
ทำไม เศรษฐกิจยุโรปโตช้า โตแค่ปีละ 1% แต่ตลาดหุ้น All-Time High ?
ถ้าพูดถึง “ยุโรป” ในสายตาของนักลงทุน
หลายคนอาจนึกถึงทวีปที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ประชากรเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ
อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเจอความท้าทายจากจีน
และบริษัทเทคโนโลยีก็ตามหลังสหรัฐอเมริกา
หลายคนอาจนึกถึงทวีปที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ประชากรเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ
อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเจอความท้าทายจากจีน
และบริษัทเทคโนโลยีก็ตามหลังสหรัฐอเมริกา
แต่ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปเติบโตอย่างเชื่องช้า
ตลาดหุ้นยุโรปกลับกำลังทำสิ่งตรงกันข้าม..
ตลาดหุ้นยุโรปกลับกำลังทำสิ่งตรงกันข้าม..
ดัชนี STOXX Europe 600 ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม 2026
เช่นเดียวกับดัชนี DAX ของเยอรมนี และ CAC 40 ของฝรั่งเศส ที่ต่างทำระดับสูงสุดในช่วงเดียวกัน
เช่นเดียวกับดัชนี DAX ของเยอรมนี และ CAC 40 ของฝรั่งเศส ที่ต่างทำระดับสูงสุดในช่วงเดียวกัน
จึงเกิดเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า
ถ้าเศรษฐกิจยุโรปโตช้า แล้วทำไมตลาดหุ้นยุโรปถึงทำราคา All-Time High ?
ถ้าเศรษฐกิจยุโรปโตช้า แล้วทำไมตลาดหุ้นยุโรปถึงทำราคา All-Time High ?
อะไรคือคำตอบที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
European Commission คาดการณ์ว่า GDP สหภาพยุโรปจะโตเพียง 1.1% ในปี 2026
ขณะที่ยูโรโซน จะโตเพียง 0.9%
พูดง่าย ๆ คือ เศรษฐกิจยุโรปกำลังเติบโตเพียง 1% ต่อปีเท่านั้น
ขณะที่ยูโรโซน จะโตเพียง 0.9%
พูดง่าย ๆ คือ เศรษฐกิจยุโรปกำลังเติบโตเพียง 1% ต่อปีเท่านั้น
แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ เศรษฐกิจกับตลาดหุ้น เดินกันไปคนละทาง ?
เหตุผลข้อแรกคือ บริษัทจดทะเบียนในยุโรป ไม่ได้แปลว่าจะหารายได้จากยุโรปเท่านั้น
บริษัทเหล่านี้อาจมีสำนักงานใหญ่ในยุโรป แต่ลูกค้า ตลาด และการเติบโตของรายได้ มาจากทั่วโลก
บริษัทเหล่านี้อาจมีสำนักงานใหญ่ในยุโรป แต่ลูกค้า ตลาด และการเติบโตของรายได้ มาจากทั่วโลก
ดัชนี STOXX Europe 600 ซึ่งรวมหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของยุโรป มีรายได้เกิน 60% มาจากนอกทวีป
บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ASML บริษัทผลิตเครื่องจักรสำหรับผลิตชิปจากเนเธอร์แลนด์ มีรายได้มากกว่า 90% มาจากนอกยุโรป
ส่วน Schneider Electric บริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานจากฝรั่งเศส มีรายได้มากกว่า 70% มาจากนอกทวีป
รายได้ของบริษัทเหล่านี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า GDP ยุโรป จะโตกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ขึ้นอยู่กับว่า โลกกำลังลงทุนไปกับอะไร ?
แต่ขึ้นอยู่กับว่า โลกกำลังลงทุนไปกับอะไร ?
