
สรุปเรื่อง Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง กระทบไทย เงินบาทอ่อน ตลาดหุ้นร่วง ?
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่งปรับตัวขึ้นแตะระดับ 5.29% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 หรือในรอบเกือบ 20 ปี
ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปี ก็ขยับขึ้นไปแตะ 5.62% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002
ตัวเลขเหล่านี้กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
แล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น และกระทบต่อไทยอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นสำคัญคือ วันที่ 16 กันยายน 2569 ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ดันเพดานบนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปแตะ 4.00%
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่รุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน
ทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่บวมขึ้นต่อเนื่อง
และวัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ทำให้ความต้องการกู้ยืมเงินในระบบเพิ่มสูงขึ้นมาก
การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่บวมขึ้นต่อเนื่อง
และวัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ทำให้ความต้องการกู้ยืมเงินในระบบเพิ่มสูงขึ้นมาก
แถมนักวิเคราะห์ยังประเมินว่า ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีอาจขยับขึ้นไปแตะระดับ 6% ได้ในอนาคต..
ทำไมผลตอบแทนพันธบัตรขึ้น ถึงกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งระบบ ?
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งของระบบการเงิน เพราะสินเชื่อและตราสารหนี้เกือบทุกประเภทในระบบ ล้วนใช้อัตรานี้เป็นฐานในการกำหนดราคา
เมื่ออัตรานี้ปรับตัวขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวสูงขึ้นตาม ทำให้กำลังซื้อบ้านของผู้บริโภคลดลง และการรีไฟแนนซ์ก็ชะลอตัว
ฝั่งภาคธุรกิจ ก็ต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้เกรดลงทุนหรือตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง ล้วนต้องเสนอดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ ซึ่งกระทบต้นทุนการขยายธุรกิจ และการรีไฟแนนซ์หนี้ที่กำลังจะครบกำหนด
ส่วนผู้ที่ถือพันธบัตรอยู่แล้ว ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะเมื่อผลตอบแทนปรับขึ้น ราคาพันธบัตรจะปรับลดลงในทิศทางตรงกันข้ามเสมอ ทำให้เกิดผลขาดทุนทางบัญชีจากการตีมูลค่าตามราคาตลาด
และยิ่งพันธบัตรมีอายุยาวเท่าไร ผลกระทบนี้ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
ส่วนหุ้นกลุ่มเติบโตที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง ก็ถูกปรับมูลค่าลงตามไปด้วยเช่นกัน..
ที่สำคัญ เรื่องนี้ส่งผลกระทบมาถึงตลาดทุนและค่าเงินไทยโดยตรงด้วย
เพราะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแรง ทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ ถ่างกว้างขึ้น
ผลที่ตามมาคือ เงินทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ไทยออกต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนนี้ (1-29 ก.ย.) นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปสุทธิกว่า 15,500 ล้านบาท
และวันนี้ วันเดียว SET ก็ร่วงไปถึง 31 จุด มาอยู่ที่ 1,562 จุด
ฝั่งค่าเงิน เงินบาทก็อ่อนค่าลงต่อเนื่อง จาก 33.0 จนแตะระดับ 33.6 บาทต่อดอลลาร์
ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็แข็งค่าขึ้นใกล้จุดสูงสุดในรอบปีเช่นกัน
ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็แข็งค่าขึ้นใกล้จุดสูงสุดในรอบปีเช่นกัน
สะท้อนว่าเงินทุนกำลังไหลกลับเข้าหาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แทนที่จะอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงของตลาดเกิดใหม่อย่างไทย
อย่างไรก็ตาม วิกฤตของคนหนึ่ง อาจกลายเป็นโอกาสของอีกคนหนึ่ง..
สำหรับนักลงทุนที่ถือเงินบาทอยู่แล้ว สถานการณ์นี้กลับเปิดจังหวะที่น่าสนใจไม่น้อย
เหตุผลแรกคือ ระดับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ 5.2-5.6% ในตอนนี้ สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย ที่ให้ผลตอบแทนเพียง 2.4% (อายุ 10 ปี) และ 3.4% (อายุ 30 ปี) อยู่มาก
เท่ากับได้รับผลตอบแทนสูงกว่า จากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่า ตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชนไทยทั่วไป
เหตุผลที่สองคือมุมค่าเงิน หากซื้อพันธบัตรดอลลาร์ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์แบบนี้ นักลงทุนไทยมีโอกาสได้กำไร 2 ต่อ
ต่อแรกคือ ดอกเบี้ยรับจากตัวพันธบัตรเอง
ต่อที่สองคือ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หากเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับตอนที่เข้าซื้อ
และหากเทียบกับการลงทุนในหุ้นปันผล ที่ให้ผลตอบแทนราว 5-8% ต่อปี ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ในระดับ 5% ขึ้นไป จึงเริ่มมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
เพราะพันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่างจากหุ้นปันผลที่ถึงจะได้เงินปันผลสม่ำเสมอ แต่ก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ผันผวนตามผลประกอบการ และภาวะตลาดได้ตลอดเวลา
แต่การลงทุนในพันธบัตร ก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงซะทีเดียว
แม้พันธบัตรจะขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัย แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจให้ชัดก่อนตัดสินใจ
ความเสี่ยงแรกคือ ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย หากผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอย่างที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 6%
ราคาพันธบัตรที่ถืออยู่ ก็จะยิ่งปรับตัวลงอีก ผู้ที่ต้องการขายก่อนครบกำหนดไถ่ถอนอาจขาดทุนจากส่วนต่างราคาได้
ความเสี่ยงที่สองคือ ความเสี่ยงด้านค่าเงิน
แม้วันนี้ดอลลาร์จะแข็งค่าเทียบกับบาท แต่ทิศทางค่าเงินสามารถพลิกกลับได้เสมอ หากบาทกลับมาแข็งค่าในช่วงที่ถือครองพันธบัตรอยู่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่หวังไว้ ก็อาจกลายเป็นขาดทุนแทน..
ความเสี่ยงที่สามคือ สภาพคล่องและต้นทุนธุรกรรม
การซื้อขายพันธบัตรต่างประเทศโดยตรงมักมีต้นทุนและเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่าการลงทุนในประเทศ นักลงทุนจึงควรพิจารณาช่องทางที่เหมาะสม เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้โลกที่มีผู้จัดการมืออาชีพช่วยบริหารความเสี่ยงให้
สรุปอีกทีว่า ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เป็นภาพสะท้อนของแรงกดดันเงินเฟ้อ การขาดดุลงบประมาณ และวัฏจักรการลงทุน AI ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในสหรัฐฯ
ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดทุน และค่าเงินไทยอย่างชัดเจน ทั้งเงินทุนไหลออก ดัชนีหุ้นร่วง และเงินบาทอ่อนค่า
แต่ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์เดียวกันนี้ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจจากพันธบัตรสกุลดอลลาร์ ทั้งจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าพันธบัตรไทยมาก และโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากค่าเงิน หากบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง
เพียงแต่ต้องไม่ลืมว่า ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินก็เป็นดาบสองคมที่พลิกกลับมาเป็นผลขาดทุนได้เช่นกัน
ดังนั้น บางครั้งวิกฤตในตลาดหนึ่ง ก็อาจกลายเป็นหน้าต่างโอกาสของอีกตลาดหนึ่งได้ เพียงแต่เราต้องเข้าใจความเสี่ยงที่มาพร้อมกันให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเสมอ..