Wistron อดีตธุรกิจในเครือ Acer วันนี้รายได้มากกว่า Acer 8 เท่า

Wistron อดีตธุรกิจในเครือ Acer วันนี้รายได้มากกว่า Acer 8 เท่า

Wistron อดีตธุรกิจในเครือ Acer วันนี้รายได้มากกว่า Acer 8 เท่า /โดย ลงทุนแมน
พูดถึงบริษัทในทวีปเอเชียที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI หลายคนอาจนึกถึง TSMC ผู้รับจ้างผลิตชิปจากไต้หวัน
แต่ในไต้หวันเอง ก็มีอีกบริษัทหนึ่งชื่อว่า “Wistron”
ซึ่งกำลังมีบทบาทไม่น้อยในซัปพลายเชนของ AI และยังเป็นพันธมิตรคนสำคัญของ Nvidia ด้วย
โดยในอดีต พวกเขาเคยเป็นเพียงหน่วยธุรกิจในเครือของบริษัทคอมพิวเตอร์ชั้นนำอย่าง Acer
แต่ต่อมา ได้แยกตัวออกมาตั้งเป็นบริษัท และมีรายได้แซงหน้า Acer ไปกว่า 8 เท่าแล้ว..
เรื่องราวของ Wistron น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2001 Acer ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก ตัดสินใจเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ มามุ่งเน้นการออกแบบและทำการตลาดแทน
จึงนำหน่วยธุรกิจกลางน้ำอย่าง โรงงานผลิต แยกตัวออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ในชื่อว่า Wistron
โดยจะไม่ได้ผลิตสินค้าให้ Acer เท่านั้น แต่ยังรับจ้างออกแบบและผลิตคอมพิวเตอร์ ให้แก่ลูกค้ารายอื่นด้วย อย่างเช่น Dell, HP, Lenovo
ก่อนที่จะนำ Wistron เข้าตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันในปี 2003 ซึ่งทำให้ Acer ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเรื่อย ๆ เพื่อ ให้ Wistron สามารถบริหารงานและรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่าง ๆ ได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น จน Wistron ไม่ได้มีสถานะเป็นบริษัทลูกอีกต่อไป
ต่อมาในปี 2007 เกิดจุดเปลี่ยนขึ้น เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone รุ่นแรก ทำให้ Wistron เล็งเห็นความเปลี่ยนแปลง จึงปรับตัวไปพัฒนาการผลิตสมาร์ตโฟน
จนได้เป็นผู้รับจ้างผลิต iPhone ในประเทศจีน ให้กับ Apple ร่วมกับ Foxconn และ Pegatron
และพอ Apple มีนโยบายกระจายความเสี่ยงฐานการผลิต เมื่อปี 2017 ทาง Wistron ก็เป็นซัปพลายเออร์รายแรกที่เข้าไปตั้งโรงงานใหม่ในประเทศอินเดีย
แต่พอมาปี 2020 เกิดปัญหาคนงานชาวอินเดียประท้วงขึ้น ทำให้ Apple สั่งระงับออร์เดอร์ชั่วคราว
แม้ Wistron แก้ไขปัญหาได้ แต่ด้วยความไม่แน่นอน เลยถอนตัวขายโรงงานในอินเดียให้เครือ Tata Group เมื่อปี 2023
ซึ่งในตอนนั้น หลายฝ่ายคิดว่า Wistron คงเจอวิกฤติอันแสนสาหัสแน่นอน
แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็มีอุตสาหกรรมใหม่พุ่งทะยานขึ้นมา นั่นคือ AI
เมื่อพูดถึง AI เรามักคิดถึง แช็ตบอต ที่ทำงานผ่าน Data Center
แต่นอกจากการประมวลผลด้วยชิปแล้ว มันยังต้องมีโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อีกมากมาย
ด้วยเหตุนี้ Wistron จึงเห็นโอกาสกระโดดเข้ามาร่วมวง ในการผลิต “เซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI”
ซึ่งคราวนี้มีพันธมิตรคนสำคัญ ก็คือ Nvidia ซึ่งเป็นลูกค้าที่คุ้นเคยกันก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
โดยในการผลิตการ์ดจอประมวลผลกราฟิกนั้น Nvidia จะจ้าง TSMC ให้ผลิตชิป GPU ก่อนที่จะจ้าง Wistron ให้ประกอบลงบนแผงวงจร จนกลายเป็นการ์ดจอที่สมบูรณ์แบบ
ส่งผลให้ในยุค AI บริษัทจึงได้รับความไว้วางใจให้ร่วมงานกับ Nvidia อีก
โดยในการดำเนินธุรกิจ Data Center นั้น Nvidia จะจ้าง TSMC รวมถึงผู้เล่นรายอื่น ๆ ให้ผลิตชิป ทั้งประเภท GPU และ HBM
หลังจากนั้น จะจ้าง Wistron ให้ประกอบชิปเหล่านั้นลงบนแผงวงจร กลายเป็นตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ พร้อมติดตั้งระบบไฟฟ้าและการระบายความร้อนด้วย
โดย Nvidia ได้จองใช้โรงงานของ Wistron ในไต้หวัน ที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อปี 2025 เต็มกำลังการผลิตไปจนถึงสิ้นปีนี้แล้ว
รวมถึงล่าสุด Wistron ได้ลงทุนสร้างโรงงานใหม่อีก 2 แห่ง ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา มูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท สำหรับให้บริการ Nvidia โดยเฉพาะ
แล้วผลประกอบการของ Wistron เป็นอย่างไร ?
อุตสาหกรรม AI และ Data Center ที่เป็นเมกะเทรนด์ ได้ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว
ปี 2023 รายได้ 0.9 ล้านล้านบาท กำไร 1.9 หมื่นล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 1.1 ล้านล้านบาท กำไร 3.2 หมื่นล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 2.3 ล้านล้านบาท กำไร 6.1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2026 บริษัทมีรายได้ 1.8 ล้านล้านบาท กำไร 4.4 หมื่นล้านบาท
โดยรายได้จากธุรกิจ AI Server คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของยอดขายทั้งหมดเลยทีเดียว
ส่งผลให้ Wistron ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Foxconn เท่านั้น
รวมทั้งได้รับการจัดอันดับ Fortune 500 พุ่งขึ้นจากอันดับ 298 มาเป็น 198 ของโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปีที่ผ่านมา
นอกจากนั้น เมื่อเทียบกับอดีตบริษัทแม่อย่าง Acer ที่เมื่อปี 2025 มีรายได้อยู่ที่ 0.29 ล้านล้านบาท
เท่ากับว่า Wistron นั้นใหญ่กว่า Acer ประมาณ 8 เท่าตัว
ทั้งนี้ บริษัท Wistron ล่าสุด มีมูลค่าหุ้นอยู่ที่ประมาณ 622,000 ล้านบาท
จากเรื่องราวนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ทำให้ Wistron ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง คงจะเป็นวิธีคิดที่พร้อมปรับตัวให้ทันต่อแนวโน้มตลาดอยู่เสมอ
แม้พวกเขาเริ่มต้นจากการผลิตคอมพิวเตอร์ แต่ก็เห็นโอกาสและพัฒนาจนมีความเชี่ยวชาญทั้งในตลาดสมาร์ตโฟน และ Data Center
เลยอยู่ถูกที่ถูกเวลา และสามารถเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงในแต่ละช่วงได้
ทำให้บริษัทที่เคยเป็นเพียงหน่วยผลิตในเครือ Acer
กลายเป็นโรงงานเบื้องหลัง AI ที่คนทั้งโลกใช้ในวันนี้ นั่นเอง..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon