนว่าธุรกิจกำลังเผชิญปัญหา
เช่น หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มี P/BV ต่ำ แต่ถ้าใช้เวลาระบายสต๊อกนานถึง 4 ปี จากปกติเฉลี่ย 1-2 ปี ก็อาจสะท้อนว่าธุรกิจกำลังเผชิญปัญหา
ส่วนการลงทุนต่างประเทศ จะเน้นลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นรายตัว
โดยใช้เครื่องมือ ETF หรือ DR กระจายลงทุนไปตามประเทศหรืออุตสาหกรรมแทน เพื่อช่วยเกาะการเติบโตของภาพใหญ่ได้ง่ายขึ้น
โดยใช้เครื่องมือ ETF หรือ DR กระจายลงทุนไปตามประเทศหรืออุตสาหกรรมแทน เพื่อช่วยเกาะการเติบโตของภาพใหญ่ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ อีกไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ ธีมการลงทุนที่น่าจับตาของหุ้นไทยในอนาคต
- Health & Wellness และสังคมผู้สูงอายุ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี ราว 20% ของประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจด้านสุขภาพ โรงพยาบาล และอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้สูงวัย มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- Decarbonization as a Service หรือ DaaS
การลดการปล่อยคาร์บอน กำลังเปลี่ยนจากทางเลือกเป็นข้อกำหนดเชิงนโยบาย
ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคาร์บอนและพลังงานสะอาดเริ่มมีบทบาทมากขึ้น
ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคาร์บอนและพลังงานสะอาดเริ่มมีบทบาทมากขึ้น
- บริษัทในโครงการ JUMP+
โครงการยกระดับบริษัทจดทะเบียน ทั้งในด้านวางแผนการเติบโต และธรรมาภิบาล
เช่น การใช้ Earnings Call แทน Analyst Meeting เพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม
เช่น การใช้ Earnings Call แทน Analyst Meeting เพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม
ทั้งหมดนี้สะท้อนแล้วว่า แม้หุ้นไทยจะไม่ได้โดดเด่นในทุกช่วงเวลา
แต่ถ้ามองเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดในจังหวะที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่า หุ้นไทยก็อาจเป็นจิกซอว์ที่ช่วยให้คนไทยสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่มี Passive Income ระยะยาวได้..
แต่ถ้ามองเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดในจังหวะที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่า หุ้นไทยก็อาจเป็นจิกซอว์ที่ช่วยให้คนไทยสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่มี Passive Income ระยะยาวได้..
Reference
- งานสัมมนา SET in the City 2026
- งานสัมมนา SET in the City 2026