ลงทุนแค่ S&P 500 กำลังทำให้เราตกรถอะไรบ้าง ?

ลงทุนแค่ S&P 500 กำลังทำให้เราตกรถอะไรบ้าง ?

ลงทุนแค่ S&P 500 กำลังทำให้เราตกรถอะไรบ้าง ? /โดย ลงทุนแมน
“ถ้าคิดอะไรไม่ออก ให้ซื้อ S&P 500 ทิ้งไว้” นี่คือประโยคที่เราได้ยินกันบ่อยมากที่สุดในช่วงเวลานี้
ซึ่งมันก็ดูเป็นคำแนะนำที่น่าสนใจ เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ที่รวมบริษัทสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด 500 แห่ง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 15% ต่อปี
โดยหากใส่เงินลงทุนตั้งแต่ตอนนั้น 100,000 บาท ปัจจุบันเงินก้อนนี้จะกลายเป็น 404,555 บาท โดยที่ไม่ต้องเติมเงินไปเพิ่มเลย
แต่รู้หรือไม่ว่า การลงทุนเฉพาะ S&P 500 อาจทำให้พลาดโอกาสบางอย่าง รวมถึงมีความเสี่ยงด้วย
ทำไมการลงทุนแค่ S&P 500 อาจไม่เพียงพอ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ที่ผ่านมาการลงทุนใน S&P 500 ให้ผลตอบแทนที่ดีนั้น มาจากสินค้าและบริการของบริษัทสหรัฐฯ ที่สามารถเติบโตได้ในระดับโลก จนใคร ๆ ก็ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น
- Apple เจ้าของ iPhone สมาร์ตโฟนที่คนทั่วโลกนิยมเป็นอันดับต้น ๆ
- Alphabet เจ้าของ Google ที่ทุกคนใช้เซิร์ชหาข้อมูลต่าง ๆ หรือ YouTube ที่หลายคนดูตอนกินข้าว
- Meta Platforms เจ้าของ Facebook และ Instagram โซเชียลมีเดียที่ต้องมีติดโทรศัพท์มือถือ
และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่พูดแค่ชื่อบริษัทก็รู้เลยว่า เราล้วนเคยเป็นลูกค้า เช่น Microsoft, Visa, Johnson & Johnson, Coca-Cola, Procter & Gamble, Netflix, Dell, McDonald's หรือ Booking Holdings ก็ตาม
แต่การลงทุนใน S&P 500 อย่างเดียว เหมือนกับการเดิมพันว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ชนะต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต
ดังนั้นหากวันใดวันหนึ่งบริษัทสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นผู้ชนะแล้ว หรือไม่สามารถเติบโตได้เหมือนเดิม ผลตอบแทนในอนาคตก็อาจจะไม่ได้สดใสเหมือนที่แล้วมา
ซึ่งช่วงที่ผ่านมา เราก็เห็นแล้วว่า ไม่ได้มีแค่บริษัทสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ชนะ หรือมีความสำคัญต่อโลกเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทสัญชาติอื่น ที่เข้ามามีบทบาทแล้วด้วย โดยเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมชิปและ AI
ตั้งแต่ TSMC บริษัทสัญชาติไต้หวัน ที่เป็นโรงงานผลิตชิปของโลก ที่ต่อให้มีผู้ออกแบบชิปเก่งแค่ไหน หากขาดโรงงานที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต ชิปต่าง ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย
หรือ ASML บริษัทสัญชาติดัตช์ ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่อุตสาหกรรมชิปขาดไม่ได้ ด้วยความเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปอีกที
ล่าสุด AI กำลังมีคอขวดอยู่ที่ชิปหน่วยความจำ ก็ทำให้ SK Hynix บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ 1 ใน 3 ผู้นำในชิปนี้ เข้ามามีบทบาทในระดับโลกมากยิ่งขึ้น จนบริษัทมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 16 ของโลก แซง AMD
จากเรื่องเดียวกันนี้เองก็ทำให้หุ้นของบริษัทหนึ่งเติบโต 29,000% หรือ 29 เท่า จนกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอย่าง KIOXIA Holdings ผู้พัฒนาชิปหน่วยความจำ
ไม่นับว่า ยังมีบริษัทชิปอื่น ๆ ที่ไม่ใช่บริษัทสหรัฐฯ แต่กำลังเติบโตได้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่ Arm Holdings บริษัทสัญชาติอังกฤษ, Tokyo Electron บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น, MediaTek บริษัทสัญชาติไต้หวัน, Infineon Technologies บริษัทสัญชาติเยอรมัน, SMIC บริษัทสัญชาติจีน, STMicroelectronics บริษัทสัญชาติฝรั่งเศส-อิตาลี และอื่น ๆ อีกมากมาย
โดยใน 1 ปีที่ผ่านมา แต่ละบริษัทที่เล่ามาล้วนให้ผลตอบแทนที่นับว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับบริษัทในดัชนี S&P 500 เช่น TSMC +90%, ASML +125%, SK Hynix +634%, Arm Holdings +120% และ Tokyo Electron +172%
ซึ่งนอกจากชิปแล้ว บริษัทสัญชาติอื่นก็เข้ามามีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น
- ธุรกิจยา มี Roche และ Novartis บริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึง AstraZeneca บริษัทจากสหราชอาณาจักร
- ธุรกิจยานยนต์ มี Toyota บริษัทญี่ปุ่น และ BYD บริษัทจีน
- สถาบันการเงิน มี HSBC บริษัทอังกฤษ และ Santander บริษัทสเปน
จากเรื่องนี้ ก็น่าจะทำให้เห็นแล้วว่า ถึงแม้ S&P 500 จะยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่ก็ทำให้เราอาจพลาดโอกาสในการลงทุนดี ๆ หลายตัวเช่นกัน
แล้วถ้าเราอยากลงทุนทั้งหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกควรทำอย่างไร ?
หลายคนที่ลงทุนอยู่ คงตอบว่าให้ลงในกองทุนหุ้นโลกอย่าง ACWI หรือ VT เพราะมันกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลกให้แล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์
แต่หากเราลองแกะไส้ในพอร์ตต่อ จะพบว่า ทั้ง 2 กองทุนหุ้นโลกนี้ มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ สูงกว่า 60% เลยทีเดียว
นั่นหมายความว่า ผลตอบแทนจะยังคงล้อตามหุ้นสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่
ดังนั้นทางเลือกแรกจึงไม่เหมาะกับคนที่ต้องการกระจายการลงทุนทั่วโลกแบบมีหุ้นสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนใหญ่
นั่นจึงนำไปสู่ทางเลือกที่ 2 นั่นคือ การลงทุนใน S&P 500 และลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั่วโลกยกเว้นสหรัฐฯ อย่าง TLWORLDXUS-X ที่ลงทุนใน VXUS
โดย VXUS คือ ETF ที่กระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก ประมาณ 8,700 หุ้น ซึ่งมาจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, เกาหลีใต้, จีน, ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมนี และอื่น ๆ ยกเว้นสหรัฐฯ
ซึ่งถ้าถามว่าทางเลือกที่ 2 ดีอย่างไร ก็ต้องบอกว่าดีตรงที่เราเลือกสัดส่วนการกระจายการลงทุนได้เลย เช่น
ถ้าต้องการพอร์ตที่มีหุ้นสหรัฐฯ 50% ต่อหุ้นประเทศอื่น ๆ 50% ก็เพียงกระจายเงินไปลงกองทุน S&P 500 50% และ TLWORLDXUS-X 50%
หรือถ้าต้องการพอร์ตที่มีหุ้นสหรัฐฯ 30% ต่อหุ้นประเทศอื่น ๆ 70% ก็เพียงกระจายเงินไปลงกองทุน S&P 500 30% และ TLWORLDXUS-X 70%
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการลงทุนควบคู่ S&P 500 กับกองทุนหุ้นทั่วโลกยกเว้นสหรัฐฯ ถึงมีความยืดหยุ่นและน่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการกระจายการลงทุนทั่วโลกอย่างจริงจัง
แล้วทำไมต้องเป็น TLWORLDXUS-X ?
เพราะว่า TLWORLDXUS-X คือกองทุนไทยกองแรกที่ลงทุนใน VXUS รวมถึงได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain ตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย และไม่มีประเด็นภาษีมรดกสหรัฐฯ อีกด้วยนั่นเอง
ผู้ที่สนใจสามารถซื้อ TLWORLDXUS-X ได้เลยที่ WealthX หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID : @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และกองทุน RMF สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่ใช้บังคับ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการปฏิบัติทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของผู้ลงทุนแต่ละราย ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 13 ก.ค. 2569

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon