
สรุปเรื่อง UPOV 1991 กติกาคุ้มครองพันธุ์พืช ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คำว่า UPOV 1991 ถูกพูดถึงอย่างมาก
พร้อมข้อกังวลว่า เกษตรกรไทย อาจเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ได้อีก
พร้อมข้อกังวลว่า เกษตรกรไทย อาจเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ได้อีก
เรื่องนี้ร้อนขึ้นมา เพราะการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป กำลังเข้าสู่ช่วงท้าย
และล่าสุด กรมวิชาการเกษตร ได้ชี้แจงข้อกังวลที่พบบ่อย รวม 8 ประเด็น
และล่าสุด กรมวิชาการเกษตร ได้ชี้แจงข้อกังวลที่พบบ่อย รวม 8 ประเด็น
UPOV 1991 คืออะไร ?
แล้วเกี่ยวอะไรกับเมล็ดพันธุ์ในมือเกษตรกรไทย ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แล้วเกี่ยวอะไรกับเมล็ดพันธุ์ในมือเกษตรกรไทย ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า พันธุ์พืชแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่
กลุ่มแรก คือพันธุ์ที่มีอยู่เดิม เช่น พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์พืชป่า และพันธุ์ทั่วไป
กลุ่มที่สอง คือพันธุ์พืชใหม่ ที่มีคนตั้งใจพัฒนาขึ้น เพื่อให้มีลักษณะดีกว่าเดิม
กลุ่มที่สอง คือพันธุ์พืชใหม่ ที่มีคนตั้งใจพัฒนาขึ้น เพื่อให้มีลักษณะดีกว่าเดิม
คนที่พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ เรียกว่า นักปรับปรุงพันธุ์พืช
ซึ่งเป็นได้ทั้งบริษัทเมล็ดพันธุ์ นักวิจัยภาครัฐ นักปรับปรุงพันธุ์อิสระ นักศึกษา ไปจนถึงเกษตรกร
ซึ่งเป็นได้ทั้งบริษัทเมล็ดพันธุ์ นักวิจัยภาครัฐ นักปรับปรุงพันธุ์อิสระ นักศึกษา ไปจนถึงเกษตรกร
คำถามคือ เมื่อลงทุนลงแรงพัฒนาพันธุ์ใหม่ขึ้นมาแล้ว จะป้องกันอย่างไร ไม่ให้คนอื่นนำไปขยายพันธุ์ขายแข่ง ?
คำตอบของหลายประเทศ จึงเป็นการให้สิทธิคุ้มครองแก่ผู้พัฒนาพันธุ์
เทียบให้เห็นภาพ ก็คล้ายลิขสิทธิ์เพลง
คนแต่งเพลงใหม่มีสิทธิในเพลงของตัวเอง ใครจะนำไปทำซ้ำเพื่อขายต้องขออนุญาตก่อน
ส่วนเพลงพื้นบ้านที่ร้องต่อกันมาแต่เดิม ทุกคนยังร้องได้ตามปกติ
คนแต่งเพลงใหม่มีสิทธิในเพลงของตัวเอง ใครจะนำไปทำซ้ำเพื่อขายต้องขออนุญาตก่อน
ส่วนเพลงพื้นบ้านที่ร้องต่อกันมาแต่เดิม ทุกคนยังร้องได้ตามปกติ
และกติกากลางระหว่างประเทศในเรื่องนี้ ก็คือ UPOV
UPOV เป็นชื่อย่อของ สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
มีอนุสัญญาฉบับแรกในปี 1961 และปรับปรุงเรื่อยมา โดยฉบับล่าสุดคือปี 1991 จึงเป็นที่มาของชื่อ UPOV 1991
UPOV เป็นชื่อย่อของ สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
มีอนุสัญญาฉบับแรกในปี 1961 และปรับปรุงเรื่อยมา โดยฉบับล่าสุดคือปี 1991 จึงเป็นที่มาของชื่อ UPOV 1991
หลักการสำคัญคือ ให้สิทธิเฉพาะแก่นักปรับปรุงพันธุ์พืช ในการควบคุมและหารายได้จากพันธุ์พืชใหม่ที่ตนคิดค้น
ปัจจุบัน UPOV มี 80 สมาชิก ซึ่งรวม 2 องค์การระหว่างประเทศ ครอบคลุม 99 ประเทศ
ในจำนวนนี้ 63 สมาชิก เป็นภาคีฉบับปี 1991 แล้ว
ในจำนวนนี้ 63 สมาชิก เป็นภาคีฉบับปี 1991 แล้ว
ถ้าดูเฉพาะอาเซียน
- เวียดนามและสิงคโปร์ เป็นสมาชิก UPOV 1991 แล้ว
- บรูไน มาเลเซีย และเมียนมา กำลังจะเข้าเป็นสมาชิก
- กัมพูชาและลาว อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าร่วม
- อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีกฎระเบียบที่สอดคล้องกับ UPOV อยู่แล้ว
- เวียดนามและสิงคโปร์ เป็นสมาชิก UPOV 1991 แล้ว
- บรูไน มาเลเซีย และเมียนมา กำลังจะเข้าเป็นสมาชิก
- กัมพูชาและลาว อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าร่วม
- อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีกฎระเบียบที่สอดคล้องกับ UPOV อยู่แล้ว
แล้ว UPOV 1991 คุ้มครองอะไรบ้าง ?
สิ่งที่ได้รับการคุ้มครองมีอย่างเดียว คือ "พันธุ์พืชใหม่" ที่มนุษย์พัฒนาขึ้น และผ่านการทดสอบครบ 4 ข้อ
1) ใหม่
2) แตกต่างจากพันธุ์อื่น
3) สม่ำเสมอ
4) คงตัวทางพันธุกรรม
1) ใหม่
2) แตกต่างจากพันธุ์อื่น
3) สม่ำเสมอ
4) คงตัวทางพันธุกรรม
ส่วนพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์พืชป่า และพันธุ์ทั่วไป อยู่นอกขอบเขตของอนุสัญญานี้
ที่น่าสนใจคือ สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ก็มีข้อยกเว้นอยู่ 4 กรณี
- การใช้ส่วนตัว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า
- การศึกษาทดลอง
- การวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชต่อไป
- เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดหรือกิ่งพันธุ์ ของพันธุ์คุ้มครองที่ตนผลิตเอง ไว้ปลูกในแปลงของตนเองได้ ตามเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด
- การใช้ส่วนตัว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า
- การศึกษาทดลอง
- การวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชต่อไป
- เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดหรือกิ่งพันธุ์ ของพันธุ์คุ้มครองที่ตนผลิตเอง ไว้ปลูกในแปลงของตนเองได้ ตามเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด
แล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวกับไทยได้อย่างไร ?
ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV
โดยใช้กฎหมายของตัวเอง คือ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งดูแลโดยกรมวิชาการเกษตร
โดยใช้กฎหมายของตัวเอง คือ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งดูแลโดยกรมวิชาการเกษตร
จุดเปลี่ยนคือ การเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU)
ซึ่งฝั่ง EU มีข้อเสนอให้คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามมาตรฐาน UPOV 1991
ซึ่งฝั่ง EU มีข้อเสนอให้คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามมาตรฐาน UPOV 1991
การเจรจารอบที่ 10 เพิ่งจบไปที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อไม่นานมานี้
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ข้อบทต่าง ๆ ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเรื่องการเปิดตลาดและประเด็นเชิงนโยบาย โดยตั้งเป้าสรุปผลภายในปี 2569
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ข้อบทต่าง ๆ ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเรื่องการเปิดตลาดและประเด็นเชิงนโยบาย โดยตั้งเป้าสรุปผลภายในปี 2569
ขณะที่เครือข่ายเกษตรกร ภาคประชาสังคม และสภาผู้บริโภค เรียกร้องให้ถอนประเด็น UPOV 1991 ออกจากการเจรจา
และวุฒิสภาก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปราย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569
และวุฒิสภาก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปราย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569
ในเรื่องนี้ กรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า
ข้อเสนอของ EU ไม่ได้กำหนดให้ไทยต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 แต่ขอให้ไทยคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่อย่างสอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว
ข้อเสนอของ EU ไม่ได้กำหนดให้ไทยต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 แต่ขอให้ไทยคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่อย่างสอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว
พูดง่าย ๆ คือ เป็นเรื่องของการปรับกฎหมายในประเทศให้ได้มาตรฐานเดียวกัน มากกว่าจะเป็นการสมัครเข้าเป็นสมาชิก
ขณะเดียวกัน กรมฯ ก็กำลังปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ทั้งฉบับ ภายใต้นโยบาย "ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน" โดยแบ่งเป็น 3 ระบบ
- ระบบจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ให้สิทธิกับผู้วิจัยพัฒนาพันธุ์
- ระบบจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ให้สิทธิความเป็นเจ้าของกับชุมชน
- ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ใครจะนำไปใช้ต้องขออนุญาต และแบ่งปันผลประโยชน์
- ระบบจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ให้สิทธิความเป็นเจ้าของกับชุมชน
- ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ใครจะนำไปใช้ต้องขออนุญาต และแบ่งปันผลประโยชน์
มาถึงคำถามสำคัญ คนกังวลเรื่องอะไรเกี่ยว UPOV 1991 บ้าง
แล้วกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่าอย่างไร ?
แล้วกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่าอย่างไร ?
1. เกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองไม่ได้
เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 กรณี
กรณีพันธุ์พืชทั่วไปที่มีอยู่เดิม และไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครอง
เกษตรกรยังเก็บไปปลูก ขาย หรือแจกจ่ายได้เหมือนเดิม
กรณีพันธุ์พืชทั่วไปที่มีอยู่เดิม และไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครอง
เกษตรกรยังเก็บไปปลูก ขาย หรือแจกจ่ายได้เหมือนเดิม
กรณีพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนคุ้มครองแล้ว
หากซื้อมาอย่างถูกต้อง เกษตรกรเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อในแปลงของตนเองได้ ตามเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด และนำผลผลิตไปขายได้
หากซื้อมาอย่างถูกต้อง เกษตรกรเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อในแปลงของตนเองได้ ตามเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด และนำผลผลิตไปขายได้
สิ่งที่ทำไม่ได้ คือการนำผลผลิตนั้นไปขายต่อในฐานะเมล็ดพันธุ์
2. เมล็ดพันธุ์จะแพงขึ้น
กรมฯ ชี้ว่า กลไกตลาดและการแข่งขันเป็นตัวควบคุมราคา
เมื่อมีพันธุ์ใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้น เกษตรกรก็มีตัวเลือกมากขึ้น
เมื่อมีพันธุ์ใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้น เกษตรกรก็มีตัวเลือกมากขึ้น
หากพันธุ์ใดแพงจนไม่คุ้มทุน ก็เลือกพันธุ์อื่นที่ถูกกว่า พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ทั่วไป หรือพันธุ์ของหน่วยงานรัฐได้
3. เกษตรกรและผู้ค้ารายย่อยเสี่ยงถูกฟ้อง เพราะสิทธิขยายไปถึงผลผลิต
ความคุ้มครองส่วนนี้ ครอบคลุมเฉพาะผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ ที่มาจากส่วนขยายพันธุ์ซึ่งได้มาโดยไม่ถูกต้อง
หากได้เมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์มาอย่างถูกต้อง ผู้ผลิตมีสิทธิในผลผลิตของตัวเองเต็มที่
หากได้เมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์มาอย่างถูกต้อง ผู้ผลิตมีสิทธิในผลผลิตของตัวเองเต็มที่
4. เกสรจากแปลงข้าง ๆ ปลิวมาผสม แล้วเกษตรกรจะมีความผิด
ตามหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อพืชผสมข้ามสายพันธุ์ ต้นลูกที่ได้จะไม่เหมือนพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง
อีกทั้งเกษตรกรไม่ได้ผลิตเพื่อขายเป็นส่วนขยายพันธุ์ จึงเอาผิดในกรณีนี้ไม่ได้
อีกทั้งเกษตรกรไม่ได้ผลิตเพื่อขายเป็นส่วนขยายพันธุ์ จึงเอาผิดในกรณีนี้ไม่ได้
5. เปิดทางให้เกิดโจรสลัดชีวภาพ
โจรสลัดชีวภาพ หมายถึงการที่บริษัทหรือบุคคลภายนอก นำพันธุ์พืชของไทยไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ขออนุญาตและไม่แบ่งปันผลประโยชน์
กรมฯ ชี้แจงว่า ไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ CBD
และกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์ดั้งเดิมของไทย ต้องขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับกรมวิชาการเกษตร หากฝ่าฝืนมีโทษ
และกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์ดั้งเดิมของไทย ต้องขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับกรมวิชาการเกษตร หากฝ่าฝืนมีโทษ
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา และประเทศในยุโรป ก็เป็นสมาชิกทั้ง UPOV 1991 และ CBD ควบคู่กัน
เพราะ UPOV ดูแลสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ ส่วนการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ เป็นกลไกตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ
เพราะ UPOV ดูแลสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ ส่วนการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ เป็นกลไกตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ ผู้ยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ต้องแสดงประวัติพันธุ์พ่อแม่ ขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ระยะเวลา และสถานที่ดำเนินการ ต่อเจ้าหน้าที่ด้วย
6. เปิดทางให้พืช GMOs เข้ามาจดทะเบียนได้เสรี
UPOV 1991 คุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา
ส่วนการอนุญาตให้ปลูกหรือทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรม ยังขึ้นกับกฎหมายและนโยบายของไทยเอง
ส่วนการอนุญาตให้ปลูกหรือทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรม ยังขึ้นกับกฎหมายและนโยบายของไทยเอง
ปัจจุบัน ไทยยังไม่อนุญาตให้ปลูกหรือค้าขายพืช GMOs อย่างเสรี
ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2550 การทดสอบในแปลงทดลองต้องทำในสถานที่ราชการ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผ่านการทดสอบความปลอดภัย และได้รับอนุญาตจากคณะรัฐมนตรีเป็นรายกรณี
ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2550 การทดสอบในแปลงทดลองต้องทำในสถานที่ราชการ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผ่านการทดสอบความปลอดภัย และได้รับอนุญาตจากคณะรัฐมนตรีเป็นรายกรณี
อีกทั้งพืช GMOs ยังเป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507
หากผู้ขอจดทะเบียนไม่ผ่านกฎระเบียบเหล่านี้ เจ้าหน้าที่จะไม่รับพิจารณาคำขอ
หากผู้ขอจดทะเบียนไม่ผ่านกฎระเบียบเหล่านี้ เจ้าหน้าที่จะไม่รับพิจารณาคำขอ
7. การคุ้มครองขยายไปถึงพันธุ์ที่พัฒนาต่อยอด หรือ EDV
EDV คือพันธุ์ที่พัฒนามาจากพันธุ์ตั้งต้น จนต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย โดยลักษณะสำคัญส่วนใหญ่ยังเป็นของพันธุ์ตั้งต้น
การนำพันธุ์ลักษณะนี้ไปขยายพันธุ์หรือจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จึงต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของพันธุ์ตั้งต้นก่อน
การนำพันธุ์ลักษณะนี้ไปขยายพันธุ์หรือจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จึงต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของพันธุ์ตั้งต้นก่อน
กรมฯ มองว่าข้อนี้ช่วยปกป้องนักปรับปรุงพันธุ์ไทย จากการถูกนำพันธุ์ไปดัดแปลงเล็กน้อย แล้วใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต
8. เอื้อบริษัทเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ กีดกันรายย่อย
กรมฯ ชี้แจงว่า UPOV 1991 คุ้มครองผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ทุกกลุ่ม ทั้งนักวิจัยภาครัฐ นักปรับปรุงพันธุ์อิสระ นักศึกษา เกษตรกร หรือบุคคลทั่วไป ก็ยื่นจดทะเบียนได้
และคาดว่าเมื่อผลงานได้รับการคุ้มครอง จะมีการลงทุนวิจัยมากขึ้น เกิดการแข่งขันที่คุณภาพของพันธุ์ ซึ่งช่วยไม่ให้การค้าเมล็ดพันธุ์จำกัดอยู่ที่รายใหญ่ไม่กี่ราย
ทั้งหมดนี้ คือคำชี้แจงจากฝั่งกรมวิชาการเกษตร
คำถามต่อมาคือ แล้วถ้ามองจากมุมของเกษตรกรและคนไทย เรื่องนี้มีข้อเสียอะไรที่ต้องชั่งน้ำหนักบ้าง ?
คำถามต่อมาคือ แล้วถ้ามองจากมุมของเกษตรกรและคนไทย เรื่องนี้มีข้อเสียอะไรที่ต้องชั่งน้ำหนักบ้าง ?
ลงทุนแมนลองไล่ดูข้อโต้แย้งของฝั่งที่คัดค้าน พบว่ามีอยู่ 4 เรื่องหลัก
เรื่องแรก สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ยังไม่มีใครเห็น
ในกติกาของ UPOV 1991 การเก็บเมล็ดพันธุ์คุ้มครองไว้ปลูกต่อ เป็นข้อยกเว้นที่แต่ละประเทศเลือกกำหนดเอง และต้องอยู่ในขอบเขตอันสมควร
ฝั่งคัดค้านจึงกังวลว่า เงื่อนไขที่ออกมาอาจแคบกว่ากฎหมายปัจจุบัน
เช่น จำกัดเฉพาะเกษตรกรรายย่อย จำกัดบางชนิดพืช หรือต้องจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าของพันธุ์
เช่น จำกัดเฉพาะเกษตรกรรายย่อย จำกัดบางชนิดพืช หรือต้องจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าของพันธุ์
นอกจากนี้ ตามคำชี้แจงของกรมฯ เอง การนำไปขายต่อเป็นเมล็ดพันธุ์ก็ทำไม่ได้
จึงมีความกังวลว่าจะกระทบวิถีการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์กันในชุมชนด้วย
จึงมีความกังวลว่าจะกระทบวิถีการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์กันในชุมชนด้วย
เรื่องที่สอง ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ ที่อาจส่งต่อมาถึงราคาอาหาร
สภาผู้บริโภคระบุว่า ราคาเมล็ดพันธุ์อาจสูงขึ้น 2-6 เท่า โดยอ้างรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการเข้าร่วม CPTPP ของสภาผู้แทนราษฎร ปี 2563
ตัวเลขนี้ยังเป็นการประเมิน และฝั่งกรมวิชาการเกษตรก็มองต่างว่า การแข่งขันจะเป็นตัวคุมราคา
แต่ถ้าต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นจริง ผลกระทบก็จะไม่หยุดอยู่ที่แปลงเกษตร
เพราะต้นทุนส่วนนี้อาจถูกส่งต่อมาถึงคนไทยทั้งประเทศ ผ่านราคาอาหาร
เพราะต้นทุนส่วนนี้อาจถูกส่งต่อมาถึงคนไทยทั้งประเทศ ผ่านราคาอาหาร
เรื่องที่สาม อายุความคุ้มครองที่ยาวขึ้น
กฎหมายไทยปัจจุบัน คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 12 ปี 17 ปี หรือ 27 ปี ตามชนิดพืช
ส่วน UPOV 1991 กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 20 ปี และ 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เถา
ส่วน UPOV 1991 กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 20 ปี และ 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เถา
หมายความว่า พืชอายุสั้นที่วันนี้คุ้มครอง 12 ปี จะถูกคุ้มครองนานขึ้นอีกอย่างน้อย 8 ปี
และเกษตรกรก็ต้องรอนานขึ้น กว่าที่พันธุ์นั้นจะกลายเป็นพันธุ์ที่ทุกคนใช้ได้อย่างเสรี
และเกษตรกรก็ต้องรอนานขึ้น กว่าที่พันธุ์นั้นจะกลายเป็นพันธุ์ที่ทุกคนใช้ได้อย่างเสรี
เรื่องที่สี่ กลไกปกป้องพันธุ์พืชของไทย
ฝั่งคัดค้านชี้ว่า กฎหมายไทยปัจจุบันยืนอยู่บน 3 เสาหลัก
คือสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ สิทธิของเกษตรกร และสิทธิของชุมชนกับรัฐเหนือทรัพยากรพันธุกรรม
คือสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ สิทธิของเกษตรกร และสิทธิของชุมชนกับรัฐเหนือทรัพยากรพันธุกรรม
ความกังวลคือ เมื่อปรับตาม UPOV 1991 เงื่อนไขให้แจ้งแหล่งที่มาของพันธุกรรม และแบ่งปันผลประโยชน์ในขั้นตอนจดทะเบียน อาจหายไป
ซึ่งกรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า เรื่องนี้จะยังอยู่ในกฎหมาย ผ่านระบบขออนุญาตเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์
ที่น่าสนใจคือ ผลกระทบเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที
เพราะพันธุ์ที่มีอยู่เดิมและไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครอง เกษตรกรยังใช้ได้เหมือนเดิม
เพราะพันธุ์ที่มีอยู่เดิมและไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครอง เกษตรกรยังใช้ได้เหมือนเดิม
แรงกระทบจึงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ตามสัดส่วนของพันธุ์ใหม่ที่เข้ามาแทนที่พันธุ์เดิมในแปลงปลูก
และจะหนักที่สุดในพืชที่เกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ปลูกเองเป็นปกติ อย่างข้าว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฝั่งคัดค้านเป็นห่วงมากที่สุด
และจะหนักที่สุดในพืชที่เกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ปลูกเองเป็นปกติ อย่างข้าว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฝั่งคัดค้านเป็นห่วงมากที่สุด
ส่วนสิ่งที่ยังต้องติดตามต่อ มีอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก การเจรจา FTA ไทย-EU ยังไม่จบ
โดยรัฐบาลย้ำว่า ข้อเสนอของ EU ยังไม่ใช่ข้อตกลงที่ไทยยอมรับแล้ว และข้อตกลงสุดท้ายยังต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
เรื่องที่สอง รายละเอียดของกฎหมายที่จะเขียนออกมา
ซึ่งรัฐบาลเองก็ระบุว่า จะไม่สรุปล่วงหน้าว่า สิทธิของเกษตรกรจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ซึ่งรัฐบาลเองก็ระบุว่า จะไม่สรุปล่วงหน้าว่า สิทธิของเกษตรกรจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ต้องบอกว่า เมล็ดพันธุ์เม็ดเล็ก ๆ ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการเจรจาการค้าครั้งนี้
เพราะด้านหนึ่ง คือแรงจูงใจของคนที่ลงทุนคิดค้นพันธุ์ใหม่
อีกด้านหนึ่ง คือต้นทุนและสิทธิของเกษตรกรที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์เลี้ยงชีพ
เพราะด้านหนึ่ง คือแรงจูงใจของคนที่ลงทุนคิดค้นพันธุ์ใหม่
อีกด้านหนึ่ง คือต้นทุนและสิทธิของเกษตรกรที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์เลี้ยงชีพ
และคำตอบว่าสมดุลอยู่ตรงไหน
จะอยู่ในรายละเอียดของกฎหมาย ที่ยังเขียนไม่เสร็จ..
จะอยู่ในรายละเอียดของกฎหมาย ที่ยังเขียนไม่เสร็จ..