
สิงคโปร์ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ โตสูงสุด 5.5% รับอานิสงส์บูม AI
สิงคโปร์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 อีกครั้ง เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ได้หนุนภาคการค้าและการผลิต ช่วยชดเชยแรงฉุดจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อเนื่องในตะวันออกกลาง
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ (MTI) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัว 4.5% - 5.5% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2% - 4% ซึ่งประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่สงครามในอิหร่านจะปะทุขึ้น
นี่นับเป็นการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตครั้งที่สอง โดยก่อนหน้านี้ สิงคโปร์คาดการณ์การเติบโตไว้ที่เพียง 1% - 3% เมื่อปีที่แล้ว
การปรับครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง GDP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 เติบโตถึง 5.9% สูงกว่าคาดการณ์เบื้องต้นของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ 5.7%
และสูงกว่าค่ากลางของนักเศรษฐศาสตร์ที่ Bloomberg สำรวจไว้ที่ 5.8%
และสูงกว่าค่ากลางของนักเศรษฐศาสตร์ที่ Bloomberg สำรวจไว้ที่ 5.8%
อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวชะลอลงจาก 6.3% ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026
MTI ระบุว่า การลงทุนด้าน AI ทั่วโลกเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
และสำหรับช่วงที่เหลือของปี การลงทุนด้าน AI ที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอีก จะช่วยเพิ่มแนวโน้มการเติบโตของประเทศต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงอยู่กับห่วงโซ่คุณค่าด้านเทคโนโลยีของโลก
สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก
โดยมีสัดส่วนประมาณ 10% ของชิปทั้งหมดที่ผลิตทั่วโลก
และเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ราว 20% ของโลก
โดยมีสัดส่วนประมาณ 10% ของชิปทั้งหมดที่ผลิตทั่วโลก
และเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ราว 20% ของโลก
ขณะเดียวกัน MTI บอกว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลับรุนแรงน้อยกว่าที่เคยกังวลในตอนแรก
โดยการนำสต็อกน้ำมันออกมาใช้ รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานทางเลือก ได้ช่วยสกัดไม่ให้ต้นทุนพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นมากนัก
Euben Paracuelles นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura Holdings Inc. กล่าวว่า การปรับเพิ่มคาดการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่จาก MTI เนื่องจากก่อนหน้านี้ Nomura คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ จะเติบโตเพียง 3% - 5% จากประมาณการเดิมที่ 2% - 4%
นี่สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์ กำลังเติบโตสูงกว่าแนวโน้มปกติอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สามติดต่อกันแล้ว ซึ่งถือว่าน่าประทับใจ
สำหรับขนาด GDP ของสิงคโปร์นั้น ปี 2026 มีมูลค่าประมาณ 20 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าไทยที่มี GDP อยู่ที่ 19 ล้านล้านบาท แม้สิงคโปร์จะมีประชากรน้อยกว่าไทย 11 เท่า
ทั้งนี้ ความต้องการ AI ทั่วโลก ยังช่วยหนุนเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ รวมถึงไต้หวันและเกาหลีใต้ด้วย
โดยเศรษฐกิจไต้หวัน ขยายตัวในอัตราเร็วที่สุดในรอบราว 50 ปี ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเกาหลีใต้อีกครั้ง จากอานิสงส์การเติบโตของอุตสาหกรรมชิปและกระแส AI
สำหรับสิงคโปร์ ภาคการผลิตและการค้าส่ง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ผ่านมา โดยขยายตัวถึง 12.5% และ 8.3% ตามลำดับ
เพราะความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง ช่วยกระตุ้นภาคอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมความแม่นยำ และเครื่องจักร
ขณะเดียวกัน การขยายตัวของสินเชื่อ ก็ช่วยสนับสนุนธุรกิจการเงินและประกันภัย
ภาคบริการทุกกลุ่มขยายตัว ยกเว้นภาคอาหารและเครื่องดื่ม ที่หดตัวลง 1.5% ในไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดนี้ มีความเสี่ยงที่จะผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยังคงกดดันให้ต้นทุนพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว รัฐบาลสิงคโปร์ ได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือขึ้นเกือบเท่าตัว ทั้งบัตรกำนัลเงินสด เงินอุดหนุน และความช่วยเหลือด้านค่าเช่า เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นให้กับครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ขณะที่ธนาคารกลางสิงคโปร์ หรือ MAS ได้ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อเนื่องกันสองครั้ง โดยในการประชุมเดือนกรกฎาคม ได้เตือนว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2027
ด้าน Beh Swan Gin ปลัดกระทรวง MTI กล่าวเสริมว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ มีแนวโน้มจะมาจากราคาเชื้อเพลิง ปุ๋ย และอาหาร มากกว่าจะมาจากการบูมของ AI
Jonathan Koh นักเศรษฐศาสตร์เอเชียและนักวิเคราะห์จาก Standard Chartered กล่าวว่า "คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ แรงหนุนจาก AI ในปัจจุบัน จะขยายไปสู่ภาคเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นหรือไม่"
เพราะหากผลกระทบจาก AI สามารถส่งต่อไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจได้ในวงกว้าง จะทำให้การเติบโตของสิงคโปร์ มีความยั่งยืนมากขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจนำไปสู่แรงกดดันด้าน ค่าจ้างและราคาสินค้า ที่สูงขึ้นเช่นกัน
และหากเริ่มเห็นผลกระทบระลอกสองอีก ก็จะเพิ่มความเป็นไปได้ที่ MAS อาจต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอีก
เรื่องนี้จึงน่าสนใจ ไม่เพียงเฉพาะแค่สำหรับสิงคโปร์ ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ แต่สำหรับไทยเองด้วย
เพราะในวันที่ AI กำลังสร้างคลื่นการลงทุนลูกใหม่
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า AI จะโตแค่ไหน
แต่คือ ประเทศไหนจะได้ประโยชน์จากการเติบโตครั้งนี้มากที่สุด
เพราะในวันที่ AI กำลังสร้างคลื่นการลงทุนลูกใหม่
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า AI จะโตแค่ไหน
แต่คือ ประเทศไหนจะได้ประโยชน์จากการเติบโตครั้งนี้มากที่สุด
สิงคโปร์ เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรน้อยกว่าไทยถึง 11 เท่า
แม้ประเทศจะไม่มีน้ำมันหรือทรัพยากรธรรมชาติให้ขุดขาย
แต่สิงคโปร์เลือกที่จะขุดห่วงโซ่เทคโนโลยีโลกแทน
แม้ประเทศจะไม่มีน้ำมันหรือทรัพยากรธรรมชาติให้ขุดขาย
แต่สิงคโปร์เลือกที่จะขุดห่วงโซ่เทคโนโลยีโลกแทน
และวันนี้ AI กำลังกลายเป็นบ่อน้ำมันบ่อใหม่ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ กำลังโตเร็วกว่าที่ใครหลายคนคาดคิดไว้..
Reference : https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-11/ai-boom-set-to-drive-singapore-growth-as-high-as-5-5-this-year
Reference : https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-11/ai-boom-set-to-drive-singapore-growth-as-high-as-5-5-this-year