ซึ่งในเวลานี้โลกกำลังเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งชิป AI, Data Center, ระบบไฟฟ้า, โครงข่าย และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน
จึงเกิดภาพว่า ถึงแม้เศรษฐกิจยุโรปจะโตช้า แต่บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งกลับอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต
นอกจากรายได้นอกทวีปแล้ว อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือ ความแข็งแกร่งของธนาคารยุโรป
หนึ่งในพระเอกของตลาดหุ้นยุโรปในช่วงปี 2026 ที่ผ่านมา คือหุ้นกลุ่มธนาคาร
ตัวอย่างเช่น UniCredit ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ที่ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ตัวอย่างเช่น UniCredit ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ที่ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ภาพของธนาคารยุโรปในวันนี้ แตกต่างจากช่วงหลังวิกฤติการเงินอย่างมาก
หลังจากเผชิญยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ธนาคารยุโรปกลับมามีกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่เงินทุนและคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ดี
หลังจากเผชิญยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ธนาคารยุโรปกลับมามีกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่เงินทุนและคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ดี
ในไตรมาส 2 ปี 2026 กำไรสุทธิของธนาคารยุโรปในกลุ่มตัวอย่าง 17 แห่ง เพิ่มขึ้นประมาณ 18% จากปีก่อน
และดัชนี STOXX Europe Banks ซึ่งครอบคลุมหุ้นกลุ่มธนาคารจากหลายประเทศในยุโรป ก็ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
และดัชนี STOXX Europe Banks ซึ่งครอบคลุมหุ้นกลุ่มธนาคารจากหลายประเทศในยุโรป ก็ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
แถมยังมีหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ผลักดันตลาดหุ้นยุโรปคือ หุ้นกลุ่มพลังงาน
บริษัทพลังงานยุโรปในวันนี้ ไม่ได้มีแค่บริษัทน้ำมันเท่านั้น
การเติบโตของ AI และความต้องการพลังงานที่มากขึ้น กำลังสร้างการลงทุนมหาศาลในระบบไฟฟ้า
ตั้งแต่สายส่ง หม้อแปลง ระบบจัดการพลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center
ตั้งแต่สายส่ง หม้อแปลง ระบบจัดการพลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center
เหตุผลเหล่านี้ทำให้มูลค่าของบริษัทผู้นำด้านระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Schneider Electric จากฝรั่งเศส และ Siemens จากเยอรมนีเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพราะบริษัทเหล่านี้อยู่ตรงกลางระหว่างการใช้พลังงาน กับการทำให้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยิ่งโลกต้องการ Data Center, AI และระบบไฟฟ้าที่รองรับการใช้พลังงานมากขึ้น ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
Goldman Sachs ได้คาดการณ์ว่า พลังงาน เทคโนโลยี ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนการเติบโตของหุ้นยุโรปในปี 2026
เศรษฐกิจยุโรปอาจโตช้า แต่ไม่ได้แปลว่า บริษัทในยุโรปจะโตช้า
นักลงทุนจึงไม่ได้มองแค่กำลังซื้อของเศรษฐกิจยุโรปเท่านั้น
แต่นักลงทุนกลับกำลังเลือกลงทุนในบริษัทที่ยังเติบโตและสร้างกำไรได้ทั่วโลก
แต่นักลงทุนกลับกำลังเลือกลงทุนในบริษัทที่ยังเติบโตและสร้างกำไรได้ทั่วโลก
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ตลาดหุ้นยุโรปกลับมาทำ All-Time High
พร้อมกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง
พร้อมกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง
ดังนั้น การลงทุนในหุ้น สิ่งที่นักลงทุนควรมอง ไม่ใช่เพียงว่า เศรษฐกิจกำลังโตหรือไม่
ต้องรวมถึง บริษัทเติบโตจากอะไร และการเติบโตนั้นจะไปต่อได้นานแค่ไหน
ต้องรวมถึง บริษัทเติบโตจากอะไร และการเติบโตนั้นจะไปต่อได้นานแค่ไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว
ราคาหุ้นจะสะท้อนอนาคตของบริษัท
ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP ในวันนี้..
ราคาหุ้นจะสะท้อนอนาคตของบริษัท
ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP ในวันนี้..
References
-https://economy-finance.ec.europa.eu/economic-forecast-and-surveys/economic-forecasts/spring-2026-economic-forecast-slowdown-growth-energy-shock-drives-inflation_en
-https://th.investing.com/news/stock-market-news/article-93CH-753663
-https://companiesmarketcap.com/european-union/largest-companies-in-the-eu-by-market-cap/
-https://economy-finance.ec.europa.eu/economic-forecast-and-surveys/economic-forecasts/spring-2026-economic-forecast-slowdown-growth-energy-shock-drives-inflation_en
-https://th.investing.com/news/stock-market-news/article-93CH-753663
-https://companiesmarketcap.com/european-union/largest-companies-in-the-eu-by-market-cap/