ปีนี้ ตลาดหุ้นไทย ชนะดัชนีโลก จนนักลงทุนต่างชาติ สนใจในรอบ 10 ปี

ปีนี้ ตลาดหุ้นไทย ชนะดัชนีโลก จนนักลงทุนต่างชาติ สนใจในรอบ 10 ปี

หากใครติดตามตลาดหุ้นไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คงจะคุ้นเคยกับภาพที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเรื่องปกติ
แต่ตอนนี้ตลาดหุ้นไทย ได้ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
เรื่องนี้นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมโรดโชว์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ว่าทำไมตอนนี้ต่างชาติถึงกลับมามองไทย
และเม็ดเงินเหล่านี้ จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง ?
ปีนี้ถือเป็นปีแรกในรอบ 4 ปี ที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ (Net Inflow) สะสมแล้วราว 55,682.75 ล้านบาท ซึ่งความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวเลขการซื้อสุทธิ
เพราะเมื่อกางสถิติเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการรายงานตัวเลขออกมา
ไทยกลายเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้า
แรงซื้อนี้ส่งผลให้ดัชนี SET Index ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างร้อนแรง โดยปรับตัวขึ้นไปแล้วเกือบ 30% ซึ่งถือเป็นการ Outperform ตลาดหุ้นโลก ที่เฉลี่ยปรับขึ้นเพียง 10-12% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีเช่นกัน
ในขณะที่ตลาดหุ้นคู่แข่งที่เคยเป็นลูกรักของนักลงทุนต่างชาติอย่าง เวียดนามและอินโดนีเซีย กลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก โดยดัชนีปรับลดลงไปกว่า 20%
สถานการณ์ที่พลิกกลับนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นมาทำผลงานโดดเด่นเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย ถือเป็นการดึงดูดสายตานักลงทุนสถาบันต่างชาติอย่างจริงจังที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี
ทีนี่ หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ตลาดหุ้นขึ้นแล้วเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ได้ประโยชน์อะไร ?
ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้ภาพที่ชัดเจนว่า ทุกครั้งที่ดัชนี SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 จุด จะสร้างมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านบาท
เม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาทนี้ สร้าง Impact มหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือ
ฝั่งนักลงทุน เมื่อพอร์ตการลงทุนมีกำไร ผู้คนจะรู้สึกถึงความมั่งคั่ง (Wealth Effect) และนำเงินกำไรส่วนนี้ออกมาจับจ่ายใช้สอย หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
พร้อมเสริมสร้างโอกาสการออมระยะยาวให้ประชาชน
ฝั่งภาคธุรกิจ เมื่อตลาดหุ้นคึกคัก บริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ สามารถระดมทุนเพื่อขยายกิจการได้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง เกิดการจ้างงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น
ส่งผลบวกกระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นวงจรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น
โดยในการเดินทางโรดโชว์ครั้งนี้ เริ่มที่ประเทศญี่ปุ่น คณะทำงานได้เริ่มจากการผนึกกำลัง Team Thailand ของนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมสำนักนายกฯ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกันเพื่อสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจไทย กับนักลงทุนต่างประเทศ
เพื่อดึงเงินลงทุนและพันธมิตรทั้งสถาบันการเงินและภาคเอกชน เข้ามาลงทุนต่อเนื่อง ผ่านสิทธิประโยชน์ของ BOI
ก่อนจะบินข้ามทวีปไปยังมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่นายกฯ เข้าร่วมการประชุม UNGA81 และได้จัดสรรเวลาให้กับภารกิจด้านตลาดทุน เพื่อพบปะกับนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย เช่น Bank of America, PIMCO ทั้งในรูปแบบการประชุมกลุ่ม และการหารือรายบริษัท
เพื่อโชว์ศักยภาพและความน่าสนใจของประเทศไทย และตลาดทุนไทย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่มาลงทุนเม็ดเงินจริง ๆ รวมถึงสถาบันการเงิน ที่มาลงทุนผ่านตลาดหุ้นของไทย
ซึ่งเป็น Timing ที่ดีในช่วงที่ตลาดหุ้นไทย ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างจริงจัง
โดยทาง FETCO และตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้จะ 3 สตอรีหลักในการนำเสนอจุดขายให้นักลงทุนต่างชาติ
จุดขายที่ 1 : กำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวชัดเจน
นี่เป็นปีแรกในรอบ 3-4 ปีที่ผลประกอบการของ บจ. ไทยกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกนี้ เติบโตสูงกว่า 20% และทางตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดการณ์ว่าโมเมนตัมการเติบโตนี้ จะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

จุดขายที่ 2 : เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
จากเดิมที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มการเติบโตในระดับต่ำเพียง 1-2% มาเป็นระยะเวลานาน รัฐบาลได้ปรับนโยบายมุ่งเน้นอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งตัวเลขยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติผ่าน BOI ที่พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector)
ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนกระจายประโยชน์ไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้มากขึ้น และเป็นความหวังที่จะผลักดัน GDP ไทยให้กลับไปเติบโตในระดับ 3-4% ในอนาคต

จุดขายที่ 3 : เป้าหมาย Top 20 ขีดความสามารถในการแข่งขัน
รัฐบาลได้ประกาศหมุดหมายที่ชัดเจนในการผลักดันอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จากปัจจุบันที่อยู่ราวอันดับที่ 20 ปลาย ๆ ให้ก้าวขึ้นสู่ Top 20 ของโลก ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ หมายถึงการต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ของระบบเศรษฐกิจไทยขนานใหญ่
ซึ่งอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ทำให้สถาบันต่างชาติ กล้าที่จะนำเงินกลับมาใส่ในตลาดหุ้นไทย คือมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ระดับโลก
ย้อนกลับไปในช่วง 12 เดือนก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยเผชิญกับมุมมองเชิงลบ จากความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อและภาระอุดหนุนราคาพลังงาน จนเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade)
แต่จากการบริหารจัดการนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ล่าสุด Fitch Ratings ได้ปรับมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทยจาก Negative กลับมาเป็น Stable ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของทั้ง S&P และ Moody's ที่ให้มุมมองเป็น Positive และ Stable ตามลำดับ
การที่ทั้ง 3 สถาบันหลักให้การรับรองเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของไทย ถือเป็นการปลดล็อกความกังวล และเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มความเชื่อมั่น ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว ให้กลับคืนสู่ตลาดทุนไทยอีกครั้ง..
และบทพิสูจน์ต่อจากนี้ คือการรักษาสถานะการเป็นตลาดหุ้นเนื้อหอม เอาไว้ให้ได้ในระยะยาว
ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนยังคงจับมือกันผลักดันเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ได้ตามเป้าหมาย ภาพของตลาดหุ้นไทยที่เคยหลับใหล จะตื่นขึ้นมาเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ทั้งนักลงทุนและเศรษฐกิจไทย..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon