มหาเศรษฐี รวยสุดในสิงคโปร์ รวยจากธุรกิจที่ไต้หวัน

มหาเศรษฐี รวยสุดในสิงคโปร์ รวยจากธุรกิจที่ไต้หวัน

มหาเศรษฐี รวยสุดในสิงคโปร์ รวยจากธุรกิจที่ไต้หวัน /โดย ลงทุนแมน
รู้ไหมว่า ชายที่รวยที่สุดในสิงคโปร์ รวยกว่า 660,000 ล้านบาท
ไม่ได้มั่งคั่งเพราะธุรกิจที่เกิดขึ้นบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้
แต่กลับเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลออกไปอย่างไต้หวัน
ที่ไต้หวัน เป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรธุรกิจมูลค่า 3.3 ล้านล้านบาท ด้วยการรับจ้างประกอบและทดสอบชิป ซึ่งทำให้ชายคนนี้ร่ำรวยที่สุดในสิงคโปร์
จากไต้หวัน มารวยที่สุดในสิงคโปร์ ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ปี 1944 เจสัน ชาง (Jason Chang) ชายที่กำลังจะเป็นคนรวยที่สุดในสิงคโปร์ เกิดที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนจะอพยพไปอยู่เกาะไต้หวัน หลังพรรคคอมมิวนิสต์ชนะสงครามกลางเมืองในปี 1949
ที่นั่นทำให้เขาเข้าสู่วงการอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน
แล้วหลังจากนั้นก็ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรม ที่สถาบันเทคโนโลยีอิลลินอย ในชิคาโก ประเทศสหรัฐฯ
ความหลงใหลในโลกอิเล็กทรอนิกส์ ผสมกับมุมมองของตัวเองที่คิดว่าไต้หวัน จะเป็นเกาะแห่งอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ทำให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง
เจสัน ชาง เดินเข้าไปบอกชาง เหยา หงหยิง ผู้เป็นแม่ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไต้หวันมาทั้งชีวิต ว่าให้เอาเงินทุนครอบครัว ไปทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์แทน
แม้แม่ของเขาไม่เคยเข้าใจว่าธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างไร แต่ในที่สุดก็เชื่อลูกชาย และนำเงินบางส่วนมาให้ก่อตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า ASE ในปี 1984
ASE จะเป็นบริษัทที่รับจ้างประกอบและตรวจสอบการทำงานของชิป เพราะเขามองว่าในอนาคต ชิปจะเป็นสิ่งสำคัญที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนโลกขาดไม่ได้
ตรงนี้อยากให้เราลองดูช่วงเวลาก่อตั้งบริษัท ASE ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ก่อนหน้าที่ TSMC บริษัทรับจ้างผลิตชิปของไต้หวัน จะก่อตั้งขึ้นในปี 1987 เสียอีก
พอเป็นแบบนี้ เราพอเดาอะไรออกไหม ?
แน่นอนว่าการยังไม่มีบริษัทรับจ้างผลิตชิปของไต้หวันที่ใหญ่แบบ TSMC นั่นแปลว่า จะไม่มีลูกค้าที่มากพอให้ ASE อยู่รอดได้ในช่วงแรก
ASE เจอปัญหาการเงินหนักในช่วง 3 ปีแรก จนบริษัทแทบจะไปไม่รอด ทำให้แม่ของเขาต้องขายทรัพย์สินครอบครัวเพื่อมาพยุงฐานะการเงินของบริษัทให้อยู่รอด
ก่อนที่บริษัทจะฝ่าวิกฤติมาได้ ในช่วงที่ TSMC เริ่มมีลูกค้าในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีให้ ASE มีงานประกอบและทดสอบชิปมากขึ้นตามไปด้วย
เพราะจริง ๆ แล้ว สองบริษัทแทบจะอยู่รั้วติดกันในไต้หวัน
ดังนั้นเมื่อ TSMC ผลิตชิปเสร็จ ก็จะส่งมาให้ ASE ประกอบและตรวจสอบการทำงานของชิปอีกทอดหนึ่ง
ASE สามารถเข้าตลาดหุ้นไต้หวันได้สำเร็จในปี 1989
และเมื่อ TSMC เริ่มมีลูกค้าจากต่างประเทศ บริษัทก็ยิ่งเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ
เรียกได้ว่า ยิ่ง TSMC เติบโตเท่าไร ASE ก็ยิ่งเติบโตเป็นเงาตามตัวตามความยิ่งใหญ่ของ TSMC ที่มากขึ้น
เพราะเมื่อ TSMC เป็นบริษัทรับจ้างผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลก ASE ก็กลายเป็นบริษัทรับจ้างประกอบและทดสอบชิปเบอร์ 1 ของโลกตามไปด้วย
แต่แค่รั้วและสายสัมพันธ์ที่ใกล้กันกับ TSMC ก็คงไม่ทำให้ ASE ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าไม่มีเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่น ๆ ไม่ให้แย่งตลาดไปจากตัวเองได้
โดย ASE พยายามลดต้นทุนในการประกอบชิปลง ด้วยการผลักดันให้ใช้ทองแดงแทนทองคำเชื่อมต่อระหว่างชิปกับแผงวงจรด้านนอก
การทำแบบนี้ส่งผลให้บริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คุมราคาชิปได้ดีขึ้น แถมยังทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากจะพยายามลดต้นทุนการประกอบชิปแล้ว ASE ยังเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้กับการประกอบชิป เพื่อทำให้การทำงานของชิปมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
การที่จะทำให้ชิปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในสมัยก่อนวงการชิปจะพยายามยัดทรานซิสเตอร์ในชิปลงไปมากขึ้น ยิ่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งประมวลผลได้ซับซ้อนมากขึ้น
แต่แทนที่จะพยายามยัดทุกอย่างลงบนชิปจนทำได้ยากและมีราคาแพง ASE ใช้วิธีการเอาชิปเล็ก ๆ หลายตัว มาประกอบแบบซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนคอนโดมิเนียม
จากนั้นก็ใช้การเจาะรูเล็ก ๆ เชื่อมต่อการทำงานกันระหว่างชิปแต่ละตัวแทน
ด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญระดับโลกของ ASE ทำให้ TSMC ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่สุดของโลก เลือกจับมือเป็นพันธมิตร นอกจากการมีแค่รั้วติดกันแค่อย่างเดียว
พอ TSMC ผลิตแผ่นเวเฟอร์เสร็จแล้ว ซึ่งเป็นเหมือนแผ่นกลม ๆ ก็จะส่งมาให้ ASE ตัดเวเฟอร์ให้เป็นชิปเล็ก ๆ แล้วนำมาประกอบและทดสอบชิปก่อนส่งถึงมือลูกค้า
ยิ่งในยุคที่ความต้องการชิป AI พุ่งสูงขึ้นจน TSMC ประกอบชิปเองไม่ทัน ASE ก็จะได้ออร์เดอร์มหาศาลเข้ามาช่วย TSMC ตามไปด้วย
จากทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมยิ่ง TSMC เติบโตในยุค AI
บริษัทอย่าง ASE ก็จะยิ่งโตติดปีกด้วย
ปี 2023
รายได้ 608,653 ล้านบาท
กำไร 37,090 ล้านบาท
ปี 2024
รายได้ 622,774 ล้านบาท
กำไร 33,868 ล้านบาท
ปี 2025
รายได้ 675,051 ล้านบาท
กำไร 41,859 ล้านบาท
ครึ่งปีแรกของปี 2026
รายได้ 381,488 ล้านบาท
กำไร 36,818 ล้านบาท
โดยรายได้ทั้งหมดนี้ของ ASE มาจาก
- บริการประกอบชิป (Packaging) และทดสอบชิป (Testing) 64%
- บริการรับจ้างออกแบบและผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 35%
- อื่น ๆ 1%
ซึ่งจริง ๆ แล้ว การรับจ้างประกอบและทดสอบชิปทำกำไรได้ดีกว่าธุรกิจรับจ้างประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
และการเติบโตของรายได้กับกำไร ก็ทำให้จากเดิมที่บริษัทมีมูลค่าแค่ 600,000 ล้านบาทในปี 2023 ปัจจุบันกลับเติบโตมาถึง 3,300,000 ล้านบาท
ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของราคาหุ้นบริษัทช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความมั่งคั่งของเจสัน ชาง เพิ่มขึ้นเป็น 660,000 ล้านบาทในปัจจุบัน โตกว่าเท่าตัวในเวลาเพียงปีเดียว และเขาได้กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในสิงคโปร์
ถึงตรงนี้ คำถามที่น่าจะติดอยู่ในใจหลายคนคือ แล้วจากคนไต้หวัน กลายเป็นคนสิงคโปร์ได้อย่างไร ?
เรื่องนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า เขาขอสัญชาติมาเป็นคนสิงคโปร์ตอนไหน แต่ปัจจุบัน ก็ทำให้ชายคนนี้ ที่ก่อตั้งบริษัทที่ไต้หวัน กลับกลายเป็นคนรวยที่สุดในสิงคโปร์แทน
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าเขายังเป็นคนไต้หวันอยู่ ความมั่งคั่งระดับนี้จะทำให้เขากลายเป็น Top 3 คนรวยสุดในไต้หวันได้อีกด้วย
ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของเจสัน ชาง ชายที่มองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมชิป ด้วยการเป็นคนรับจ้างประกอบและทดสอบชิป แทนที่ต้องไปออกแบบหรือผลิตชิปอะไรที่ซับซ้อนเอง
แต่ในทุกความสำเร็จจะมีเบื้องหลังเสมอ จนบางครั้งเราอาจจะลืมนึกไปว่า เราไม่ได้สำเร็จเพราะความเก่งอย่างเดียว แต่ยังมีเพื่อน ครอบครัว คนรู้จัก หรือคู่รัก ที่สนับสนุน ผลักดัน เชื่อใจ ให้เราทำบางสิ่งให้สำเร็จได้
เหมือนกับเจสัน ชาง ที่ได้แม่คอยเชื่อใจให้การสนับสนุน ประคองบริษัทของลูกในวันที่เกือบไปไม่รอด จนทำให้บริษัทเล็ก ๆ กลายมาเป็นบริษัทระดับโลกได้สำเร็จ อย่างในทุกวันนี้
เพราะในวันที่คนทั้งโลกยังไม่เห็นว่า เราจะไปได้ไกลแค่ไหน การมีใครสักคนที่เชื่อว่าเราทำได้ อาจเป็นต้นทุนที่มีค่าที่สุดของชีวิต..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon