
เบื้องหลัง Freshket วางแผนยอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2030
ธุรกิจร้านอาหารที่มียอดขายสูง หลายครั้งกำไรอาจไม่ได้สูงตามไปด้วย
อย่างในปี 2026 นี้ ผู้ประกอบการต้องรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบผันผวนจากหลายปัจจัย เช่น อากาศแปรปรวน, ภาวะน้ำท่วม และค่าขนส่งระหว่างประเทศที่กระทบต่อราคาวัตถุดิบนำเข้า
อย่างในปี 2026 นี้ ผู้ประกอบการต้องรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบผันผวนจากหลายปัจจัย เช่น อากาศแปรปรวน, ภาวะน้ำท่วม และค่าขนส่งระหว่างประเทศที่กระทบต่อราคาวัตถุดิบนำเข้า
ทำให้แพลตฟอร์มสั่งซื้อวัตถุดิบครบวงจรสำหรับร้านอาหาร เข้ามาช่วยบริหารต้นทุนอย่างการคาดการณ์ คุมงบวัตถุดิบ และช่วยลดการสต๊อกของสดหน้าร้าน
หนึ่งในนั้นคือ Freshket แพลตฟอร์มสั่งซื้อวัตถุดิบอาหารออนไลน์ ที่ก่อตั้งปี 2017 และเติบโตจนให้บริการผู้ประกอบการที่ใช้งานกว่า 20,000 ราย
ล่าสุดยังวางเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2030
ล่าสุดยังวางเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2030
แล้ว Freshket จะก้าวไปสู่เป้าหมายนี้อย่างไร ?
คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Freshket จะมาเล่ากลยุทธ์น่าสนใจ
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Freshket จะมาเล่ากลยุทธ์น่าสนใจ
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
ปัจจุบัน Freshket มีอัตราการกลับมาซื้อซ้ำ (Retention Rate) 91% สะท้อนว่าฐานลูกค้าเดิมใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากการแก้ 3 Pain Point ให้กับลูกค้า ได้แก่
- ราคาและคุณภาพที่เหมาะสม
เมื่อราคาวัตถุดิบผันผวน ผู้ประกอบการมักใช้ความคิดสร้างสรรค์ปรับเมนูหรือหาวัตถุดิบทดแทน เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งต้องอาศัยแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายและไว้ใจได้
จุดนี้เองที่ Freshket เข้ามาเป็นตัวกลางช่วยคัดวัตถุดิบคุณภาพในราคาสมเหตุสมผล ช่วยให้ร้านวางแผน Food Cost ได้แม่นยำขึ้น พร้อมเปรียบเทียบสินค้าและราคาได้ทันที โดยไม่ต้องติดต่อซัปพลายเออร์หลายเจ้าเอง
- ความน่าเชื่อถือในการจัดส่ง
สถิติการให้บริการของ Freshket ทำได้ครบทั้ง 3 ด้าน ทั้งอัตราการจัดส่งตรงเวลาเฉลี่ย 97.8% อัตราการจัดส่งสำเร็จและครบถ้วนเฉลี่ย 98.5% และอัตราคุณภาพสินค้าเฉลี่ย 99%
ความสม่ำเสมอเหล่านี้ ช่วยสร้างความไว้ใจให้ร้านอาหารจำนวนมาก
เพราะหากวัตถุดิบมาช้าหรือส่งไม่ครบ ก็อาจกระทบทั้งการเตรียมอาหารและยอดขายของร้านในระยะสั้น
เพราะหากวัตถุดิบมาช้าหรือส่งไม่ครบ ก็อาจกระทบทั้งการเตรียมอาหารและยอดขายของร้านในระยะสั้น
- สั่งสะดวก พร้อมช่วยบริหารต้นทุน
Freshket ออกแบบระบบให้เข้ากับวิถีชีวิตคนทำร้านอาหาร
โดยผู้ประกอบการสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเลือกเวลารับสินค้าได้ทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 07.30-18.30 น. และส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ 1,500 บาท
โดยผู้ประกอบการสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเลือกเวลารับสินค้าได้ทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 07.30-18.30 น. และส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ 1,500 บาท
ระบบนี้ช่วยให้ร้านอาหารวางแผนจัดการวัตถุดิบได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องสต๊อกของสดหรือลงทุนตู้แช่ขนาดใหญ่จำนวนมาก และช่วยลดเงินทุนจมจากวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจาก Food Waste
ผลดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า
ปี 2021 ยอดขาย 567 ล้านบาท
ปี 2022 ยอดขาย 1,037 ล้านบาท
ปี 2023 ยอดขาย 1,726 ล้านบาท
ปี 2024 ยอดขาย 2,286 ล้านบาท
ปี 2025 ยอดขาย 2,304 ล้านบาท
และในปี 2026 คาดการณ์ว่าปิดยอดขายที่ 2,700 ล้านบาท
ปี 2022 ยอดขาย 1,037 ล้านบาท
ปี 2023 ยอดขาย 1,726 ล้านบาท
ปี 2024 ยอดขาย 2,286 ล้านบาท
ปี 2025 ยอดขาย 2,304 ล้านบาท
และในปี 2026 คาดการณ์ว่าปิดยอดขายที่ 2,700 ล้านบาท
สะท้อนว่า Freshket กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
และเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 5,000 ล้านบาท ในปี 2030
และเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 5,000 ล้านบาท ในปี 2030
Freshket ใช้กลยุทธ์ธุรกิจอะไร เพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น ?
คุณพงษ์ลดา เน้นย้ำ 2 จุดแข็งขับเคลื่อนธุรกิจที่ทำให้เติบโตมาจนถึงวันนี้
- จุดแข็งที่ 1 ใช้เทคโนโลยี Demand Aggregation เพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อ
ระบบออร์เดอร์อัตโนมัติ เมื่อมีคำสั่งซื้อจากร้านอาหาร ระบบจะส่งข้อมูลตรงสู่ซัปพลายเออร์และคลังสินค้าทันที ช่วยให้จัดการวัตถุดิบสดที่มีอายุจำกัดได้อย่างแม่นยำแบบ Just-in-Time
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัว Freshket Sense เครื่องมือ AI วิเคราะห์ Food Cost แบบ Real-Time
เพื่อช่วยร้านอาหารหาวิธีลดต้นทุน
เช่น การแนะนำการเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน พร้อมประเมินอัตราการช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาว
เพื่อช่วยร้านอาหารหาวิธีลดต้นทุน
เช่น การแนะนำการเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน พร้อมประเมินอัตราการช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาว
- จุดแข็งที่ 2 ยกระดับการจัดส่งให้เลือกเวลาได้ทุก 1 ชั่วโมง ด้วยโมเดล Routing Logistics
เพื่อจัดส่งสินค้าให้ตรงตามช่วงเวลาที่ลูกค้าเลือก Freshket ใช้ระบบหลังบ้านช่วยวางแผนเส้นทาง และจัดรอบส่งให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ โดยแบ่งการจัดส่งออกเป็น 4 โมเดล คือ
- Hub & Spoke : มอเตอร์ไซค์ส่งสินค้าให้ร้านอาหารขนาดเล็กในเมือง
- Cluster : รถกระบะจอดตามจุดศูนย์กลาง แล้วกระจายสินค้าทีเดียวหลายร้าน
- Milkrun : วางเส้นทางให้รถแวะส่งสินค้าตามจุดต่าง ๆ ตามลำดับและเวลาที่กำหนด
- Direct : จัดส่งสินค้าปริมาณมากจากคลังสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่โดยตรง
- Cluster : รถกระบะจอดตามจุดศูนย์กลาง แล้วกระจายสินค้าทีเดียวหลายร้าน
- Milkrun : วางเส้นทางให้รถแวะส่งสินค้าตามจุดต่าง ๆ ตามลำดับและเวลาที่กำหนด
- Direct : จัดส่งสินค้าปริมาณมากจากคลังสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่โดยตรง
และยังเผย 3 กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อน Freshket นับจากนี้ ประกอบด้วย
- กลยุทธ์ที่ 1 ขยายกลุ่มสินค้า เพื่อเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล
จากจุดแข็งเดิมอย่างการส่งผักและผลไม้ Freshket เลือกขยายกลุ่ม หมู่สินค้าให้หลากหลายขึ้น ตั้งแต่อาหารแปรรูป เนื้อสัตว์ ไปจนถึงสินค้านำเข้าพรีเมียม
วิธีนี้ช่วยให้ร้านอาหารสั่งซื้อวัตถุดิบได้ครบในบิลเดียว แบบ All-in-One Place
ขณะเดียวกัน Freshket สามารถบริหารต้นทุนจัดส่งต่อรอบได้ดีขึ้น
ด้วยการจัดส่งสินค้าหลากหลายประเภทไปพร้อมกัน ตั้งแต่ผักสดที่มีขนาดใหญ่แต่มูลค่าต่อชิ้นต่ำ ไปจนถึงสินค้านำเข้าที่มีขนาดเล็กแต่มูลค่าสูง
ด้วยการจัดส่งสินค้าหลากหลายประเภทไปพร้อมกัน ตั้งแต่ผักสดที่มีขนาดใหญ่แต่มูลค่าต่อชิ้นต่ำ ไปจนถึงสินค้านำเข้าที่มีขนาดเล็กแต่มูลค่าสูง
- กลยุทธ์ที่ 2 ขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อกระจายความเสี่ยง
นอกจากขยายพื้นที่บริการในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ Freshket ยังขยายฐานลูกค้าจากร้านอาหาร SME สู่เชนร้านอาหารขนาดใหญ่ รวมถึงองค์กรที่ต้องการใช้วัตถุดิบจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาล, โรงเรียน และโรงแรม
กลยุทธ์นี้ นอกจากช่วยเพิ่มยอดขายแล้ว ยังช่วยกระจายความเสี่ยงให้ธุรกิจ
เพราะถ้าเกิดวิกฤติ เช่น โรคระบาด หรือน้ำท่วมใหญ่ จนร้านอาหารปิดชั่วคราว สถานที่บางแห่งที่ต้องเปิดให้บริการ เช่น โรงพยาบาล ก็ยังคงต้องสั่งซื้อวัตถุดิบอยู่เสมอ
เพราะถ้าเกิดวิกฤติ เช่น โรคระบาด หรือน้ำท่วมใหญ่ จนร้านอาหารปิดชั่วคราว สถานที่บางแห่งที่ต้องเปิดให้บริการ เช่น โรงพยาบาล ก็ยังคงต้องสั่งซื้อวัตถุดิบอยู่เสมอ
- กลยุทธ์ที่ 3 ยกระดับคลังสินค้าและระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ
เมื่อ Freshket ขยายกลุ่มสินค้าไปสู่สินค้าแช่เย็น แช่แข็ง และสินค้านำเข้าพรีเมียม ซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิเป็นพิเศษ ทำให้การรักษาความสดและคุณภาพของสินค้ากลายเป็นความท้าทาย
Freshket จึงให้ความสำคัญกับระบบ Cold Chain Logistics ตั้งแต่คลังสินค้าจนถึงการขนส่ง เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะกับสินค้าทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็งตลอดเส้นทาง
โดยระบบนี้จะช่วยยืดอายุวัตถุดิบ ลด Food Waste ระหว่างขนส่ง และช่วยให้ Freshket ให้บริการส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองหลักตลอดจนรองรับการขยายพื้นที่ใหม่ ๆ ในอนาคต โดยยังคงมาตรฐานความสดใหม่ของสินค้า

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า Betagro เกี่ยวข้องกับ Freshket อย่างไร ?
จริง ๆ แล้วการขับเคลื่อนทั้ง 3 กลยุทธ์ ต้องมีทั้งเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
นั่นจึงเป็นที่มาของการเข้าถือหุ้นใหญ่โดย Betagro บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย
เพื่อช่วยต่อยอด Freshket ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสั่งซื้อวัตถุดิบครบวงจรสำหรับร้านอาหาร ที่มีประสิทธิภาพครบ 3 ด้าน คือ
เพื่อช่วยต่อยอด Freshket ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสั่งซื้อวัตถุดิบครบวงจรสำหรับร้านอาหาร ที่มีประสิทธิภาพครบ 3 ด้าน คือ
- ด้านที่ 1 Protein Sourcing การเข้าถึงแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง
ที่ผ่านมาเนื้อสัตว์เป็นโจทย์ใหญ่ที่ Freshket มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
การเข้ามาของ Betagro ที่ช่วยดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงช่วยเสริมกลุ่มสินค้าโปรตีนที่ได้มาตรฐาน ในราคาที่คุ้มค่าให้ Freshket โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างฟาร์มเอง
การเข้ามาของ Betagro ที่ช่วยดูแลการผลิตเนื้อสัตว์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงช่วยเสริมกลุ่มสินค้าโปรตีนที่ได้มาตรฐาน ในราคาที่คุ้มค่าให้ Freshket โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างฟาร์มเอง
- ด้านที่ 2 โครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์
Betagro มีมาตรฐานระบบคลังสินค้าและการจัดการสินค้าควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงระบบรถขนส่งทั่วประเทศอยู่แล้ว
ทำให้ Freshket สามารถต่อยอด โดยนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มาเชื่อมต่อกับระบบเดิม เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการได้เร็วขึ้น
ทำให้ Freshket สามารถต่อยอด โดยนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มาเชื่อมต่อกับระบบเดิม เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการได้เร็วขึ้น
- ด้านที่ 3 ต้นทุนทางการเงิน
การมาของ Betagro ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ Freshket เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลง
และยังไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอง ช่วยให้ Freshket มีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น เพื่อลงทุนพัฒนาระบบหลังบ้าน และบริหารราคาวัตถุดิบให้ตอบโจทย์ร้านอาหารได้ดียิ่งขึ้น
และยังไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอง ช่วยให้ Freshket มีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น เพื่อลงทุนพัฒนาระบบหลังบ้าน และบริหารราคาวัตถุดิบให้ตอบโจทย์ร้านอาหารได้ดียิ่งขึ้น
คุณพงษ์ลดาย้ำด้วยว่า แม้ Betagro จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
แต่ Freshket ยังคงบริหารงานอย่างอิสระ และทำงานร่วมกับซัปพลายเออร์และคู่ค้าทุกรายตามเดิม เพื่อให้ร้านอาหารมีตัวเลือกวัตถุดิบที่หลากหลาย และทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน
แต่ Freshket ยังคงบริหารงานอย่างอิสระ และทำงานร่วมกับซัปพลายเออร์และคู่ค้าทุกรายตามเดิม เพื่อให้ร้านอาหารมีตัวเลือกวัตถุดิบที่หลากหลาย และทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน
สรุปแล้วตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Freshket กำลังต่อยอดตัวเองไปสู่แพลตฟอร์มสั่งซื้อวัตถุดิบครบวงจรสำหรับร้านอาหาร เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร และคาเฟ่) โดยใช้ความเข้าใจ Pain Point ของกลุ่มลูกค้าเป็นจุดเริ่มต้น
และเมื่อเทคโนโลยีของ Freshket ได้รับการสนับสนุนจาก Betagro
เป้าหมายยอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2030 จะเป็นไปตามแผนหรือไม่ ก็น่าติดตามไม่น้อย..
เป้าหมายยอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2030 จะเป็นไปตามแผนหรือไม่ ก็น่าติดตามไม่น้อย..
Reference :
- บทสัมภาษณ์ตรง Freshket โดยลงทุนแมน
- บทสัมภาษณ์ตรง Freshket โดยลงทุนแมน