
คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน คืออะไร? คิดยังไงให้ถูกต้อง?
ฮิวแมนซอฟท์ x ลงทุนแมน
การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร?
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่นายจ้างหักจากเงินได้ของพนักงานในแต่ละรอบการจ่ายเงินเดือน แล้วนำส่งกรมสรรพากรล่วงหน้า เป็นเหมือนการทยอยชำระภาษีตลอดทั้งปี แทนที่จะรอจ่ายครั้งเดียวเมื่อถึงช่วงยื่นแบบภาษี
รู้หรือไม่? ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ได้คิดจาดเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้คำนวณจากเงินเดือนเเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) มารวมกันทั้งหมด เช่น
• เงินเดือน
• โบนัส
• ค่าล่วงเวลา (OT)
• ค่าจ้าง
• เบี้ยเลี้ยง
• ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ต้องเสียภาษี
• โบนัส
• ค่าล่วงเวลา (OT)
• ค่าจ้าง
• เบี้ยเลี้ยง
• ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ต้องเสียภาษี
เมื่อรวมรายได้ทั้งหมดแล้ว จึงนำมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ ก่อนคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า ซึ่งหมายความว่า หากระหว่างปีพนักงานได้รับโบนัสหรือมีรายได้เพิ่ม ภาษีที่ต้องหักในเดือนนั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
วิธีคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้พนักงาน
การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงาน เป็นการประมาณการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่พนักงานต้องชำระตลอดทั้งปี แล้วเฉลี่ยเป็นยอดภาษีที่หักจากเงินเดือนในแต่ละเดือน โดยมีขั้นตอนดังนี้
• ขั้นตอนที่ 1 : รวมรายได้ทั้งปี นำรายได้ที่พนักงานได้รับตลอดทั้งปีมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชัน ค่าล่วงเวลา (OT) และรายได้อื่น ๆ ที่ต้องเสียภาษี เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณ
• ขั้นตอนที่ 2 : หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน นำรายได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จากนั้นหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
• ขั้นตอนที่ 3 : คำนวณเงินได้สุทธิ เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ เงินได้สุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษี โดยมีสูตรคำนวณ คือ “เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน”
• ขั้นตอนที่ 4 : คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า นำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได โดยคิดภาษีเฉพาะส่วนของรายได้ที่อยู่ในแต่ละขั้นอัตราภาษี
• ขั้นตอนที่ 5 : หาภาษีที่ต้องชำระทั้งปี รวมภาษีจากทุกช่วงอัตราภาษีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ยอดภาษีที่พนักงานต้องชำระตลอดทั้งปี เช่น พนักงานมี เงินได้สุทธิ 549,500 บาท จะคำนวณภาษีแบบอัตราก้าวหน้า โดยคิดภาษีเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วง ไม่ได้นำเงินได้ทั้งหมดไปคูณ 15% ดังนี้
• ขั้นตอนที่ 2 : หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน นำรายได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จากนั้นหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
• ขั้นตอนที่ 3 : คำนวณเงินได้สุทธิ เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ เงินได้สุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษี โดยมีสูตรคำนวณ คือ “เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน”
• ขั้นตอนที่ 4 : คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า นำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได โดยคิดภาษีเฉพาะส่วนของรายได้ที่อยู่ในแต่ละขั้นอัตราภาษี
• ขั้นตอนที่ 5 : หาภาษีที่ต้องชำระทั้งปี รวมภาษีจากทุกช่วงอัตราภาษีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ยอดภาษีที่พนักงานต้องชำระตลอดทั้งปี เช่น พนักงานมี เงินได้สุทธิ 549,500 บาท จะคำนวณภาษีแบบอัตราก้าวหน้า โดยคิดภาษีเฉพาะเงินได้ในแต่ละช่วง ไม่ได้นำเงินได้ทั้งหมดไปคูณ 15% ดังนี้
-ภาษีสะสมของเงินได้ 500,000 บาทแรก = 27,500 บาท
-เงินได้ส่วนที่เกิน 500,000 บาท คือ 49,500 บาท
-คำนวณภาษีส่วนนี้ 49,500 × 15% = 7,425 บาท
-ภาษีที่ต้องชำระทั้งปี = 27,500 + 7,425 = 34,925 บาท
-เงินได้ส่วนที่เกิน 500,000 บาท คือ 49,500 บาท
-คำนวณภาษีส่วนนี้ 49,500 × 15% = 7,425 บาท
-ภาษีที่ต้องชำระทั้งปี = 27,500 + 7,425 = 34,925 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ >>> การคำนวณภาษีขั้นบันไดมีวิธีคิดยังไง? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ
• ขั้นตอนที่ 6 : เฉลี่ยเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายรายเดือน นำภาษีทั้งปีหารด้วยจำนวนเดือนที่ต้องหักภาษี โดยทั่วไปคือ 12 เดือน หรือจำนวนเดือนที่พนักงานทำงานจริงในปีนั้น เพื่อคำนวณยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือน โดยมีสูตรคำนวณ คือ “ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน = ภาษีทั้งปี ÷ จำนวนเดือนที่ต้องหักภาษี”
การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างถูกต้องมีความสำคัญยังไง?
• ลดปัญหาพนักงานเสียภาษีไม่ตรงกับความเป็นจริง หากหักภาษีมากเกินไป พนักงานอาจต้องรอขอคืนภาษีเมื่อยื่นแบบประจำปี แต่หากหักน้อยเกินไป ก็อาจต้องชำระภาษีเพิ่มในภายหลัง
• ลดความผิดพลาดในการทำเงินเดือน ช่วยให้ข้อมูลเงินเดือนมีความแม่นยำ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่ต้องกลับมาแก้ไขภายหลัง
• ลดภาระงานของฝ่าย HR เมื่อคำนวณได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็ช่วยลดการแก้ไขข้อมูล การยื่นเอกสารเพิ่มเติม หรือการปรับปรุงรายการภาษีย้อนหลัง
• สร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน พนักงานสามารถมั่นใจได้ว่าภาษีที่ถูกหักในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และสิทธิค่าลดหย่อนของตนเอง
• ลดความผิดพลาดในการทำเงินเดือน ช่วยให้ข้อมูลเงินเดือนมีความแม่นยำ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่ต้องกลับมาแก้ไขภายหลัง
• ลดภาระงานของฝ่าย HR เมื่อคำนวณได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็ช่วยลดการแก้ไขข้อมูล การยื่นเอกสารเพิ่มเติม หรือการปรับปรุงรายการภาษีย้อนหลัง
• สร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน พนักงานสามารถมั่นใจได้ว่าภาษีที่ถูกหักในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และสิทธิค่าลดหย่อนของตนเอง
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ >>> คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน คิดยังไงให้ไม่พลาด
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ถาม : โบนัสต้องนำมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่?
ตอบ : ต้องนำมาคำนวณทุกครั้ง เพราะโบนัสถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี โดยวิธีการคำนวณอาจแตกต่างจากการคำนวณเงินเดือนปกติ ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรและแนวทางที่นายจ้างเลือกใช้ค่ะ
ถาม : โบนัสต้องนำมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่?
ตอบ : ต้องนำมาคำนวณทุกครั้ง เพราะโบนัสถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี โดยวิธีการคำนวณอาจแตกต่างจากการคำนวณเงินเดือนปกติ ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรและแนวทางที่นายจ้างเลือกใช้ค่ะ
ถาม : หากพนักงานลาออกก่อนสิ้นปี ต้องคำนวณภาษีใหม่หรือไม่?
ตอบ : โดยทั่วไป นายจ้างจะคำนวณภาษีจากรายได้ที่พนักงานได้รับจริงจนถึงวันที่ลาออก และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้พนักงานนำไปยื่นภาษีประจำปี
ตอบ : โดยทั่วไป นายจ้างจะคำนวณภาษีจากรายได้ที่พนักงานได้รับจริงจนถึงวันที่ลาออก และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้พนักงานนำไปยื่นภาษีประจำปี