เอสเอ็มอีไทย 7 ใน 10 ใช้ AI แล้ว สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน ทั้งที่ต้นทุนกำลังพุ่ง

เอสเอ็มอีไทย 7 ใน 10 ใช้ AI แล้ว สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน ทั้งที่ต้นทุนกำลังพุ่ง

กว่า 7 ใน 10 ของเอสเอ็มอีไทย กำลังใช้ AI ในการทำธุรกิจอยู่แล้ว
ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน ในช่วงเวลาที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจกำลังเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของผู้ประกอบการเกือบทุกราย
นี่คือหนึ่งในผลลัพธ์จาก UOB Business Outlook Study ฉบับครึ่งปีแรกของปี 2026 ในประเทศไทย ที่ธนาคารยูโอบีเก็บข้อมูลจากเจ้าของธุรกิจและผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูง 265 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
แล้วทำไมเอสเอ็มอีไทยถึงเร่งใช้ AI ทั้งที่ต้นทุนกำลังกดดันอยู่
และทำไมหลายแห่งเลือกมองอาเซียนเป็นทางออก ไม่ใช่แค่โอกาสในการเติบโต ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
UOB Business Outlook Study จัดทำมาต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ปี แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารปรับมาทำสำรวจปีละ 2 ครั้ง
เหตุผลคือ สถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนเร็วขึ้นมาก การสำรวจปีละครั้งเดียวอาจตามสถานการณ์ไม่ทัน ธนาคารจึงต้องการข้อมูลที่สะท้อนภาวะธุรกิจได้ทันท่วงทีขึ้น
และผลสำรวจรอบนี้ ก็สะท้อนภาพที่ชัดมากว่าเอสเอ็มอีไทยกำลังปรับตัวอย่างไร
เอสเอ็มอีไทยกว่า 7 ใน 10 ที่ตอบแบบสำรวจ ระบุว่ากำลังนำ AI มาใช้ในธุรกิจ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ขณะที่กว่า 8 ใน 10 นำโซลูชันดิจิทัลมาใช้แล้ว
ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มที่ใช้ AI แล้ว 58% บอกว่าช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้จริง และ 44% บอกว่าประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น
นั่นแปลว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ที่พูดกันไปวงกว้าง แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ธุรกิจไทยใช้แก้ปัญหาต้นทุนที่กดดันอยู่ตรงหน้า
ปัญหาที่กดดันที่สุดของธุรกิจไทยตอนนี้คืออะไร ?
ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ยังคงเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของเอสเอ็มอีไทยในการสำรวจรอบนี้
รองลงมาคือความไม่แน่นอนของตลาดอาเซียนและตลาดเกรทเทอร์ไชน่า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยแรงกดดันนี้หนักเป็นพิเศษในภาคการผลิต การก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีต้นทุนสูงและห่วงโซ่อุปทานซับซ้อนอยู่แล้ว
นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย บอกว่า แรงกดดันด้านต้นทุน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นความท้าทายชั่วคราวอีกต่อไปแล้ว
แต่ธุรกิจไทยเลือกไม่ตัดต้นทุนเป็นอันดับแรก..
ทั้งที่ต้นทุนคือปัญหาอันดับหนึ่ง แต่เมื่อถามว่าอะไรสำคัญที่สุดในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า คำตอบกลับไม่ใช่การลดค่าใช้จ่าย
ธุรกิจให้น้ำหนักกับ ESG 37% การเพิ่มฐานลูกค้า 33% และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล 27% มากกว่าการลดต้นทุนที่อยู่ที่ 25%
พูดง่าย ๆ คือ เอสเอ็มอีไทยมองว่าการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว สำคัญกว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะสั้น
ด้านห่วงโซ่อุปทาน เอสเอ็มอีไทยกว่า 9 ใน 10 ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการซัพพลายเชนเป็นอันดับต้น ๆ
78% วางแผนกระจายฐานซัพพลายเออร์ 53% เตรียมขยายฐานการผลิตในอาเซียน และประมาณ 1 ใน 3 กำลังใช้กลยุทธ์ China Plus One คือย้ายฐานผลิตบางส่วนออกจากจีนไปยังตลาดทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานผลิตที่กระจุกตัวอยู่ที่เดียว
แต่การย้ายฐานก็ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ ทั้งความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และขีดความสามารถของซัพพลายเออร์ในประเทศปลายทางที่ยังจำกัด ทำให้จีนยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคต่อไปอีกพักใหญ่
เอสเอ็มอีไทยกว่า 8 ใน 10 วางแผนขยายธุรกิจไปต่างประเทศในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ถูกระบุเป็นตลาดสำคัญที่สุด
แม้รายได้ที่เพิ่มขึ้นยังเป็นแรงจูงใจหลัก แต่อาเซียนกำลังมีความหมายมากกว่านั้น หลายธุรกิจมองภูมิภาคนี้เป็นทั้งตลาดใหม่ ฐานผลิตทางเลือก และวิธีลดการกระจุกตัวของซัพพลายเชนในระยะยาวไปพร้อมกัน
เอสเอ็มอีไทย 9 ใน 10 ตระหนักถึงคุณค่าของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และ 94% ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็นพิเศษ
แต่ภายใต้แรงกดดันด้านต้นทุน ธุรกิจเลือกลงทุนในมาตรการที่เห็นผลชัดเจนก่อน เช่น การลดใช้พลังงาน เครื่องมือดิจิทัลบริหารพลังงาน ระบบโซลาร์ และหลอด LED
นั่นสะท้อนว่าความยั่งยืนของเอสเอ็มอีไทยจากนี้ จะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยภาพลักษณ์อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงกับต้นทุนและผลตอบแทนทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง
ภาพที่ผลสำรวจนี้ฉายออกมาคือ เอสเอ็มอีไทยกำลังเจอต้นทุนที่สูงขึ้นจริง และมองว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนาน
แต่สิ่งที่เลือกทำ ไม่ใช่การหดตัวลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนแบบวัดผลได้ กระจายฐานผลิตและซัพพลายเออร์เพื่อไม่ให้เสี่ยงกระจุกตัว และขยายไปอาเซียนเพื่อกระจายความเสี่ยงพร้อมหารายได้ใหม่ไปในตัว
เมื่อต้นทุนกลายเป็นความท้าทายที่ไม่หายไปง่าย ๆ สิ่งที่แยกธุรกิจที่อยู่รอดจากธุรกิจที่ไม่รอด อาจไม่ใช่ใครมีต้นทุนต่ำกว่า แต่เป็นใครปรับตัวเร็วกว่าต่างหาก

*หมายเหตุ ข้อมูลอ้างอิงจากผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2026 ฉบับครึ่งปีแรก ประเทศไทย โดยธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon