
(อัปเดตความคืบหน้า) ไทย เร่งปิดดีลการค้ากับสหรัฐฯ ในโค้งสุดท้าย หวังลดภาษี โดยกรอบหลักการทั้งหมด ผ่านการเห็นชอบร่วมกันแล้ว
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อัปเดตความคืบหน้าสำคัญระหว่างเดินทางสมทบกับนายกรัฐมนตรีในการประชุมทีมไทยแลนด์ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ที่ฟิลิปปินส์
โดยเผยว่า การหารือนอกรอบกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Deputy USTR) ล่าสุด กรอบหลักการทั้งหมดผ่านการเห็นชอบร่วมกัน และตกลงกันจบแล้ว เหลือเพียงงานเชิงเทคนิคในการเกลาถ้อยคำในตัวบทสัญญาให้ตรงกัน
เมื่อเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีกับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย ซึ่งไทยอยู่อันดับ 11 ของโลกในกลุ่มที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ อัตราแรกที่ประกาศจึงสูงถึง 36% ก่อนรัฐบาลเจรจาลดลงมาที่ 19%
เรื่องที่ยังค้างคือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ในกรอบ ART ซึ่งส่งต่อมายังรัฐบาลนายกฯ อนุทิน
โดยคุณศุภจีระบุว่า หากเจรจา ART ไม่สำเร็จ ไทยจะใช้อัตรา 19% ไม่ได้
โดยคุณศุภจีระบุว่า หากเจรจา ART ไม่สำเร็จ ไทยจะใช้อัตรา 19% ไม่ได้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ในเดือน ก.พ. 2569 ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่ากรอบภาษีเดิมไม่ถูกต้อง สหรัฐฯ จึงใช้มาตรา 122 เก็บภาษีทุกประเทศเท่ากันที่ 10% เป็นเวลา 150 วัน มาตรการนี้หมดอายุเมื่อวันที่ 24 ก.ค.
และหลังมาตรา 122 หมดอายุ สหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 แทน โดยมี 2 กรอบที่ไทยต้องเจรจา
1. กรอบแรกคือแรงงานบังคับ (Forced Labor) ที่ประกาศผลแล้ว ไทยถูกกำหนดที่ 12.5% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ลงนาม ART ไปแล้วอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้ 10% ไทยจึงต้องปิด ART เพื่อดึงอัตราลงมาเท่ากัน
2. กรอบที่สองคือ กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ที่สหรัฐฯ ประเมินจากดัชนีการผลิตส่วนเกินและเตรียมประกาศผลเร็ว ๆ นี้
ซึ่งไทยต้องปิด ART ให้ทันก่อนประกาศ เพื่อไม่ให้ภาษีสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค และควบคุมให้ไม่เกินกรอบเดิมที่ 19%
โดยคณะทำงานไทย ตั้งเป้าหมายเชิงปฏิบัติการในการรักษากรอบภาษีไม่ให้เกิน 19% และพยายามกดส่วนของ Forced Labor ลงมาที่ 10%
ส่วนการเคาะอัตราสุดท้าย ต้องทำในระดับผู้นำประเทศ
หากมีโอกาส ศุภจีจะขอให้นายกฯ หารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อขอให้พิจารณาลดอัตราภาษีลงอีก โดยอ้างว่าไทยให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
หากมีโอกาส ศุภจีจะขอให้นายกฯ หารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อขอให้พิจารณาลดอัตราภาษีลงอีก โดยอ้างว่าไทยให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ดังนั้น ตัวบทสัญญาเหลือแค่เกลาถ้อยคำ แต่ส่วนต่าง ระหว่าง 12.5% ของไทยกับ 10% ของเพื่อนบ้าน ยังต้องรอการตัดสินใจระดับผู้นำ
ส่วนคุณศุภจี บอกว่าตนทำหน้าที่เตรียมข้อมูลและสนับสนุนการเจรจาเชิงรายละเอียดทั้งหมด
ซึ่งการปลดล็อกดีล ART จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยให้ภาคการส่งออกไทยพ้นจากปัจจัยกดดัน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่กำลังมองหาฐานการผลิตที่ปลอดความเสี่ยงด้านกำแพงภาษี