
วิธีหาเงิน 10 ล้าน ใช้ตอนเกษียณ มนุษย์เงินเดือน เริ่มเก็บเดือนละ 4,500
วิธีหาเงิน 10 ล้าน ใช้ตอนเกษียณ มนุษย์เงินเดือน เริ่มเก็บเดือนละ 4,500 /โดย ลงทุนแมน
หลายคนคงเคยได้ยินว่า คนไทยควรมีเงินใช้ในวัยเกษียณ 10 ล้านบาท เพื่อที่ชีวิตจะได้ไม่ลำบากมาก
หลายคนคงเคยได้ยินว่า คนไทยควรมีเงินใช้ในวัยเกษียณ 10 ล้านบาท เพื่อที่ชีวิตจะได้ไม่ลำบากมาก
แม้ดูเหมือนไกลเกินเอื้อม แต่รู้ไหมว่า เราสามารถไปถึงจุดนั้นได้จากการเริ่มเก็บเงินในวันนี้ เดือนละ 4,500 บาท
ซึ่งถ้าตอนนี้เราเป็นมนุษย์เงินเดือนวัย 30 ปี และมีเงินเดือนราว 30,000 บาท การมีเงินสำหรับใช้ตลอดวัยเกษียณ 10 ล้านบาทนั้น ก็อาจไม่ได้ยากอย่างที่คิด
แล้วเราจะจัดการเงินอย่างไร เพื่อให้ไปถึงจุดนั้นได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่นเรามาชำแหละที่มาของเงิน 10 ล้านบาทกันก่อน
เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่บางคนอาจมองข้ามอย่างกองทุนประกันสังคม
ถ้าในวันนี้ (ปี 2569) เราเป็นมนุษย์เงินเดือนวัย 30 ปี ที่มีเงินเดือน 30,000 บาท และส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมทุก ๆ เดือน
หลังจากที่เกษียณอายุในวัย 60 ปี (ปี 2599) เราจะมีสิทธิ์รับเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมเดือนละ 9,775 บาท หรือราว 117,300 บาท/ปี
(คำนวณจากเพดานสูงสุด 23,000 บาท และระยะเวลาผ่อน 30 ปี ตามเกณฑ์ล่าสุดของกองทุนประกันสังคม)
(คำนวณจากเพดานสูงสุด 23,000 บาท และระยะเวลาผ่อน 30 ปี ตามเกณฑ์ล่าสุดของกองทุนประกันสังคม)
โดยถ้าสมมติว่าได้รับบำนาญในอัตรานี้คงที่ ตั้งแต่อายุ 60 ปีไปจนถึงอายุ 85 ปี เท่ากับว่าจะได้รับเงินบำนาญรวมประมาณ 2,932,500 บาท
เพียงแต่ว่า เงินบำนาญก้อนนี้จะไม่ได้ถูกจ่ายในวันเกษียณทันที แต่จะจ่ายเป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต
กลับมาเรื่องที่มาของเงิน เมื่อหักเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมแล้ว นั่นหมายความว่าเรายังขาดอีก 7,067,500 บาท
คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะหาเงินอีก 7 ล้านบาทจากไหน ?
วิธีคิดที่คนส่วนใหญ่ทำ คือเอา 7,067,500 บาท มาหารด้วย 360 เดือน (30 ปี) ตรง ๆ ซึ่งก็จะได้คำตอบว่า เราต้องเก็บเงินเดือนละ 19,600 บาท หรือ 65% ของเงินเดือน (คิดจาก 30,000 บาท)
พอเห็นตัวเลขนี้ หลายคนก็ถอดใจ..
แต่จริง ๆ การคำนวณแบบนั้น เรากำลังลืมความจริงไป 2 ข้อ
ข้อแรกคือ เงินเดือนของเราจะไม่ได้อยู่ที่ 30,000 บาทไปตลอด 30 ปี และข้อที่สองคือ เงินที่เราเก็บ จะไม่ได้นอนนิ่งอยู่เฉย ๆ แต่มันสามารถทำงานให้เราได้ด้วย
มาเริ่มกันที่ข้อแรกกันก่อน..
สมมติว่าเราได้ขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยปีละ 5% ซึ่งใกล้เคียงกับการปรับเงินเดือนเฉลี่ยของบริษัทในไทย บวกกับการเลื่อนตำแหน่งหรือย้ายงานสัก 4-5 ครั้ง ตลอดชีวิตการทำงาน
ตอนอายุ 40 ปี เงินเดือนของเราจะเพิ่มเป็น 48,900 บาท และเมื่ออายุ 50 ปี เงินเดือนของเราจะอยู่ที่ราว 79,600 บาท และในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ เราจะมีเงินเดือนราว 123,500 บาท
ทีนี้ลองมาตั้งกติกาง่าย ๆ กับตัวเองว่า เราจะเก็บเงิน 15% ของเงินเดือนทุกเดือนเอาไว้
ในปีแรก เราเก็บเดือนละ 4,500 บาท แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามฐานเงินเดือน
ในช่วงอายุ 40 ปี เงินที่เก็บก็จะเพิ่มเป็นเดือนละราว 7,300 บาท และตอนอายุ 50 ปี เงินเก็บจะเพิ่มเป็นเดือนละ 11,900 บาท ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ เงินเก็บจะอยู่ที่เดือนละ 18,500 บาท
จะสังเกตได้ว่า เราไม่เคยต้องเก็บเงินถึงเดือนละ 19,600 บาทเลยสักครั้ง เพียงแต่เริ่มต้นเก็บเล็กผสมน้อย แล้วปล่อยให้เงินเดือนที่โตขึ้น พาตัวเลขเงินเก็บวิ่งขึ้นไปเอง
ซึ่งถ้าเอาเงินที่เราหยอดเข้าไปเองทั้งหมดตลอด 30 ปี มากองรวมกัน ก็จะได้ประมาณ 3,590,000 บาท
จะเห็นว่าเงินที่เก็บได้ ยังห่างจาก 7 ล้านบาทที่เราต้องการอยู่มาก
และนี่คือจุดที่ความจริงข้อที่สอง เข้ามามีบทบาท
นั่นก็คือเงินที่เราเก็บจะไม่ได้นอนนิ่งอยู่ในบัญชี
แต่มันออกไปทำงานแทนเรา เพื่อเพิ่มมูลค่าไปในตัว
นั่นก็คือเงินที่เราเก็บจะไม่ได้นอนนิ่งอยู่ในบัญชี
แต่มันออกไปทำงานแทนเรา เพื่อเพิ่มมูลค่าไปในตัว
ในบทความนี้ ลงทุนแมนจะกำหนดผลตอบแทนไว้ที่ 7% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยู่พอสมควร
โดยเหตุผลที่ตั้งผลตอบแทนให้ต่ำกว่าเกณฑ์ไว้ก่อน เพราะเราต้องเผื่อเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุน, ความเสี่ยงค่าเงินบาท และความจริงที่ว่า 30 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นอาจไม่ได้เป็นเหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา
ในการวางแผนเกษียณ การตั้งสมมติฐานไว้ต่ำ ปลอดภัยกว่าการฝันไว้สูงเสมอ
แล้ว 7% ต่อปี มันทำงานอย่างไร ?
วิธีคิดที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือมองเงินออมของแต่ละปี เป็นเงินคนละก้อนที่มีเวลาทำงานไม่เท่ากัน
เงินที่เราเก็บสะสมตอนอายุ 30 ปี มีเวลาทำงานประมาณ 30 ปี ส่วนเงินที่เราหยอดตอนอายุ 55 ปี มีเวลาทำงานแค่ประมาณ 5 ปี
ถ้าเราคำนวณผลตอบแทนทบต้นของเงินแต่ละก้อน ด้วยผลตอบแทน 7% ต่อปี
ในเวลา 10 ปี เงินจะเพิ่มราว 2 เท่า
ในเวลา 20 ปี เงินก็จะเพิ่มราว 3.9 เท่า
และถ้าผ่านไป 30 ปี เงินจะเพิ่มราว 7 เท่าเลยทีเดียว
ในเวลา 20 ปี เงินก็จะเพิ่มราว 3.9 เท่า
และถ้าผ่านไป 30 ปี เงินจะเพิ่มราว 7 เท่าเลยทีเดียว
ทีนี้ลองมาดูของจริงกันบ้าง เงินที่เราเก็บในปีแรกคือ 54,000 บาท เมื่อคูณด้วยตัวคูณ 7 เท่า เงินก้อนนี้จะเพิ่มเป็นประมาณ 380,000 บาท ในวันที่เราเกษียณ
ทั้งที่เราลงทุนไปครั้งเดียวเมื่อตอนอายุ 30 ปี แล้วไม่ได้ไปแตะมันอีกเลย
ส่วนเงินที่เราเก็บตอนอายุ 40 ปี ซึ่งก็คือ 88,000 บาท แม้จะมากกว่าปีแรกถึง 1.6 เท่า แต่เพราะเหลือเวลาแค่ 20 ปี มันจึงเพิ่มเป็น 320,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินก้อนแรกที่มีจุดเริ่มต้นน้อยกว่าเสียอีก
และถ้าดูเงินที่เราเก็บในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ ซึ่งก็คือ 222,000 บาท หรือมากกว่าเงินก้อนแรกถึง 4 เท่า
แต่เพราะมันแทบไม่มีเวลาให้เติบโตเลย มันจึงยังเป็น 222,000 บาทเท่าเดิมในวันที่เราเกษียณ
นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ ก็คือเงินก้อนเล็กที่ใส่เร็ว มีค่ามากกว่าเงินก้อนใหญ่ที่ใส่ช้า
และถ้าเอาเงินต้นและผลตอบแทนของเงินทุกก้อน มาบวกรวมกันทั้งหมด จะอยู่ที่ประมาณ 8,880,000 บาท
มากกว่า 7,067,500 บาทที่เราต้องการอยู่ประมาณ 1,800,000 บาท เลยทีเดียว
มากกว่า 7,067,500 บาทที่เราต้องการอยู่ประมาณ 1,800,000 บาท เลยทีเดียว
เมื่อเราลองแยกเงินก้อนนี้ออกมาดู จะพบความจริงที่น่าสนใจว่า เงินที่มาจากกระเป๋าเราจริง ๆ มีแค่ 3,590,000 บาทเท่านั้น
โดยที่อีก 5,290,000 บาทนั้น มาจากผลตอบแทน 7% ที่ทบต้นจนกลายเป็นเงินก้อนใหญ่นั่นเอง
ถึงตรงนี้ หลายคนคงเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะเริ่มมองเห็นแล้วว่า การมีเงิน 10 ล้านบาทไว้ใช้ในยามเกษียณนั้น อาจไม่ได้ไกลเกินเอื้อมอย่างที่คิด
ขอเพียงมีทักษะเพียงพอที่จะทำให้เงินเดือนของเราปรับขึ้นได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 5% และมีวินัยการออมที่สม่ำเสมอ
แต่ก่อนที่จะดีใจไป มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้..
ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้างบน เราจะเห็นผลตอบแทนที่เกินมาอยู่ราว 1.8 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ เราไม่ควรมองว่าเป็นกำไรที่จะเอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้ทันที
แต่ควรมองว่าเป็นเงินกันชน เพราะในโลกนี้ยังมีหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ และหลายอย่างที่ว่าก็อาจเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด
ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ ที่ทำให้เงินของเราด้อยค่าลง
ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ที่มักเฟ้อเร็วกว่าค่าอาหารหลายเท่า
ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ที่มักเฟ้อเร็วกว่าค่าอาหารหลายเท่า
รวมถึงความผันผวนของการลงทุน ที่ทำให้อาจไม่ได้ผลตอบแทน 7% เป๊ะ ๆ
และที่สำคัญที่สุดคือการที่เราอาจมีอายุยืนเกิน 85 ปี
และที่สำคัญที่สุดคือการที่เราอาจมีอายุยืนเกิน 85 ปี
แม้เงินกันชนก้อนนี้ อาจไม่ได้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง 100% แต่การมีเผื่อไว้ ดีกว่าการวางแผนให้พอดีเป๊ะ
แล้วดันขาดในวันที่เราไม่มีแรงหาเพิ่มแล้ว
แล้วดันขาดในวันที่เราไม่มีแรงหาเพิ่มแล้ว
กลับมาที่ตัวเรา ถ้าใครที่กำลังอ่านบทความนี้ มีอายุเกิน 30 ปีไปแล้ว
ลงทุนแมนก็อยากจะบอกว่า ข้อได้เปรียบที่คนอายุมาก มีมากกว่าคนอายุน้อย ก็คือจำนวนเงินที่มากกว่า
เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่โทษตัวเอง หรือเสียดายเวลาที่ผ่านมามากจนเกินไป
เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่โทษตัวเอง หรือเสียดายเวลาที่ผ่านมามากจนเกินไป
สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ ก็คือการเริ่มต้นลงมือทำทันที
ทั้งศึกษา วางแผน และที่สำคัญคือมีวินัยกับตัวเอง
ทั้งศึกษา วางแผน และที่สำคัญคือมีวินัยกับตัวเอง
และใช้ประโยชน์จากเงินต้น เพื่อชดเชยเวลาที่หายไปเท่าที่จะทำได้
และสำหรับใครที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ก็คงเห็นแล้วว่าเรายังพอมีทางที่จะมีเงิน 10 ล้านบาทในวัยเกษียณ
แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับคนอายุน้อย ก็คือเวลา ซึ่งแทบจะเป็นของฟรีสำหรับคนที่เริ่มเร็ว แต่แพงมากสำหรับคนที่เริ่มช้า..
หมายเหตุ :
- ตัวเลขในบทความนี้ เป็นการรวมเงินที่คาดว่าจะมีไว้ใช้ตลอดช่วงวัยเกษียณแบบง่าย ๆ โดยยังไม่ได้ปรับมูลค่าเงินตามช่วงเวลาที่ได้รับ และอยู่บนสมมติฐานว่า ฐานเงินเดือนและการออมจะมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ
- ตัวเลขเงินบำนาญประกันสังคมเป็นการคำนวณจากสูตรปัจจุบัน โดยฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณอยู่ที่ 23,000 บาท และส่งเงินสมทบครบ 30 ปี ซึ่งเกณฑ์ เพดานค่าจ้าง และสูตรคำนวณในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลง
- ตัวเลขในบทความนี้ เป็นการรวมเงินที่คาดว่าจะมีไว้ใช้ตลอดช่วงวัยเกษียณแบบง่าย ๆ โดยยังไม่ได้ปรับมูลค่าเงินตามช่วงเวลาที่ได้รับ และอยู่บนสมมติฐานว่า ฐานเงินเดือนและการออมจะมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ
- ตัวเลขเงินบำนาญประกันสังคมเป็นการคำนวณจากสูตรปัจจุบัน โดยฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณอยู่ที่ 23,000 บาท และส่งเงินสมทบครบ 30 ปี ซึ่งเกณฑ์ เพดานค่าจ้าง และสูตรคำนวณในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลง