ก้าวต่อไป SCBX ในมือ ดร.อารักษ์ ว่าที่ CEO คนใหม่ กับภารกิจพาองค์กร “ยานแม่” สู่องค์กร AI-First ระดับภูมิภาค

ก้าวต่อไป SCBX ในมือ ดร.อารักษ์ ว่าที่ CEO คนใหม่ กับภารกิจพาองค์กร “ยานแม่” สู่องค์กร AI-First ระดับภูมิภาค

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x SCBX
ถ้า SCBX คือครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง
ธนาคารไทยพาณิชย์ คงเป็นพี่คนโต เป็นเสาหลัก และสนับสนุนน้อง ๆ
MONIX คือน้องไฟแรง ที่พร้อมลุยทุกสนามใหม่
CardX คือคนที่เล่นใหญ่ แต่กำลังกลับมาแข็งแรง
ส่วน InnovestX คือลูกที่เก่งแต่ขี้อาย ทำผลงานดีแบบไม่ค่อยป่าวประกาศ
และตอนนี้ ครอบครัวนี้กำลังจะมีพ่อบ้านคนใหม่..
ลงทุนแมน มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ว่าที่ CEO คนใหม่ของ SCBX ในรายการ THE BRIEFCASE ตอนล่าสุด
ครอบคลุมตั้งแต่การทรานส์ฟอร์มองค์กรใหญ่ด้วย AI
อนาคตของ Virtual Bank ไปจนถึงเรื่องที่นักลงทุนสนใจมากที่สุดอย่างนโยบายปันผลของ SCBX ในยุคที่เขาจะเข้ามารับไม้ต่อ
ดร.อารักษ์ จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันที่ 1 มกราคม 2570 นับตั้งแต่ร่วมงานกับกลุ่มไทยพาณิชย์จนมาถึงกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ รวมระยะเวลากว่า 16 ปี และปีหน้าจะเป็นปีที่ไทยพาณิชย์ครบรอบ 120 ปีพอดี
แล้วภายใต้การนำของเขา SCBX จะเดินหน้าต่ออย่างไร ?
อะไรจะทำให้ยานแม่ลำนี้ เดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
สิ่งแรกที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ดร.อารักษ์ คือเขาไม่ได้มาจากสายการเงินโดยตรง เขาเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า มาตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก
วันแรกที่เข้ามาสมัครงานที่ไทยพาณิชย์ ดร.อารักษ์ ยังจำได้ว่าหลังสัมภาษณ์จบ เขาถามคุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ หรือคุณ KC อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ตรง ๆ ว่า “ทราบใช่ไหมครับว่า ผมไม่เคยทำธุรกิจธนาคารมาเลย”
ซึ่งคุณ KC ตอบกลับมาว่า “ฉันดูเรซูเมแล้วไม่ต้องบอก แต่คิดว่าน่าจะทำได้”
ความมั่นใจที่ได้รับในวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทาง 16 ปี ในกลุ่มไทยพาณิชย์ที่ปัจจุบันคือกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เริ่มจากการเข้ามาช่วยงานฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์ในทีม Wholesale Banking ที่ตอนนั้นคุณอาทิตย์ นันทวิทยา ดูแลอยู่
ก่อนจะหมุนเวียนเรียนรู้ธุรกิจสินเชื่อขนาดใหญ่ สั่งสมประสบการณ์และวิทยายุทธ มาตลอดหลายปี
ดร.อารักษ์ มองว่าพื้นฐานวิศวกรกลับเข้ากันได้ดีกับธุรกิจธนาคาร เพราะธนาคารเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ ตัวเลข และการวิเคราะห์ความเสี่ยง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่วิศวกรคุ้นเคยอยู่แล้ว
และตอนนี้เขากำลังจะรับไม้ต่อจากคุณอาทิตย์ นันทวิทยา ผู้ที่เป็นตำนานของวงการธนาคาร ทั้งเรื่องการยกเลิกค่าธรรมเนียม และการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่
โดย ดร.อารักษ์ ยอมรับว่า ความกดดันมีอยู่แน่นอน แต่ก็มาพร้อมความรู้สึกเป็นเกียรติ เพราะสิ่งที่รับไม้ต่อ ไม่ใช่แค่องค์กร แต่เป็นสถาบันที่อยู่คู่ประเทศไทยมายาวนาน
สำหรับ 90 วันแรกหลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2570 ที่กำลังจะมาถึง ดร.อารักษ์ วางแผนไว้ 3 เรื่องหลักที่ต้องดำเนินการ คือ
1) Communicate สื่อสารวิสัยทัศน์และทิศทางขององค์กรในบทต่อไป
2) Connect เชื่อมกับผู้บริหารและทีมงาน เพื่อรับฟังในบทบาทที่เปลี่ยนไป
3) Kick-off เริ่มขับเคลื่อนแผนระยะยาวที่วางไว้ให้เกิดขึ้นจริง
จุดที่ ดร.อารักษ์ ให้ความสำคัญในระดับรากฐาน คือทิศทางการเป็น “AI-First Organization” ของ SCBX ซึ่งสานต่อจากคุณอาทิตย์ ที่เป็นคนปักธงไว้ตั้งแต่ต้น
เพื่อส่งสัญญาณว่า องค์กรกำลังเปลี่ยนจากการเป็นธนาคาร ไปสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจการเงิน ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การให้บริการลูกค้า การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ การลดต้นทุน ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง
การเดินทางสายนี้ เริ่มมาราว 2 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่ ChatGPT เปิดตัว และโลกได้รู้จักกับ Generative AI เป็นครั้งแรก
SCBX ก็ประกาศทิศทาง “AI-First" แทบจะทันที และให้ทุกทีมทดลองว่า AI ทำอะไรได้บ้าง
จนถึงปีที่แล้ว พนักงานเกือบทั้งหมดในกลุ่ม ราว 30,000 คน ผ่านการเรียนรู้พื้นฐานเรื่อง Generative AI ไปแล้ว
แต่สิ่งที่ค้นพบระหว่างทาง คือการทดลองแบบไซโลเล็ก ๆ ในแต่ละทีม
แม้จะทำได้เร็ว แต่ไม่สามารถสเกลขึ้นเป็นระดับ Enterprise Grade ได้ เพราะธุรกิจธนาคาร ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เป็นอันดับต้น ๆ
ดร.อารักษ์ จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากการทำจุดเล็ก ๆ กระจัดกระจาย มาเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานให้ทั้งกลุ่มพร้อมกัน ด้วยการสร้างขีดความสามารถส่วนกลาง แล้วค่อยต่อยอดเป็น Use Case ต่าง ๆ ทีหลัง เพื่อให้สามารถสเกลที่อื่น ๆ ขององค์กรได้
ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงที่ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมขยายสู่การใช้งานในระดับองค์กร โดยต้องเชื่อมกับการสร้างมูลค่าจริง ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลง หรือความเสี่ยงที่ลดลง
ตัวอย่างที่จับต้องได้คือ กระบวนการทำงานที่เคยมี 10 ขั้นตอน วันนี้ AI ช่วยให้เหลือเพียง 5 ขั้นตอนก็เพียงพอ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ความเร็วที่มากขึ้น ต้นทุนที่ถูกลง ความแม่นยำที่สูงขึ้น และเพิ่ม Productivity ของพนักงานหน้างานให้ดีขึ้น
ทีนี้ เมื่อพูดถึงตัวเลข Cost to Income Ratio หรืออัตราส่วนที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน
โดยเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานกับรายได้รวม
ยิ่งอัตราส่วนนี้มีค่าต่ำเท่าไร ยิ่งแปลว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไร และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีเท่านั้น
หรือก็คือ เป็นตัวชี้วัดว่า ธนาคารสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดไหน
ดร.อารักษ์ ระบุว่ากลุ่ม SCBX มีอัตราส่วนนี้ต่ำที่สุดในกลุ่มการเงินไทยมาสักพักแล้ว ปัจจุบันไทยพาณิชย์อยู่ที่ราว 37-38% ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ทั่วไปอยู่ที่ 41-42% ส่วนกลุ่ม SCBX เมื่อรวมทุกบริษัทจะอยู่ที่ราว 41%
แต่สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่การพัฒนาต่อเนื่องแบบเดิม
แต่จะเป็นการ Leapfrog หรือการก้าวกระโดด จากเดิมที่ลดต้นทุนผ่านการลดจำนวนสาขาและตู้ ATM มาเป็นการใช้เทคโนโลยีพัฒนากระบวนการทำงานภายในทั้งหมด
ในแง่งบลงทุน แต่ละปี SCBX ใช้เงินลงทุนด้านเทคโนโลยีคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากค่าใช้จ่ายรวมของกลุ่มปีละราว 70,000 กว่าล้านบาท
ซึ่งเท่ากับว่า ลงทุนด้านเทคโนโลยีปีละกว่า 10,000 ล้านบาท
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์นี้ไม่ต่างจากคู่แข่งมากนัก แต่สิ่งที่ต่างคือทิศทางการใช้เงิน ที่ SCBX ให้น้ำหนักกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการต่อยอดนวัตกรรมเป็นหลัก
ดร.อารักษ์ ยังยกตัวอย่างพร้อมเพย์ให้ฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกธุรกรรมที่ลูกค้าใช้ผ่านพร้อมเพย์นั้น แท้จริงแล้วธนาคารขาดทุนทุกครั้ง เพราะต้องแบกรับต้นทุนค่าระบบ
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ความปลอดภัยที่สูงขึ้น การลดการทุจริต และการลดต้นทุนแฝงจากเงินสด และสาขาในระยะยาว เป็นการยอมขาดทุนจุดเล็ก เพื่อแลกกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของทั้งอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี วันนี้การทำธุรกิจธนาคารยังเป็น Bank Centric อยู่ คือต้องเข้าแอป กดปุ่ม 1 2 3 4 5 ตามระบบของธนาคาร
แต่ในอนาคต อาจจะเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์ ด้วยการเอาเทคโนโลยีมาใช้ ที่ลูกค้าแค่พูดโอนเงิน หรือพิมพ์โอนเงิน ธุรกรรมก็เกิดขึ้นได้เลย
ซึ่งจะทำให้การเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือลดต้นทุนเกิดขึ้นได้อีกรอบนึง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มุมมองต่อ Virtual Bank ซึ่ง SCBX เองก็มีบทบาทอยู่ผ่าน BankX
ดร.อารักษ์ มองว่า Virtual Bank เกิดมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ธนาคารพาณิชย์แบบเดิมเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่เข้าใจพฤติกรรม หรือมีเทคโนโลยีไม่พอในการประเมินความเสี่ยง ทำให้คนกลุ่มนี้หลุดไปอยู่ในระบบหนี้นอกระบบแทน
ซึ่งทั้งสองรูปแบบก็มีจุดเด่นแตกต่างกัน อย่างธนาคารพาณิชย์ มีสเกล แต่ไม่มีสปีด
ขณะที่ Virtual Bank มีสปีด แต่ยังไม่มีสเกล
ทุกคนต้องการทั้งสองอย่างพร้อมกัน
วันนี้ธนาคารพาณิชย์ เร่งพัฒนา AI เพื่อสร้างสปีดที่ขาดหายไป
ส่วน Virtual Bank ที่เพิ่งเริ่มต้นจากศูนย์ ก็ต้องหาทางสร้างฐานลูกค้า ให้ถึงระดับล้านคนให้ได้
ดร.อารักษ์ ประเมินว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สองกลุ่มนี้จะยังเติมเต็มกันมากกว่าแข่งขันกันโดยตรง อาจต้องรอถึง 10 ปี ถึงจะเริ่มเห็นการทับซ้อนของกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน
แต่ ดร.อารักษ์ ก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะยอมรับว่า หลายประเทศที่เปิด Virtual Bank ไปแล้วก็มีที่ไม่ประสบความสำเร็จ มีต้นทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
ดังนั้น คำถามสำคัญที่สุดสำหรับผู้เล่นทุกรายคือ ต้องตอบให้ได้ว่า ลูกค้าจะมาใช้บริการเพราะอะไร ธนาคารนี้จะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตลูกค้าอย่างไร ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น โอกาสรอดก็ต่ำมาก
ในแง่ความเสี่ยง ดร.อารักษ์ ยอมรับตรง ๆ ว่านี่คือเหตุผลที่การสเกล AI ในธุรกิจการเงิน ทำได้ยากกว่าธุรกิจอื่น เพราะการใช้ AI บางครั้งให้คำตอบที่อธิบายไม่ได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ซึ่งในธุรกิจการเงิน คำว่า “AI เป็นคนตัดสินใจ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออธิบายได้ เพราะผู้ให้บริการที่ถือใบอนุญาต ต้องรับผิดชอบทุกการตัดสินใจ
เขาย้ำว่าเรื่อง Trust คือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะถ้าลูกค้าขาดความเชื่อมั่น ธนาคารจะอยู่ไม่ได้ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดสถานการณ์แบงก์รันได้ทันที นี่คือเหตุผลที่ SCBX ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสร้าง Governance และ Audit Trail ให้ทุกระบบและธุรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร และสอดคล้อง Compliance อย่างรัดกุม
ดร.อารักษ์ สรุปสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า ในทางการเงิน ถ้า 0 คือ 0 ถ้า 1 คือ 1 ไม่มีคำว่าใกล้เคียง 99% เพราะเงินหายไม่ได้
ดังนั้น การจะออกโปรดักต์ใหม่ ๆ คำถามแรกเลยคือ ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น 100% ใช่ไหม ซึ่งถ้าไม่ใช่ หรือแค่ใกล้เคียง ก็ถือว่าไม่ผ่าน..
ทีนี้กลับมามองในภาพรวมของ SCBX ซึ่งก็จะมีบริษัทลูกในเครืออยู่มากมาย
ดร.อารักษ์ ได้นิยามคาแรกเตอร์ของบริษัทลูกในเครือ ด้วยมุมมองที่เป็นกันเองและเห็นภาพ
- พี่คนโต ที่แข็งแกร่งที่สุด คือ SCB Bank หรือธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะเป็นเสาหลักและ Core Business หลักของกลุ่มที่กว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ เป็นรากฐานให้บริษัทลูกอื่น ๆ เติบโตต่อได้
- น้องไฟแรงที่สุด คือ MONIX บริษัท Micro-Lending และ Nano-Finance ที่ร่วมมือกับ FinTech จีน เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน จุดเด่นคือแอปเงินกู้ที่อนุมัติไวที่สุดภายใน 5 นาที
เป็นบริษัทที่มีกำไรตั้งแต่ 18 เดือนแรกที่เปิดดำเนินการ มีพนักงานเพียงราว 100 คน แต่ทำกำไรได้เกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี มีสินเชื่อรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยจุดแข็งคือการใช้ Alternative Data เช่น พฤติกรรมการใช้มือถือ มาประเมินเครดิตลูกค้าที่ธนาคารทั่วไปเข้าไม่ถึง
- คนที่เล่นใหญ่ที่สุด คือ CardX ผู้ดูแลธุรกิจบัตรเครดิตทั้งหมดของกลุ่ม เป็นธุรกรรมที่มีเรื่องของการเดินบัญชีอยู่ตลอดเวลา การใช้จ่าย การทำโปรโมชั่นการตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความหมายของเล่นใหญ่คือในมิตินั้น แม้ช่วงแรกที่แยกตัวออกมาจะมีจังหวะสะดุดบ้าง แต่ตอนนี้ผลประกอบการเริ่มแข็งแรงขึ้นต่อเนื่อง
- พี่ที่ละเอียดรอบคอบที่สุด ก็ยังคงเป็น SCB Bank เพราะโดยธรรมชาติของแบงก์ ต้องเดินไปแบบช้าแต่ชัวร์ ต่างจากบริษัทเล็กที่ดีไซน์มาให้เคลื่อนไหวเร็วตั้งแต่ต้น
- ลูกที่เก่งแต่ขี้อาย มีผลงานดี แต่ไม่ค่อยโชว์ คือ InnovestX
หลายคนยังไม่รู้ว่า InnovestX ครองตลาดอันดับ 2 ในบรรดาโบรกเกอร์กว่า 40 แห่งในไทย แต่ในแง่กำไรกลับอยู่แค่อันดับ 4 เพราะเน้นลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์และการเทรดต่างประเทศ
นอกจากนี้ในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ยังมีบริษัทหลักทรัพย์อีกหนึ่งแห่ง คือ SCB Julius Baer ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ Private Bank จากสวิตเซอร์แลนด์ ดูแลลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ก็มีธรรมชาติที่ไม่ชอบเป็นข่าวใหญ่ แต่คนในวงการรู้ดีว่าฝีมือไม่ธรรมดา
ส่วนคำถามว่า ตอนนี้มีลูกคนไหนพร้อมจะ Spin Off ออกไป IPO เป็นของตัวเองหรือยังนั้น ?
ดร.อารักษ์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า SCBX ไม่ได้ขาดแคลนเงินทุนสำหรับบริษัทลูก การจะ Spin Off ต้องมีเหตุผลมากกว่าแค่การระดมทุน เช่น อาจเป็นเรื่องพันธมิตรทางธุรกิจ หรือการดึงทาเลนต์ในอนาคต แต่ ณ ตอนนี้ทุกบริษัทยังอยู่ในเรือลำเดียวกัน
มาต่อด้วยคำถามที่นักลงทุนสนใจที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องผลตอบแทน และ ดร.อารักษ์ ก็ตอบตรงประเด็น ด้วยตัวเลขที่ชัดเจน
ปัจจุบัน ROE ของกลุ่ม SCBX ยังไม่ถึง 10% ใกล้เคียงกับธนาคารส่วนใหญ่ในไทยที่อยู่ราว 9-10% แต่เมื่อเทียบกับธนาคารในภูมิภาคอาเซียน ที่ทำได้ถึง 14-15% ถือว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก
เป้าหมายของเขาคือดัน ROE ให้ขึ้นไปแตะระดับ 12-13% ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
เพราะการเพิ่ม ROE จะเป็นการสร้าง Value และมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว
แต่ทั้งนี้ ดร.อารักษ์ อธิบายว่า ธนาคารจะไม่มีวันโตได้ถ้าเศรษฐกิจไม่โต และตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยแทบไม่ขยับ นี่คือเหตุผลหลักที่กลุ่มธนาคารไทยไม่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ กำไรที่ออกมาปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท ดูเป็นตัวเลขที่มาก แต่เมื่อเทียบกับเงินทุนหลักล้านล้านที่ใส่เข้าไป ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่ควรทำได้ถึง 60,000-70,000 ล้านบาท
ทางออกที่เขาวางไว้ มีทั้งการลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีตามที่เล่ามาข้างต้น และการเร่งเครื่องยนต์รายได้ใหม่ ทั้ง Wealth Management ที่มีศักยภาพสูงในไทย
รวมถึงกลุ่มธุรกิจ High Growth อย่าง CardX, MONIX และ AutoX ที่ทำธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งหากทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงคู่แข่งในตลาด ก็มีโอกาสเพิ่มกำไรให้กลุ่มได้อีกไม่น้อย
ส่วนเรื่องปันผลที่นักลงทุนติดตามกันมาก ปัจจุบัน SCBX จ่ายปันผลเฉลี่ยราว 7.65% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 5.86%
ที่สามารถจ่ายปันผลได้สูง เพราะตั้งแต่จัดตั้ง SCBX เมื่อ 3 ปีก่อน บริษัทได้วางฐานทุนที่เหมาะสมไว้ชัดเจน เมื่อ Tier 1 Capital เพียงพอต่อการเติบโตแล้ว ส่วนที่เกินก็จะจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น ทำให้ SCBX จ่ายปันผลในอัตราราว 80% มาต่อเนื่อง 3 ปี และเป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่ให้ปันผลระดับสูงในตลาด
แต่เขาก็ให้ข้อสังเกตไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าในอนาคตเศรษฐกิจกลับมาเติบโต สินเชื่อขยายตัว ฐานทุนก็ต้องโตตามไปด้วย นโยบายปันผลอาจปรับเปลี่ยนได้ แต่นั่นไม่ใช่ข่าวร้าย เพราะถ้าธุรกิจดีขึ้นจริง ราคาหุ้นก็ควรปรับตัวสูงขึ้นตาม
ทำให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นในภาพรวม ที่เรียกว่า Total Shareholder Return (TSR) ซึ่งประกอบด้วยทั้งเงินปันผล และ Capital Gain จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น
ยังคงอยู่ในระดับเดิมหรือดีกว่าเดิม เพียงแต่สัดส่วนระหว่างปันผลกับ Capital Gain อาจเปลี่ยนรูปแบบไป
สุดท้ายนี้ การที่ลงทุนแมนได้พูดคุยกับ ดร.อารักษ์
จากวิศวกรไฟฟ้าที่ไม่เคยทำงานธนาคารมาก่อน สู่ว่าที่ CEO คนใหม่ของกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
เส้นทางของ ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ สะท้อนให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญด้านระบบและตัวเลข สามารถกลายเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจการเงินยุคใหม่ได้
และ SCBX ภายใต้การนำของเขา จะไม่ได้เดินหน้าด้วยความหวือหวา แต่เดินหน้าด้วยการวางรากฐานให้แน่นก่อนเสมอ เพื่อให้สามารถเดินทางไกลได้อย่างมั่นคง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AI ที่ต้องมี Governance รองรับก่อนสเกล หรือเรื่อง ROE ที่ต้องอาศัยทั้งการลดต้นทุน และการเติบโตของรายได้ควบคู่กัน
ซึ่งตอนนี้ SCBX กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกำลังจะเข้าสู่บทใหม่ ภายใต้ว่าที่พ่อบ้านคนใหม่ที่บอกว่า ไม่ว่าลูกคนไหนในตระกูล จะอึด ไฟแรง เล่นใหญ่ หรือขี้อาย
สุดท้ายแล้วหน้าที่ของเขาคือ การเลี้ยงดูให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน อย่างมั่นคง..
#SCBX #เอสซีบีเอกซ์ #AIFirstOrganization #ลงทุนแมน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon