อัจฉริยะอายุ 24 ปั้นกองทุน AI มูลค่า 6 แสนล้าน แต่ล่าสุดกำลังเจอวิกฤติ จนต้องขายล้างพอร์ตหุ้น

อัจฉริยะอายุ 24 ปั้นกองทุน AI มูลค่า 6 แสนล้าน แต่ล่าสุดกำลังเจอวิกฤติ จนต้องขายล้างพอร์ตหุ้น

ผู้จัดการกองทุน AI คนหนึ่ง สามารถปั้นพอร์ตจากมูลค่าเริ่มต้น 7,500 ล้านบาท กลายเป็นมากกว่า 180,000 ล้านบาท เพียงระยะเวลา 1 ปี
และต่อมา ก็กลายเป็นมูลค่า 670,000 ล้านบาท ภายในเวลาไม่นาน
ฟังดูก็ว่าสุดยอดแล้ว แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ ผู้จัดการกองทุนคนนี้ เคยถูกไล่ออกจาก OpenAI และปัจจุบันมีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้นเอง
ชายคนนี้มีชื่อว่า Leopold Aschenbrenner
แต่เรื่องราวเทพนิยายของเขา ไม่ได้จบลงเพียงแค่ความอภินิหารในการทำกำไร เพราะรายงานข่าวล่าสุด กองทุนของเขากำลังเผชิญกับ วิกฤติสภาพคล่องอย่างรุนแรง จากการปรับฐานอย่างหนักของหุ้นกลุ่ม AI
จนถูกเรียกเติมหลักประกัน (Margin Call) และถูกบีบให้ต้องขายล้างพอร์ตหุ้นมหาชนทั้งหมด..
เรื่องราวของชายคนนี้น่าสนใจอย่างไร ?
จากดาวรุ่งพุ่งแรง สู่การเผชิญวิกฤติสภาพคล่องครั้งใหญ่ เกิดอะไรขึ้นกับกลยุทธ์การลงทุนของเขา ?
แล้วเราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ได้บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คุณ Leopold Aschenbrenner เป็นนักลงทุนชาวเยอรมัน เกิดเมื่อปี 2002 ปัจจุบันมีอายุประมาณ 24 ปี
เรียกได้ว่า เขาได้ฉายแววความเก่งมาตั้งแต่เด็ก โดยเรียนจบสาขาเศรษฐศาสตร์และสถิติ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้เกรดสูงสุดของรุ่น
ด้วยความที่คุณ Aschenbrenner เชื่อในแนวคิดการใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติให้มากที่สุด จึงมีความสนใจทำงานในวงการเทคโนโลยีเป็นพิเศษ
เขาเริ่มงานที่แรกกับกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีของ FTX กระดานซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีชื่อดังในอดีต และอยู่จนกระทั่งบริษัทล้มละลาย
ต่อมา คุณ Aschenbrenner ได้เข้าร่วมทีม Superalignment ของ OpenAI ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการควบคุม AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์
แต่เขาก็ถูกไล่ออกในปี 2024 หลังขัดแย้งกับคนในองค์กร เกี่ยวกับเรื่องการเผยแพร่เอกสารข้อมูลวิจัยให้คนภายนอกทราบ
อย่างไรก็ตาม คุณ Aschenbrenner ยังไม่ยอมแพ้ และหันมาเดินบนเส้นทางใหม่ที่ตัวเองเชื่อมั่น
เพราะหลังจากนั้น เขาได้เขียนบทความยาว 165 หน้า ชื่อว่า “Situational Awareness: The Decade Ahead”
ซึ่งเนื้อหามีการคาดการณ์ถึงเทคโนโลยี AGI (Artificial General Intelligence) ที่จะถูกพัฒนาให้สามารถทำงานได้เทียบเท่ามนุษย์ ภายในช่วงทศวรรษนี้ ส่งผลให้โลกจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อเพิ่มกำลังการประมวลผลอีกจำนวนมหาศาล
บทความนี้ถูกพูดถึงกันอย่างมาก ทำให้คุณ Aschenbrenner เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการ AI
ในเดือนกันยายน ปี 2024 เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งกองทุนชื่อว่า Situational Awareness LP ตามชื่อบทความ เพื่อลงทุนกับอนาคตของ AI ตามแนวทางดังกล่าว
โดยมีบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมลงทุนด้วย เช่น
คุณ Patrick Collison และ John Collison ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ Stripe
คุณ Nat Friedman อดีตซีอีโอของ GitHub

โดยกองทุนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการเริ่มต้น อยู่ที่ประมาณ 7,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนของคุณ Aschenbrenner จะไม่ได้ซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยี AI ยักษ์ใหญ่ ที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง Nvidia, Google หรือ Microsoft
แต่จะเดิมพันไปกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI สามารถทำงานได้ดี
มาลองดูตัวอย่างบริษัทที่กองทุน Situational Awareness เข้าไปลงทุน
กลุ่มแรก คือ บริษัทผลิตไฟฟ้าและพลังงาน
ตัวอย่างเช่น บริษัท Bloom Energy ผู้เชี่ยวชาญการจ่ายไฟฟ้าให้ดาตาเซนเตอร์ เนื่องจากดาตาเซนเตอร์ ต้องใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าในปริมาณมหาศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลุ่มที่สอง คือ บริษัทชิปและการประมวลผล
ตัวอย่างเช่น บริษัท CoreWeave ผู้ให้บริการคลาวด์ GPU, บริษัท Nebius, บริษัทผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง SanDisk, Micron และผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง SK Hynix
อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ คือ บริษัทเหมืองขุด Bitcoin ตัวอย่างเช่น บริษัท Core Scientific หรือบริษัท Bitdeer และ HIVE Digital โดยเขาวิเคราะห์ว่าเหมืองเหล่านี้ มีทรัพยากรพร้อมที่จะเปลี่ยนจากการขุด Bitcoin ไปเป็นการประมวลผลสำหรับ AI แทน ซึ่งน่าจะมีมูลค่าทางธุรกิจสูงกว่าในขณะนี้
นอกจากนั้น เขายังมีการเดิมพันอีกด้านหนึ่งด้วย โดยถือ Put Options (เดิมพันว่าราคาหุ้นจะลง) ในกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ เช่น Adobe หรือ Infosys เพราะมองว่า AI อาจเข้ามาแย่งงานรับจ้างเขียนซอฟต์แวร์
ซึ่งหลังจากก่อตั้งกองทุนมาได้ระยะหนึ่ง กองทุน Situational Awareness ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด ทำผลตอบแทนพุ่งสูงถึงประมาณ 439% จนดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการทะลุ 180,000 ล้านบาท และพุ่งขึ้นไปสูงถึงระดับประมาณ 670,000 ล้านบาท ในช่วงกลางปี 2026
แต่แล้ว.. จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2026
เมื่อตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง
หุ้นในพอร์ตฝั่ง Long ของเขา เช่น Nebius, SanDisk, Micron, CoreWeave และ SK Hynix ดิ่งลงอย่างรุนแรงมากกว่า 35% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ในขณะเดียวกัน การเดิมพันฝั่ง Short ในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ก็ไม่ได้เป็นไปตามคาด ราคาหุ้นมีการผันผวนสวนทาง
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กองทุนของคุณ Aschenbrenner ได้ใช้เลเวอเรจ (Leverage) หรือการกู้ยืมเงินผ่าน Prime Brokers ในสัดส่วนที่สูงมากเพื่อขยายผลตอบแทน
เมื่อราคาหุ้นดิ่งลง ผลขาดทุนจึงทวีคูณอย่างรวดเร็ว จนสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ เช่น Goldman Sachs, JPMorgan Chase และ Bank of America ต้องออกคำสั่งเรียกวางหลักประกันเพิ่ม (Margin Call)
เพื่อรักษาสภาพคล่อง กองทุน Situational Awareness จึงต้องเร่งเจรจาขอระดมทุนด่วน และในที่สุดก็ต้องตัดสินใจ ขายล้างพอร์ตหุ้นมหาชนทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว 530,000 ล้านบาท ให้กับกองทุน Citadel ของ Ken Griffin ในลักษณะ Block Trade เพื่อนำเงินมาชำระหนี้และเติมหลักประกัน
อย่างไรก็ตาม กองทุนยังคงพยายามรักษาพอร์ตสินทรัพย์นอกตลาด (Private Equity) เอาไว้ โดยเฉพาะหุ้นในบริษัทสตาร์ตอัป AI ชื่อดังอย่าง Anthropic ซึ่งมีมูลค่าประเมินสูงถึง 170,000 ล้านบาท เพื่อพยายามประคองกองทุนให้ดำเนินกิจการต่อไปได้
บทเรียนจากเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่า
แม้วิสัยทัศน์ที่มองว่า คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเติบโตของ AI คือคนขายพลั่วขุดทอง อย่างธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ชิป และดาตาเซนเตอร์ จะเป็นแนวคิดที่ถูกต้องในเชิงเทรนด์ยาว
แต่ในโลกแห่งการลงทุน วิสัยทัศน์อย่างเดียวไม่พอ หากปราศจากการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ
การทุ่มกระจุกตัวในบางสินทรัพย์ โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เสี่ยงมาก ผนวกกับการใช้เลเวอเรจระดับสูง
ในตลาดยุค AI ที่มีความผันผวนสูงลิบ สามารถเปลี่ยนผลตอบแทนระดับ 400% ให้กลายเป็นวิกฤติสภาพคล่องจนต้องขายล้างพอร์ต ได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์..
ดังนั้นหากเปรียบ AI เหมือนทองคำ ในโลกยุคใหม่
ผู้ชนะที่แท้จริงในยามตื่นทอง อาจไม่ใช่แค่คนที่ขายพลั่ว เท่านั้น
แต่คือคนที่ บริหารความเสี่ยงและสามารถรอดชีวิต อยู่ในตลาดได้ในวันที่ลมพัดเปลี่ยนทิศ
เพราะบทพิสูจน์ที่แท้จริงของนักลงทุน ไม่ใช่แค่การสร้างกำไรมหาศาลในช่วงที่ตลาดเป็นใจ แต่คือการปกป้องพอร์ตการลงทุนในวันที่ผันผวนที่สุด
และเวลาคงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณ Leopold Aschenbrenner จะสามารถนำพา Situational Awareness ก้าวผ่านบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ แล้วกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งหรือไม่..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon