
ถ้า VAT กลับไป 10% จะเป็นอย่างไร ?
VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย ที่ปกติแล้วเราถูกเก็บอัตราภาษีที่ 7% รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว ตามกฎหมายกำหนดไว้ที่ 10%
แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยออกกฎหมายลดการเก็บภาษี ให้เหลือ 7% แค่ชั่วคราวแบบปีต่อปี
อย่างล่าสุด ครม. ได้มีมติอนุมัติการคง VAT ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
อย่างล่าสุด ครม. ได้มีมติอนุมัติการคง VAT ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
และสมมติว่า ถ้า VAT กลับไป 10% แล้วจะเป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
VAT คือการจัดเก็บภาษีจากการขายสินค้าหรือการให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิต และจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ทั้งที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ
เป็นภาษีทางอ้อม เพราะผู้ผลิตหรือผู้ขายได้บวกภาษีเข้าไปในราคาสินค้าและบริการแล้ว
หากเจาะลึกลงไปรายได้ของรัฐบาลไทยเก็บได้ ปีงบประมาณ 2568 ราว 3,330,000 ล้านบาท
อันดับ 1 VAT 993,000 ล้านบาท
อันดับ 2 ภาษีนิติบุคคล 797,000 ล้านบาท
อันดับ 3 ภาษีสรรพสามิต 477,000 ล้านบาท
อันดับ 4 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 432,000 ล้านบาท
อันดับ 2 ภาษีนิติบุคคล 797,000 ล้านบาท
อันดับ 3 ภาษีสรรพสามิต 477,000 ล้านบาท
อันดับ 4 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 432,000 ล้านบาท
จะเห็นว่า VAT เป็นรายการใหญ่สุด คิดเป็นเกือบ 30% ของรายได้รัฐบาลเลยทีเดียว
เรียกได้ว่า ใหญ่ขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลอยากได้รายได้เพิ่มแบบง่าย ๆ ที่สุด แบบไม่ต้องคิดมากก็คือ การปรับ VAT ขึ้น
เพราะการเก็บ VAT เป็น 10% นั้น หมายถึงรัฐบาลอาจจะมีรายได้เพิ่มถึงปีละ 200,000 - 300,000 ล้านบาท เลยทีเดียว
เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นมาระดับนี้ เทียบเท่ากับ
-งบบัตรทอง (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) ประมาณ 1 ปี
-แจกเงินคนไทยคนละ 4,500 บาท ได้ทั้งประเทศ
-สร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ได้อีกหลายสาย
-แจกเงินคนไทยคนละ 4,500 บาท ได้ทั้งประเทศ
-สร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ได้อีกหลายสาย
อย่างที่หลายคนบอก VAT ของประเทศไทยอยู่ในอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ สามารถขึ้นได้ถึง 10% (แต่ 15% ก็อาจจะเป็นตัวเลขที่โอเวอร์เกินไป)
แน่นอนว่า ถ้า VAT กลับไป 10% ต้องเกิดผลกระทบตามมาแบบมหาศาล ไล่ตั้งแต่
ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้นทันที โดยสินค้าและบริการที่อยู่ในระบบ VAT จะมีราคาหน้าป้ายสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้นโดยตรง
ซึ่งผลกระทบนี้ ผู้มีรายได้น้อยรับภาระหนักที่สุด เพราะผู้มีรายได้น้อยจะเสียภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับมุมรายได้ของตนเอง
และประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น มีการชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าชิ้นใหญ่ หรือบริการที่ไม่จำเป็น และเน้นซื้อเฉพาะปัจจัยสำหรับดำรงชีพมากขึ้น
ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับยอดขายหดตัวตามมา เพราะกำลังซื้อของประชาชนลดลง
นอกจากนี้ ยังต้องการแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่สามารถผลักภาระภาษี 3% ที่เพิ่มขึ้นไปให้ผู้บริโภคได้ทั้งหมด
รวมถึงธุรกิจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์บัญชี เครื่องบันทึกเงินสด รวมถึงการเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่ทั้งหมด
สะท้อนมายังภาพใหญ่สุดของประเทศก็คือ GDP อาจชะลอตัวระยะสั้น
เพราะการดึงเงินออกจากกระเป๋าประชาชนเข้าสู่คลังของรัฐบาล จะทำให้การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สะดุดลง
สุดท้ายแล้ว ถ้า VAT จาก 7% ไป 10% เกิดจริง มันต้องขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะสามารถนำเงินภาษีที่เก็บเพิ่ม ไปลงทุนหรือใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนกลับมาได้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า มากน้อยแค่ไหน..
แต่ต้องบอกว่าในทางปฎิบัติ ที่ผ่านมาทุกรัฐบาล ก็ไม่เคยกล้าปล่อยให้ VAT กลับมาอยู่ที่ 10% เลย..