
“โด่ย เหมย” การปฏิรูปครั้งใหญ่ ที่เปลี่ยนยุคมืด ของเวียดนาม สู่ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ
ในปี 1975 เวียดนามเหนือ ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในแบบที่ไม่มีชาติไหนในโลก เคยทำได้มาก่อน
นั่นคือปิดฉากสงครามเวียดนาม หลังรบยืดเยื้อกันมา 20 ปี ด้วยการเอาชนะสหรัฐอเมริกา และรวมชาติเวียดนามให้กลับมาเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง
ถึงแม้เรื่องราวนี้ จะเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจ ถูกปลูกฝังสร้างความฮึกเหิมต่อลูกหลานชาวเวียดนาม ว่าครั้งหนึ่ง ประเทศที่ดูด้อยกว่าทุกประตูนี้ เคยรบชนะมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกมาแล้ว
แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังสงครามไปอีกเป็น 10 ปี ก็ไม่ใช่ภาพความรุ่งเรือง ของประเทศที่คว้าเอกราชมาได้แต่อย่างใด
เพราะกลับเป็นยุคมืด ที่ความยากจนข้นแค้นมีอยู่ให้เห็นทุกหย่อมหญ้า จากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด..
ทางออกจากวิกฤตินี้ ไม่ใช่การดันทุรังทำสิ่งเดิม ๆ ต่อไปโดยไม่ฟังใคร
แต่เป็นการที่รัฐบาลกล้ายอมรับความจริงว่า ระบบที่เคยเชื่อมาตลอดหลายปีนี้ กำลังจะพาประเทศไปสู่การล่มสลาย แล้วเลือกเปลี่ยนแนวทางเสียใหม่
ภายใต้นโยบายที่พลิกฟื้นประเทศให้กลับมาได้อีกครั้ง ในนาม “โด่ย เหมย”
หากสงสัยว่า โด่ย เหมย สำคัญอย่างไร ทำไมจึงเปลี่ยนให้เวียดนาม กลายมาเป็นอีกหนึ่งประเทศดาวรุ่ง ที่ว่ากันว่ามีอนาคตการเติบโตอีกยาวไกล ได้แบบนี้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หลังการรวมประเทศในปี 1975 ได้สำเร็จ เวียดนามเคยเลือกเดินตามแนวทางเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมเต็มขั้น โดยเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้วางแผนควบคุมเศรษฐกิจทุกด้าน
อย่างที่ดินทำกิน ก็ใช้ระบบนารวม และผลผลิตที่ทำออกมาได้ ก็ต้องส่งให้ภาครัฐ จากนั้นรัฐก็จะแบ่งสันปันส่วนให้ประชาชนทุกคนได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน ไม่มีใครจะได้มากกว่าใคร
ระบบแบบนี้ ทำให้เกิดปัญหาการขาดแรงจูงใจสำหรับคนทำงาน เพราะคนขยัน ก็ดันได้ผลตอบแทนกลับมาพอ ๆ กับคนขี้เกียจ จึงไม่มีใครอยากจะทุ่มเททำงาน เพราะรู้สึกถูกเอาเปรียบ
ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศเวียดนาม จะมีความอุดมสมบูรณ์โดยธรรมชาติอยู่มากก็ตาม..
แต่ที่ซ้ำร้ายไปยิ่งกว่านั้น เวียดนามที่เพิ่งรวมชาติได้ ก็ยังต้องรับศึกกับสงครามทางชายแดน เพราะมีปัญหาทะเลาะกับทั้งฝั่งจีนและกัมพูชา
แถมยังถูกบีบคั้นจากหลายประเทศ นำโดยสหรัฐอเมริกา ที่ปิดกั้นเวียดนามจากระบบการค้าโลก จนเหลือที่พึ่งพิงได้แค่แห่งเดียวในโลก คือสหภาพโซเวียต ผู้นำของโลกคอมมิวนิสต์ในตอนนั้น
อย่างไรก็ตาม สหภาพโซเวียตซึ่งเป็นรัฐคอมมิวนิสต์แห่งแรก และเคยเป็นต้นแบบส่งออกการปฏิวัติไปทั่วโลก ก็เริ่มประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในเรื้อรังสะสมมาตลอด
ทำให้ความช่วยเหลือที่เวียดนามเคยได้รับ ก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง ไปจนถึงวันที่สหภาพโซเวียต สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้กับระบบทุนนิยม ล่มสลายลงไปในที่สุด..
แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ก็มีอีกเส้นเรื่องราวหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันแบบลับ ๆ แต่หลายคนมักจะไม่ค่อยรู้กันมาก่อน
นั่นคือก่อนที่รัฐบาลกลางจะได้ตัดสินใจปรับตัว เปลี่ยนมาเปิดรับแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างเป็นทางการนั้น
เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ได้ถูกปลูก ฝังรากอยู่ในระดับท้องถิ่นมาก่อนเนิ่นนานแล้ว
ที่จังหวัดหวิญฟุก ทางตอนเหนือของประเทศ ในปี 1966 มีเลขาธิการพรรคระดับจังหวัดคนหนึ่ง คือ “คุณกิม หง็อก”
เขาได้เห็นกับตาตัวเองว่า หากชาวนาขาดไร้ซึ่งความรู้สึกเป็นเจ้าของในที่ดินทำกินของตัวเองแล้ว พวกเขาจะไม่มีใจอยากดูแลจัดการมันอย่างเต็มที่เลย
คุณกิม หง็อก จึงตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักตั้ง ปล่อยให้ชาวนาสามารถรับเหมาที่ดินไปทำเองได้ โดยจะต้องส่งผลผลิตส่วนหนึ่ง ให้สหกรณ์ตามที่ตกลงไว้
และส่วนที่เหลือนั้น ชาวนาสามารถเก็บไว้ใช้ หรือนำไปขายต่อเอง เพื่อสะสมทุนให้มีความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้น ก็ย่อมได้
ผลลัพธ์ที่เห็นคือ ผลผลิตข้าวในจังหวัดนี้ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด..
ถึงแม้ว่าความสามารถในการผลิตจะทำออกมาได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่แอบทำกันอยู่นี้ ก็ยังขัดกับแนวทางแบบสังคมนิยมที่รัฐบาลยึดถือไว้ไม่ยอมปล่อย
คุณกิม หง็อก จึงทำอะไรต่อไม่ได้ ทั้งโดนตำหนิอย่างรุนแรง และถูกสั่งให้ยกเลิกโครงการนี้ลงในปี 1968
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงก็ได้เกิดขึ้นในใจไปแล้ว อย่างไม่มีวันลืมลง..
เมื่อชาวนาเคยได้ลิ้มรสชาติสิ่งที่ดีกว่า พวกเขาก็ไม่อยากกลับไปใช้ระบบเดิม ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ทั้งยากจน, แร้นแค้น และไม่เห็นความก้าวหน้า อีกต่อไป
วิธีการที่เคยแอบทำ จึงไม่ได้หายไปไหน แต่กลับแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง อย่างเงียบ ๆ ทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อที่เรียกว่า “การรับเหมาลับ”
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าผิดกฎ และอาจจะโดนลงโทษหนักเอาได้ แต่ชาวนาและผู้นำท้องถิ่น ก็ยังเลือกจะดื้อเงียบ ทำการแหกกฎนั้นต่อไป เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า..
ภาพความเปลี่ยนแปลงในระดับรากหญ้านี้ ในที่สุดก็ส่งเสียงดังพอ ไปจนถึงศูนย์กลางแห่งอำนาจ ให้ต้องเลือกเปลี่ยนแปลง หากอยากจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
ในเดือนธันวาคม ปี 1986 ที่การประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 6 ผู้นำรุ่นใหม่ของพรรค ได้ประกาศนโยบายปฏิรูปครั้งใหญ่
ภายใต้ชื่อว่า “โด่ย เหมย” หรือแปลเป็นไทยว่า “การฟื้นฟู”
หัวใจของนโยบายนี้ คือการเปลี่ยนภาพนโยบายเศรษฐกิจของเวียดนาม จากเดิมที่รัฐบาลกลาง วางแผนสำเร็จรูปทั้งหมด มาเป็น “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม”
คือรัฐจะยังคงกุมอำนาจทางการเมืองไว้ แต่จะเปิดทางให้กลไกของตลาดเสรี เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน เช่น
- ที่ดินทำการเกษตร ที่เคยถูกภาครัฐริบไปเป็นเจ้าของ ก็ถูกปล่อยคืนออกมา กระจายให้เหล่าเกษตรกร ได้ครอบครอง และวางแผนใช้ประโยชน์ตามความเชี่ยวชาญของตนอย่างเต็มที่
- ราคาสินค้าหลายชนิด ถูกปล่อยให้ลอยตัวตามราคาตลาดที่ควรจะเป็น
- และที่สำคัญที่สุด ก็คือการเปิดประตูต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ ให้เข้ามาทำธุรกิจในเวียดนามได้
ถึงแม้นโยบายใหม่นี้จะดูดี แต่เส้นทางหลังการประกาศใช้ ก็ยังไม่ได้ราบรื่นสวยงามในทันที
เพราะการผ่าตัดระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ มักจะมาพร้อมกับความเจ็บปวดก่อนเสมอ..
ซึ่งในช่วงปี 1988 อัตราเงินเฟ้อของประเทศ ยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะรัฐยังพิมพ์เงินออกมาใช้จ่ายไม่หยุด
นอกจากนี้เอง ก็ยังมีปัญหาจากภายนอกเข้ามาซ้ำเติม คือโดนสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรทางการค้า ตั้งแต่สงครามเวียดนามสิ้นสุด
และยังต้องมาเจอกับผลกระทบจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991
ทำให้ตลาดส่งออกหลักของเวียดนาม และแหล่งเงินช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด หายวับไปกับตาทันที..
แต่ว่ากันว่า ฟ้าหลังฝนย่อมงดงามเสมอ เพราะเมื่อเราเจอกับปัญหาหนัก ๆ ระดับชี้เป็นชี้ตาย
หากเราสามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยความสามารถของเราเอง ประสบการณ์อันขมขื่นนั้น จะเปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนใหม่ ที่แข็งแกร่งและสุขุมยิ่งกว่าเดิม
เวียดนามเอง ก็เฉกเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเริ่มตั้งหลัก แก้ปัญหาทีละส่วน ๆ พร้อมกันอย่างไม่ย่อท้อ จนเสร็จสิ้นลงได้ในปี 1993
เมื่อปี 1994 มาถึง สหรัฐอเมริกาอดีตคู่สงครามที่เป็นไม้เบื่อไม้เมามานานหลายปี ก็ได้วางความแค้นที่มีต่อกันลง ประกาศยกเลิกการคว่ำบาตร เปิดทางให้การค้าของ 2 ประเทศ กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
และในปี 1995 เวียดนามก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ เชื่อมตัวเองเข้าสู่ส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างเต็มตัว
นับเป็นการยุติจุดต่ำสุดของสถานการณ์ประเทศ และเริ่มเข้าสู่บทใหม่ คือการเติบโตในระดับที่จะสร้างปาฏิหาริย์ในอนาคต ได้ในสักวัน..
ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา เวียดนามได้ทยอยลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับหลากหลายประเทศ และได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก ในปี 2007
บริษัทชื่อดังระดับโลก ทยอยพากันเข้ามาตั้งฐานการผลิตในเวียดนามมากขึ้นเรื่อย ๆ
และในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ เมื่อสหรัฐอเมริกาและจีน เผชิญหน้ากับสงครามการค้ากันอย่างเต็มตัว บริษัทจำนวนมากที่เลือกย้ายออกจากจีน จึงได้เบนเข็มมาตั้งที่เวียดนามแทน
ส่งผลสืบเนื่องให้เศรษฐกิจของเวียดนาม มีแรงหนุน จนสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มาหลายต่อหลายปีติดต่อกัน โดยเติบโตอย่างร้อนแรงในระดับ 7-8% ต่อปี
ประชาชนชาวเวียดนาม ที่เคยมีแต่คนยากจนเต็มประเทศ ซึ่งก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย สามารถเลื่อนขั้นมาเป็นชนชั้นกลาง ที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
และบางส่วนก็เติบโตไปเป็นนายทุนใหญ่ สร้างบริษัทใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมา คอยขับเคลื่อนเป็นกระดูกสันหลังสำคัญให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ
หมุนวนไปสู่การจ้างงานตำแหน่งใหม่ ๆ เพื่อผลักดันให้ประเทศเวียดนามเติบใหญ่ กลายเป็นภาพประเทศที่เดินเข้าสู่วงจรแห่งความรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง ในยุคปัจจุบันนี้
อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงเข้าใจถึงเส้นทางการพัฒนาอันยาวนานของเวียดนาม ที่ต้องเจอกับความตกต่ำ จนดูจะกู่ไม่กลับอยู่หลายปี กว่าที่จะเจอทางกลับฝั่ง ได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบ หนึ่งในประเทศเติบโตสูงสุดในโลก กันดีขึ้นแล้ว
หากเราลองวิเคราะห์กันให้ลึกซึ้งดู บทเรียนจากเรื่องราวของนโยบายที่ชื่อโด่ย เหมยนี้ อาจจะสอนเราว่า การเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ระดับประเทศในระยะยาว
บางทีจุดตั้งต้น อาจจะไม่ได้มาจากไอเดียในห้องประชุมของผู้มีอำนาจที่คิดว่าตนเองรู้ดีเสมอไป
แต่ในหลาย ๆ ครั้ง ก็อาจจะเริ่มมาจากกลุ่มคนจำนวนเล็ก ๆ ที่กล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่ เพื่อหวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม
คนเหล่านี้อาจจะเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้มีอำนาจวาสนาใหญ่โต แต่มีแค่ใจ, ไอเดีย และกล้าจะยืนหยัดบนความเชื่อของตัวเองอย่างไม่สั่นคลอน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า พวกเขาอาจจะโดนลงโทษเมื่อไรก็ได้
ความกล้าหาญของคนเหล่านี้ หากได้ประกอบกับผู้นำประเทศที่มีวิสัยทัศน์ ไม่ได้ยึดติดในกรอบความคิดแบบเดิม ๆ
กล้าจะยอมรับความล้มเหลวในครั้งอดีต และเลือกโอบรับการเปลี่ยนแปลง เดินบนหนทางใหม่ อย่างไม่หวั่นเกรง
บางทีแล้ว ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างฟังกันและกัน ผ่านการเปิดใจ อาจจะเป็นภาพการพลิกฟื้นครั้งยิ่งใหญ่ ให้เกิดขึ้นบนประเทศที่ใครต่อใครเคยหมดหวัง
จนเติมเต็มไปอีกขั้น ที่ตอนนี้ความหวังก็ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดไปอีกวัน แต่ไปไกลถึงความรุ่งเรืองในระดับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคแล้ว ก็ได้..
References
-Đổi Mới | Wikipedia
-Kim Ngọc | Wikipedia
-https://en.wikipedia.org/wiki/Economic_history_of_Vietnam
-https://factsanddetails.com/southeast-asia/Vietnam/sub5_9g/entry-3470.html
-https://www.weforum.org/stories/2018/09/how-vietnam-became-an-economic-miracle/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Hyperinflation
-https://en.baochinhphu.vn/viet-nam-emerges-from-inflation-crisis-to-us510-billion-economy-111260114144429167.htm
-https://vietnamlawmagazine.vn/vietnams-economic-scale-sees-spectacular-growth-over-eight-decades-75005.html
-https://vn.usembassy.gov/30th-anniversary-of-lifting-of-the-trade-embargo/
-https://en.wikipedia.org/wiki/United_States%E2%80%93Vietnam_relations
-https://en.vneconomy.vn/vietnams-economy-forecast-to-stay-upbeat.htm
-https://www.asia-relocation.com/vietnam-economic-2026-outlook/
-Đổi Mới | Wikipedia
-Kim Ngọc | Wikipedia
-https://en.wikipedia.org/wiki/Economic_history_of_Vietnam
-https://factsanddetails.com/southeast-asia/Vietnam/sub5_9g/entry-3470.html
-https://www.weforum.org/stories/2018/09/how-vietnam-became-an-economic-miracle/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Hyperinflation
-https://en.baochinhphu.vn/viet-nam-emerges-from-inflation-crisis-to-us510-billion-economy-111260114144429167.htm
-https://vietnamlawmagazine.vn/vietnams-economic-scale-sees-spectacular-growth-over-eight-decades-75005.html
-https://vn.usembassy.gov/30th-anniversary-of-lifting-of-the-trade-embargo/
-https://en.wikipedia.org/wiki/United_States%E2%80%93Vietnam_relations
-https://en.vneconomy.vn/vietnams-economy-forecast-to-stay-upbeat.htm
-https://www.asia-relocation.com/vietnam-economic-2026-outlook/