ทำไม ไอร์แลนด์ ถึงเป็น แม่เหล็กดึงดูดบริษัทระดับโลก ?

ทำไม ไอร์แลนด์ ถึงเป็น แม่เหล็กดึงดูดบริษัทระดับโลก ?

ทำไม ไอร์แลนด์ ถึงเป็น แม่เหล็กดึงดูดบริษัทระดับโลก ? /โดย ลงทุนแมน
รู้ไหมว่า ประเทศเล็ก ๆ อย่าง ไอร์แลนด์ แม้จะมีพื้นที่เพียง 70,000 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดใกล้เคียงกับภาคใต้ของไทย และมีประชากรเพียงประมาณ 5.5 ล้านคน
แต่กลับสามารถดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐานธุรกิจได้มากกว่า 1,800 แห่ง
โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ตั้งแต่ Google, Meta, Microsoft, Apple, Intel ไปจนถึงสถาบันการเงินอย่าง J.P. Morgan

ซี่งไอร์แลนด์ นั้นมีสัดส่วนมูลค่าสะสมการลงทุนจากต่างชาติโดยตรง หรือ Foreign Direct Investment (FDI) ต่อ GDP สูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
โดยในปี 2022 เคยทะยานไปสูงถึง 264% ก่อนที่ปี 2024 ลงมาอยู่ที่ 194%
แล้ว ทำไม ไอร์แลนด์ ถึงเป็นแม่เหล็กดึงดูด บริษัทระดับโลกได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ไอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของยุโรป ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะราว 5 ใน 6 ของพื้นที่ทั้งหมด
โดยปี 2025 ประเทศแห่งนี้ มีมูลค่าเศรษฐกิจหรือขนาดของ GDP ราว 23 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น GDP per capita มากกว่า 4 ล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งไอร์แลนด์ยังถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตของ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย
โดยช่วงปี 2014-2025 เศรษฐกิจไอร์แลนด์นั้นเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 8.4% เทียบกับการเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกที่ 2.9%
โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญคือ การเข้ามาของเงินลงทุนจากต่างชาติโดยตรง หรือ Foreign Direct Investment (FDI) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก
แล้วไอร์แลนด์มีดีอะไร ?
เรื่องแรกเลยคือ คน
ไอร์แลนด์ลงทุนกับระบบการศึกษามาเป็นเวลานาน จนวันนี้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแรงงานระดับการศึกษาสูงที่สุดในยุโรป
ในปี 2024 ชาวไอริชอายุ 25-34 ปี ราว 65.2% สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งสูงที่สุดในสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ ไอร์แลนด์ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสาขา STEM หรือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ จำนวน 25.6 คน ต่อประชากรวัย 20-34 ปีทุก 1,000 คน ซึ่งสูงที่สุดในสหภาพยุโรปเช่นกัน
ต้องบอกว่า เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้า Google ต้องการวิศวกรซอฟต์แวร์ Intel ต้องการวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์
หรือบริษัทเวชภัณฑ์ต้องการนักวิทยาศาสตร์
ประเทศที่จะดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามาได้ ก็ต้องมีแรงงานที่รองรับธุรกิจเหล่านั้นได้ก่อน
อีกเรื่องสำคัญคือ ระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อดึงและรักษาบริษัทต่างชาติอย่างจริงจัง
โดยมี IDA Ireland หน่วยงานพัฒนาอุตสาหกรรมไอร์แลนด์ ที่จะทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติ ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ลงทุน การตั้งกิจการ การหาแรงงาน ไปจนถึงการขยายกิจการและลงทุนด้าน R&D ในอนาคต
นั่นหมายความว่า สำหรับไอร์แลนด์ การดึง FDI ไม่ได้จบแค่วันที่บริษัทประกาศลงทุน แต่ต้องทำอย่างไรให้บริษัทเหล่านั้นอยู่ต่อ และลงทุนเพิ่ม
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนก็คือ Intel บริษัทเข้ามาลงทุนในไอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 1989
จนถึงปี 2026 Intel ลงทุนสะสมในประเทศไปแล้วมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
และล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา ยังประกาศลงทุนเพิ่มอีกเกือบ 200,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตชิปอีกด้วย
และเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ภาษี
ไอร์แลนด์มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพื้นฐานอยู่ที่ 12.5% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในยุโรป
และเมื่อองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกัน.. มีแรงงานทักษะสูง มีการส่งเสริมจากภาครัฐ ภาษีระดับต่ำ
ลองคิดง่าย ๆ ถ้าเราเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ที่อยากขยายธุรกิจเข้าไปในยุโรป
การมีฐานที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการทำธุรกิจ แล้วอยู่ในสหภาพยุโรป ใช้เงินยูโร ที่สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุน และบุคลากรภายในตลาดเดียวกันได้อย่างสะดวก
นั่นก็ถือเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างลงตัว ในการเข้ามาตั้งฐานในไอร์แลนด์ และยังสามารถเปิดประตูให้บริษัทเข้าถึง EU Single Market ซึ่งมีผู้บริโภคมากกว่า 450 ล้านคน ได้อีกด้วย
ซึ่งปัจจุบัน IDA Ireland ดูแลบริษัทข้ามชาติกว่า 1,800 แห่ง ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศ
และถ้ามองไปยังต้นทางของเงินลงทุนเหล่านี้ กว่า 70% ของเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ ก็มีต้นทางสุดท้ายมาจากสหรัฐฯ
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมชื่อของบริษัทสัญชาติอเมริกันระดับโลกจำนวนมากถึงปรากฏอยู่ในไอร์แลนด์หลายแห่ง อย่างเช่น Meta, Microsoft, Apple, Google และ Intel ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก
หรือแม้แต่ สถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีการเงินรายใหญ่อย่าง J.P. Morgan, Morgan Stanley และ Coinbase ต่างก็มีสำนักงานในไอร์แลนด์เช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ.. ความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปี
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจไอร์แลนด์ยังเผชิญภาวะซบเซา การว่างงาน และการย้ายถิ่นออกนอกประเทศจำนวนมาก
จนปี 1958 รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ผ่าน Programme for Economic Expansion
จากเดิมที่เน้นการปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศ เปลี่ยนมาเปิดรับการค้า การส่งออก และเงินลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น
หนึ่งปีต่อมา ในปี 1959 ไอร์แลนด์จัดตั้ง Shannon Free Zone ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็น Free Trade Zone ต้นแบบสำคัญของเขตส่งเสริมการส่งออกสมัยใหม่ เพื่อดึงบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน
จากนั้นประเทศก็ค่อย ๆ ลงทุนเรื่องการศึกษา เปิดเศรษฐกิจ เชื่อมตัวเองเข้ากับยุโรป และสร้างระบบเพื่อรองรับบริษัทข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง
ก่อนเข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือ EEC ในปี 1973 ซึ่งต่อมากลายเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน
ทั้งนี้ การเข้ามาของบริษัทต่างชาติ ก็ยังเป็นข้อถกเถียงถึงการมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเติบโตของไอร์แลนด์เติบโตเกินความจริงอยู่บ้าง
อย่างปี 2015 Apple ได้โอนย้ายสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์เทคโนโลยีมูลค่ามหาศาล 9 ล้านล้านบาท มาลงบัญชีไว้ในไอร์แลนด์ เพื่อประโยชน์ทางภาษี
ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจในปีนั้น พุ่งสูงถึง 24% ทั้งที่ในความเป็นจริงคนท้องถิ่นไม่ได้รวยขึ้นหรือมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเลย
โดย Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เรียกสิ่งเกิดขึ้นนี้ว่า Leprechaun economics ที่ปรียบเปรยว่า การเติบโตนี้เป็นเหมือนสมบัติของภูตไอริช ที่ดูตระการตา แต่ไม่มีอยู่จริงในโลกความจริง
เพราะมันเป็นเพียงมายากลทางบัญชีที่ตัวเลขพุ่งขึ้นจากการโยกย้ายสินทรัพย์ของบริษัทข้ามชาติเท่านั้น
แต่ถึงตรงนี้ เรื่องนี้ก็เป็นกรณีศึกษาการดึงเม็ดเงินจากการลงทุนจากต่างชาติได้อย่างน่าสนใจ
สะท้อนจากผลลัพธ์ที่ได้คือ บริษัทต่างชาติมีการจ่ายภาษีนิติบุคคลสูงถึง 80% ของรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมดของไอร์แลนด์
และมีการจ้างแรงงานชาวไอริชสูงถึง 25% ของแรงงานทั้งหมดอีกด้วย
ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่า สิ่งที่ไอร์แลนด์ทำคือ การวางองค์ประกอบหลายอย่างต่อกันมานานหลายสิบปี
สร้างคนที่บริษัทต้องการ
สร้างระบบที่ทำให้บริษัทเข้ามาง่าย
เชื่อมประเทศเข้ากับตลาดขนาดใหญ่
และเมื่อบริษัทเข้ามาแล้ว ก็พยายามทำให้พวกเขามีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ
จนเกาะเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของบริษัทข้ามชาติระดับโลก
และเรื่องของไอร์แลนด์อาจกำลังบอกเราว่า ประเทศไม่จำเป็นต้องมีตลาดภายในใหญ่ที่สุด เพื่อดึงดูดธุรกิจต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศ
แต่ต้องสร้างเหตุผลให้มากพอ จนบริษัทระดับโลกมองข้ามไม่ได้ แล้วรู้สึกว่า ถ้าจะทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ เราควรอยู่ประเทศนี้..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon