
รู้จัก S&P 500 อีกเวอร์ชัน ที่ไม่ถูกบริษัท Big Tech ครอบงำดัชนี
รู้จัก S&P 500 อีกเวอร์ชัน ที่ไม่ถูกบริษัท Big Tech ครอบงำดัชนี /โดย ลงทุนแมน
หลายคนมักคิดว่า ถ้าลงทุนตาม S&P 500 ก็ถือว่ากระจายความเสี่ยงแล้ว เพราะเป็นการลงทุนมากถึง 500 บริษัท
หลายคนมักคิดว่า ถ้าลงทุนตาม S&P 500 ก็ถือว่ากระจายความเสี่ยงแล้ว เพราะเป็นการลงทุนมากถึง 500 บริษัท
แต่ในความเป็นจริง ดัชนี S&P 500 ในตอนนี้ ไม่ได้กระจายความเสี่ยงอย่างที่เราคิด เพราะหุ้นกลุ่ม Big Tech มีขนาดใหญ่มาก จนสามารถชี้นำดัชนีได้
ในบทความนี้ ลงทุนแมนจะพาไปรู้จักกับ Invesco S&P 500 Equal Weight ETF หรือ RSP
กองทุน ETF ที่นำ S&P 500 มาปรับวิธีคิดใหม่ เพื่อไม่ให้โดนบริษัทยักษ์ใหญ่ครอบงำมากจนเกินไป ขณะที่ยังลงทุนครบทั้ง 500 บริษัทเหมือนดัชนีต้นแบบ
เบื้องหลังของ RSP คืออะไร ? และแก้ปัญหาการครอบงำดัชนีของ Big Tech ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง ผ่านซีรีส์คอนเทนต์ ETF Hunter
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง ผ่านซีรีส์คอนเทนต์ ETF Hunter
ปกติดัชนี S&P 500 ที่เราลงทุนกันนั้น ใช้กลไกคำนวณน้ำหนักหุ้นตามมูลค่าบริษัท หรือเรียกว่า Market-Cap Weighted
ซึ่งถ้าบริษัทไหนมีขนาดใหญ่ ก็จะมีน้ำหนักในดัชนีมากที่สุด และจะมีผลต่อการขึ้นลงของดัชนีสูงมาก
อย่างที่เรารู้กันว่า ในยุคนี้บริษัท Big Tech กำลังครองตลาด และมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
นั่นหมายความว่าถ้าหากวันไหน หุ้น Big Tech เกิดร่วงหนัก โดยเฉพาะหุ้นที่ติด 10 อันดับของตลาด
แม้หุ้นอีก 490 กว่าบริษัทที่เหลือในดัชนีจะบวกได้ แต่ดัชนี S&P 500 ในภาพรวมก็อาจจะติดลบอยู่ดี
แม้หุ้นอีก 490 กว่าบริษัทที่เหลือในดัชนีจะบวกได้ แต่ดัชนี S&P 500 ในภาพรวมก็อาจจะติดลบอยู่ดี
Pain Point นี้ ทำให้เกิดดัชนีที่นำแนวคิดการถ่วงน้ำหนักบริษัทใน S&P 500 มาปรับใหม่ ชื่อว่า S&P 500 Equal Weight Index
โดยเปลี่ยนจากการถ่วงน้ำหนักด้วยขนาดของบริษัท (Market-Cap Weighted) มาเป็นถ่วงน้ำหนักทุกบริษัทเท่ากัน หรือ Equal Weighted
หรือสรุปง่าย ๆ ว่าหุ้นทั้ง 500 บริษัทในดัชนี S&P 500 นั้น ไม่ว่าจะเป็น Big Tech มูลค่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือบริษัทลำดับท้าย ๆ ที่เพิ่งเข้าดัชนีมาได้ไม่นาน
ก็จะมีน้ำหนักในดัชนีเท่ากันที่ประมาณ 0.20%
ก็จะมีน้ำหนักในดัชนีเท่ากันที่ประมาณ 0.20%
นั่นทำให้กลุ่ม 7 นางฟ้า (Apple, Microsoft, Nvidia, Alphabet, Amazon, Meta, Tesla) ที่มีน้ำหนักรวมราว ๆ 30% ในดัชนี S&P 500 เมื่อมาคำนวณแบบ Equal Weighted ก็จะมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ประมาณ 1.4% เท่านั้น
และทำให้บริษัทพิซซาอย่าง Domino's Pizza มีผลต่อดัชนีเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia หรือ Microsoft..
ซึ่งดัชนี S&P 500 Equal Weight Index จะมีการปรับพอร์ต (Rebalance) ใหม่ในทุก ๆ ไตรมาส ซึ่งหากหุ้นตัวไหนราคาพุ่งขึ้นมาแรง จนน้ำหนักบริษัทในพอร์ตขยับเกิน 0.20%
ดัชนีก็จะปรับลดสัดส่วนหุ้นตัวนั้นออกบางส่วน เพื่อให้น้ำหนักลงมาเหลือ 0.20%
ในทางกลับกัน หากหุ้นตัวไหนราคาปรับตัวลงมา จนน้ำหนักในพอร์ตลดต่ำกว่า 0.20% ดัชนีก็จะทำการปรับสัดส่วนหุ้นตัวนั้นเพิ่มขึ้น เพื่อดันน้ำหนักกลับมาอยู่ที่ 0.20% เท่าเดิมเช่นเดียวกัน
ถ้ามองในมุมการซื้อขาย กลไกนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับการซื้อของถูก และขายของแพงโดยอัตโนมัติในทุกไตรมาส โดยที่นักลงทุน ไม่ต้องคอยนั่งจับจังหวะตลาดเองเลย
และแนวคิด Equal Weighted นี้เอง ก็ได้กลายมาเป็นต้นแบบการลงทุนของกองทุน Invesco S&P 500 Equal Weight ETF หรือ RSP
แล้วในมุมของผลตอบแทน RSP ทำได้ดีกว่าหรือแย่กว่า S&P 500 แบบดั้งเดิม (เช่น SPY, VOO, IVV) ?
คำตอบคือ.. ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา
ถ้าเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้าง ในทุก ๆ อุตสาหกรรม หรือในช่วงที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กใน S&P 500 ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น
RSP ก็จะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า ETF ที่อิง S&P 500 แบบปกติ
ในทางกลับกัน ถ้าหากช่วงไหนที่ตลาดหุ้น ถูกลากราคาด้วยบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งอย่างโดดเด่น
RSP ก็จะมีผลตอบแทนแย่กว่า ETF ที่อิง S&P 500 แบบปกติ
แต่ในขณะเดียวกัน RSP ก็จะได้รับผลกระทบต่ำกว่า หากบริษัทใหญ่ที่ว่านี้ ปรับลงจนลากดัชนีดิ่งตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ RSP จะช่วยแก้ Pain Point เรื่องการกระจุกตัวของหุ้น Big Tech แต่ก็มีข้อควรระวังที่เราต้องเข้าใจ ก่อนตัดสินใจลงทุนเช่นกัน
เรื่องแรกคือ ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Expense Ratio)
RSP มีค่าธรรมเนียมการจัดการอยู่ที่ประมาณ 0.2% ต่อปี ซึ่งสูงกว่า ETF ที่อิงดัชนี S&P 500 ดั้งเดิมอย่าง VOO, IVV ซึ่งอยู่ที่เพียง 0.03%
เรื่องที่สองคือ การพลาดโอกาสเติบโต
อย่างที่บอกไปว่าหากบริษัทไหน มีสัดส่วนเกิน 0.20% ของดัชนี บริษัทนั้นจะถูกปรับลดสัดส่วนลงในรอบการ Rebalance ถัดไป เพื่อให้กลับมาอยู่ที่ 0.20%
นั่นหมายความว่า หากมีบริษัทหรืออุตสาหกรรมไหน ที่ทำผลตอบแทนโดดเด่น จนมีน้ำหนักมากขึ้น บริษัทที่ว่าก็จะถูกลดน้ำหนักหุ้นออกจากกองทุน ตามระเบียบของดัชนี
และแทนที่กองทุนจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของบริษัทเหล่านี้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
กลับกลายเป็นต้องพลาดโอกาสไป และอาจทำให้ผลตอบแทนตามหลัง S&P 500 แบบดั้งเดิมไปเรื่อย ๆ
สรุปแล้ว RSP ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะมาแทนที่ ETF รุ่นพี่อย่าง SPY, VOO, IVV
แต่เป็นเครื่องมือทางเลือก สำหรับคนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง และไม่อยากให้หุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีอิทธิพลต่อดัชนีมากเกินไป
โดยเปลี่ยนจากการฝากชีวิตไว้กับ Big Tech เพียงไม่กี่ตัว เป็นการกระจายการเติบโตไปพร้อม ๆ กับโครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
ผ่านการถือหุ้นทั้ง 500 บริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุด อย่างเท่าเทียมกัน..
References
-https://www.spglobal.com/spdji/en/indices/equity/sp-500-equal-weight-index/#overview
-Invesco S&P 500 Equal Weight ETF Fact Sheet
-https://www.spglobal.com/spdji/en/indices/equity/sp-500-equal-weight-index/#overview
-Invesco S&P 500 Equal Weight ETF Fact Sheet