
กำลังการประมวลผล AI เริ่มไม่พอ.. Google จำกัดการใช้งานโมเดล Gemini ของ Meta
Google ได้จำกัดการใช้งานโมเดล AI Gemini ของ Meta Platforms เนื่องจาก Google ไม่สามารถจัดสรรกำลังประมวลผล (Computing Capacity) ให้ Meta ได้มากเท่าที่บริษัทต้องการ
นี่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยธุรกิจเสิร์ชของ Alphabet ได้กำหนดข้อจำกัดกับลูกค้าหลายราย และ Meta เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
การดำเนินการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อโครงการภายในของ Meta และทำให้บริษัทต้องแจ้งพนักงานให้ใช้งาน AI Tokens อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในช่วงแรก Meta พึ่งพา Gemini เพราะพบว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลโอเพนซอร์ส Llama ของตัวเอง สำหรับการทำงานอัตโนมัติด้านความปลอดภัย เช่น การลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย และการกำจัดการหลอกลวง (Scams)
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Meta หันมาใช้งานโมเดลใหม่ของตัวเองที่ชื่อ Muse Spark มากขึ้น เพื่อค่อย ๆ ลดการพึ่งพาโมเดลจากผู้ให้บริการภายนอก
กระแส AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังผลักดันให้ทั้งกำลังประมวลผลและพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อน Data Centers เข้าใกล้ขีดจำกัดมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน Google ตกลงจ่ายเงินให้ SpaceX ของ Elon Musk เดือนละ 920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเช่ากำลังประมวลผล ภายใต้สัญญาบริการคลาวด์มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะมีผลไปจนถึงกลางปี 2029
ขณะที่บริษัทเร่งเพิ่มศักยภาพเพื่อรองรับความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ขณะที่ Meta ซึ่งไม่ได้ดำเนินธุรกิจให้บริการคลาวด์ ก็กำลังเร่งเพิ่มการลงทุนด้าน AI ซึ่งเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของ Mark Zuckerberg โดยเทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์องค์กรของเขา
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Meta ได้แจ้งพนักงานถึงแผน ลดพนักงาน 10% หรือประมาณ 8,000 ตำแหน่ง เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการลงทุนด้าน AI
นอกจากนี้ บริษัทยังได้โยกย้ายพนักงานอีก 7,000 คน ไปทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่
และเหตุการณ์นี้กำลังสะท้อนว่า ในอุตสาหกรรม AI ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ต่างกำลังแย่งชิงทรัพยากรกำลังประมวลผลกันเอง..