รู้จัก CRRC รัฐวิสาหกิจรถไฟจีน รายได้ล้านล้าน แต่มูลค่าบริษัทน้อยกว่า AOT

รู้จัก CRRC รัฐวิสาหกิจรถไฟจีน รายได้ล้านล้าน แต่มูลค่าบริษัทน้อยกว่า AOT

AOT ที่เป็นเจ้าของสนามบิน ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัท 854,000 ล้านบาท
แต่ที่จีนมี CRRC เป็นรัฐวิสาหกิจรถไฟ ผู้อยู่เบื้องหลังรถไฟความเร็วสูง กว่า 50,000 กิโลเมตรทั่วประเทศจีน กลับมีมูลค่าบริษัทเพียง 648,000 ล้านบาทเท่านั้น 
ที่น่าสนใจคือ CRRC กลับสร้างรายได้ จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบรางได้มากกว่า 1,000,000 ล้านบาทต่อปี และมีลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทย ก็เป็นหนึ่งในนั้น..
แล้วการทำโมเดลรัฐวิสาหกิจรถไฟแบบ CRRC นั้น มีความน่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ถ้าเราไปดูรายได้และกำไร ของ CRRC 3 ปีย้อนหลัง เราจะเห็นว่า
ปี 2023 รายได้ 1.17 ล้านล้านบาท กำไร 72,800 ล้านบาท 
ปี 2024 รายได้ 1.23 ล้านล้านบาท กำไร 78,300 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 1.37 ล้านล้านบาท กำไร 84,500 ล้านบาท
รายได้ กำไร โตขึ้นต่อเนื่อง และมี P/E อยู่ที่ 7.7 เท่า
ตัวเลขนี้ทำให้ CRRC เป็นผู้ผลิตและประกอบรถไฟ ที่มีรายได้และกำไรมากที่สุดในโลก ซึ่งมากกว่า Alstom จากฝรั่งเศส และ Siemens จากเยอรมนี ที่เคยเป็นเจ้าตลาดผู้ผลิตรถไฟรวมกันเสียอีก
แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว รถไฟจีนตอนนั้น ยังเป็นแค่หัวรถจักรไอน้ำและรถไฟดีเซลราง 
และด้วยพื้นที่ของทั้งประเทศ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศไทย 19 เท่า
ทำให้รถไฟแบบเดิม ต้องใช้เวลาในการเดินทางข้ามมณฑลต่าง ๆ ในประเทศจีนเป็นวัน ๆ 
โดยเฉพาะในช่วงปี 2000 ที่จีนเริ่มเปิดประเทศ และผันตัวมาเป็นโรงงานที่คอยผลิตสินค้าป้อนไปทั้งโลก
การใช้หัวรถจักรดีเซลให้บริการผู้คนกว่า 1,300 ล้านคน หรือใช้ขนส่งสินค้าจากมณฑลหนึ่งไปยังอีกมณฑลหนึ่ง จึงกลายเป็นคอขวดหลัก ที่ขวางกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทว่าจีนในวันนั้น ไม่มีทั้ง Know-How และเทคโนโลยีการสร้างรถไฟเป็นของตัวเองเลย 
ดังนั้นจีนจึงเลือกใช้วิธีการเหมือนที่เคยทำกับสินค้าอื่น 
คือรับเอาเทคโนโลยีการสร้างรถไฟจากต่างชาติมา โดยที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
โดยรัฐบาล ได้ตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นมา 2 เจ้า คือ
- CNR เป็นผู้ผลิตทางฝั่งเหนือ จะดูแลโรงงานรถไฟ ทางภาคเหนือของประเทศจีน
- CSR เป็นผู้ผลิตทางฝั่งใต้ จะดูแลโรงงานรถไฟ ทางภาคใต้ของประเทศจีน
โดยพวกเขาได้ใช้กลยุทธ์ Market for Technology ซึ่งก็คือการเปิดตลาดรถไฟในประเทศตัวเอง ให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ด้วยข้อแลกเปลี่ยนที่หอมหวาน คือ ยอดซื้อขบวนรถไฟแบบบิ๊กล็อต 
กลยุทธ์นี้ได้ผล เพราะมีประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรถไฟอย่าง ญี่ปุ่น และเยอรมนี ต่างตบเท้าเข้ามาลงทุน
ซึ่งช่วงแรกรัฐบาลจีนยอมเสียเปรียบ เพื่อแลกกับสิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวคือ 
พิมพ์เขียวของระบบรถไฟทั้งหมด โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นและเยอรมนี
แต่ภายใต้ข้อแลกเปลี่ยน ที่ดูเหมือนต่างชาติจะได้ประโยชน์ 
รัฐบาลจีนก็ได้ซ่อนเงื่อนไขที่แยบยล กับบริษัทยักษ์ใหญ่จากหลายประเทศ
นั่นคือ ต่างชาติที่เข้ามาจะต้องตั้งบริษัทร่วมทุน โดยมีรัฐวิสาหกิจอย่าง CSR และ CNR เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เท่านั้น 
และชาวต่างชาติยังต้องยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟ ด้วยการส่งพิมพ์เขียว, ซอฟต์แวร์ระบบเดินรถ และวิศวกรเข้ามาอบรมวิธีผลิตชิ้นส่วนให้คนจีนแบบจับมือทำ
โดยวิศวกรจากทั้งฝั่ง CNR และ CSR จะมีหน้าที่ถอดรหัสชิ้นส่วนระบบราง ตั้งแต่ตัวถังและโครงสร้างรถไฟ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง ระบบเบรก ไปจนถึงซอฟต์แวร์ประมวลผล เพื่อมาผลิตรถไฟความเร็วสูงในรุ่นของตัวเอง
รถไฟความเร็วสูงสายแรก ๆ จีนก็ได้สั่งซื้อและนำชิ้นส่วนมาประกอบตามพิมพ์เขียวต่างชาติ โดย
- รุ่น CRH1 ได้ต้นแบบมาจาก Bombardier จากประเทศแคนาดา
- รุ่น CRH2 ได้ต้นแบบมาจาก Kawasaki จากประเทศญี่ปุ่น
- รุ่น CRH3 ได้ต้นแบบมาจาก Siemens จากประเทศเยอรมนี
- รุ่น CRH5 ได้ต้นแบบมาจาก Alstom จากประเทศฝรั่งเศส
ซึ่งต่อมาทีมวิศวกรจีน ก็เอาข้อดีจากระบบรถไฟของแต่ละประเทศมาปรับใช้ และออกแบบให้เป็นของตัวเอง 100% 
และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทีมวิศวกรจีนได้ทำ ก็คือการวางมาตรฐานรถไฟ ให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ 
ตั้งแต่การออกแบบชิ้นส่วนอะไหล่ เช่น เพลา ล้อ สวิตช์ไฟ และนอต ให้เป็นแบบเดียวกัน โดยสามารถถอดเปลี่ยนสลับกันได้ระหว่างขบวน 
ไปจนถึง ระบบควบคุมต่าง ๆ ในระบบรถไฟ ทั้งซอฟต์แวร์ ป้ายไฟแสดงสัญญาณ และระบบรักษาความปลอดภัยให้เป็นแบบเดียวกันทั้งหมด
การแชร์ระบบอะไหล่ และทรัพยากรต่าง ๆ ระหว่างกันได้
ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ต้นทุนในการผลิตจึงถูกลง และระยะเวลาที่ผลิตก็เร็วขึ้น
หลังจากที่จีนสามารถออกแบบ และพัฒนาทุกอย่างให้กลายเป็นระบบเดียวกันแล้ว 
จีนก็เริ่มผลิตรถไฟเองทั้งหมดตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา เพื่อรองรับโครงข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 
จากความยาว 672 กิโลเมตร ในปี 2008 
กลายมาเป็นความยาว 25,000 กิโลเมตร ในปี 2017
นอกจากจะพลิกโฉมวงการรถไฟความเร็วสูงแล้ว 
ในปีเดียวกันรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 เจ้าก็ได้ควบรวมกิจการกลายเป็น CRRC
สาเหตุที่ควบรวม ก็เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร ลดต้นทุนและความซ้ำซ้อน ไม่ต้องวิจัยและพัฒนาแข่งกัน 
แถมตอนขยายตลาด ก็ไม่จำเป็นต้องมาตัดราคาแข่งกันเองเวลาประมูลโครงการในต่างประเทศ 
ปัจจุบัน CRRC ก็ได้กลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ที่วิ่งระหว่างมณฑลต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศจีน 
โดยมีความยาวกว่า 50,000 กิโลเมตร ซึ่งความยาวนี้มากกว่ารถไฟความเร็วสูงชิงกันเซ็งถึง 16 เท่า
ถ้าฝั่งญี่ปุ่น ได้มีการแตกบริษัทเดินรถไฟ JR ออกเป็น 7 บริษัท โดยแบ่งแยกตามภูมิภาคต่าง ๆ
ฝั่งประเทศจีน ก็ได้มีการแตกบริษัทเดินรถไฟอย่าง China Railway ออกเป็น 18 บริษัทเช่นกัน โดยแบ่งแยกตามภูมิภาคต่าง ๆ เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเช่น
การรถไฟปักกิ่ง, การรถไฟเซี่ยงไฮ้, การรถไฟกว่างโจว และการรถไฟเฉิงตู
แน่นอนว่าทั้ง 18 บริษัทเดินรถไฟจีนนี้ ก็ถือเป็นลูกค้าหลักที่จะต้องซื้อขบวนรถไฟ และซื้อบริการติดตั้งระบบจาก CRRC เพียงเจ้าเดียว
โดย CRRC ก็จะผูกขาดรายได้ จากการสั่งซื้อขบวนรถไฟ ติดตั้งระบบ และยังสามารถเก็บเงินค่าซ่อมบำรุงรถไฟเป็นรายงวด จากผู้ให้บริการทั้งหมด 18 เจ้าอีกด้วย
นอกจากผู้ให้บริการรถไฟทั้ง 18 เจ้าในประเทศจีนแล้ว CRRC ก็ยังผูกขาดลูกค้าที่เป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ Metro ในมหานครต่าง ๆ กว่า 50 เมือง ทั่วประเทศจีนอีกด้วย..
สรุปรายชื่อลูกค้าที่ CRRC ผูกขาดไว้คือ
- รถไฟความเร็วสูงกว่า 50,000 กิโลเมตร ทั่วประเทศจีน
- รัฐวิสาหกิจบริษัทเดินรถไฟ 18 เจ้า ทั่วทุกภูมิภาคของจีน
- ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า Metro ในเมืองอีก 50 เจ้า
และฐานลูกค้ายักษ์ใหญ่เหล่านี้เอง ก็คอยสร้างกระแสเงินสดและกำไรให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้ CRRC สามารถแบ่งงบไปลงทุนพัฒนาธุรกิจ New S-Curve อื่น เช่น ธุรกิจพลังงานสะอาด อย่างกังหันลม และธุรกิจยานยนต์ จนสร้างรายได้เสริมได้อีกกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ CRRC ก็ยังเติบโตจากกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ ที่ต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกว่า 110 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงของประเทศไทย และโครงการรถไฟของประเทศเพื่อนบ้าน 
อย่าง โครงการรถไฟความเร็วปานกลาง ECRL ของประเทศมาเลเซีย และโครงการความเร็วสูงในประเทศอินโดนีเซีย และลาวด้วย
โดยสัดส่วนลูกค้าของ CRRC ในปี 2025 กว่า 1,368,000 ล้านบาทในตอนนี้ มาจาก
- ลูกค้าในประเทศ 1,194,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 87% 
- ลูกค้าต่างประเทศ อย่างประเทศไทย อินโดนีเซีย 174,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13%
ถ้าดูสัดส่วนรายได้แล้วจะเห็นว่า CRRC ก็ยังคงพึ่งพากลุ่มลูกค้าภายในประเทศ นั่นคือกลุ่มบริษัท China Railway ทั้ง 18 เจ้า
ทีนี้ เราลองมาส่องสัดส่วนรายได้ของ CRRC บ้าง
รายได้ทั้งหมดของ CRRC ที่ 1,368,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
- อุปกรณ์รางและขบวนรถไฟ 45%
- ธุรกิจใหม่ อย่างพลังงานสะอาดและ EV 38%
- ธุรกิจรถไฟฟ้าในเมือง และโครงสร้างพื้นฐาน 15%
- รายได้อื่น ๆ เช่น สินเชื่อ 2%
แม้จะครองตลาดใหญ่ แต่หากมองภาพรวม ธุรกิจรถไฟในประเทศจีนก็อาจจะโตได้ไม่มาก เพราะตอนนี้จีนมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงครอบคลุมไปแล้วทั่วประเทศ
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้รัฐวิสาหกิจ CRRC ของจีน ต้องพยายามหาลูกค้าต่างประเทศที่ต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางมากขึ้น 
ซึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพอภิวัฒน์-โคราช ของประเทศไทยที่กำลังก่อสร้าง ก็เป็นหนึ่งในนั้น 
โดยถ้ารถไฟความเร็วสูงโครงการนี้สร้างเสร็จ ประเทศไทยเรา ก็จะได้ใช้รถไฟ Fuxing Hao จากประเทศจีนเช่นกัน
จากทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวของ China Railway Rolling Stock Corporation รัฐวิสาหกิจผูกขาด ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีนทั่วทั้งประเทศ
ที่สามารถทำรายได้หลักล้านล้านบาท และทำกำไรได้ถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท
ซึ่ง CRRC ปัจจุบัน ก็ได้เข้าไปลิสต์ใน 2 ตลาด นั่นคือตลาดฮ่องกง และตลาดเซี่ยงไฮ้ 
และถ้าหากอ้างอิงจากมูลค่าบริษัทตามตลาดเซี่ยงไฮ้ในตอนนี้ ก็จะมีมูลค่าอยู่ที่ 648,000 ล้านบาท
ซึ่งเรื่องราวของ CRRC ก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า จากประเทศที่เคยไม่มีแม้แต่พิมพ์เขียวสักแผ่น 
วันนี้จีนได้ถอดรหัส แกะแบบ หลอมรวมนวัตกรรม จนสร้างยักษ์ใหญ่ระบบรางอย่าง CRRC ที่ไม่เพียงสยายปีกครอบครองเส้นทางรถไฟทั่วประเทศจีน
แต่ยังกลายเป็นมหาอำนาจผู้กำหนดมาตรฐาน และส่งออกเทคโนโลยีระบบรางให้กับทั่วทั้งโลก 
และเป็นรัฐวิสาหกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพียงไม่กี่เจ้าบนโลก ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า 1,000,000 ล้านบาทต่อปี..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon