
บทเรียนมูลค่า 10,000 ล้านเยน เมื่อญี่ปุ่นปล่อยให้จีนและเกาหลีใต้เอาองุ่นไชน์มัสคัตไปปลูกเอง
รู้ไหมว่า กว่าจะเป็นองุ่นไชน์มัสคัต เนื้อแน่น กรอบฉ่ำน้ำ รสชาติหวาน ที่หลายคนกินกัน ต้องผ่านการวิจัยและพัฒนามานานกว่า 18 ปี
แต่แทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้คิดค้นจะได้รับประโยชน์ กลับกลายเป็นว่าต้องแบ่งส่วนแบ่งการตลาดให้กับจีนและเกาหลีใต้
แค่ค่าสิทธิแต่ละปีที่จีนควรจะต้องจ่าย แต่ญี่ปุ่นตามเก็บไม่ได้ ก็อาจมากถึง 10,000 ล้านเยน หรือราว 2,100 ล้านบาทต่อปี
ญี่ปุ่นพลาดตรงไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 1988 NARO หรือองค์กรวิจัยด้านการเกษตรและอาหารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มต้นโปรเจกต์พัฒนาสายพันธุ์องุ่น ที่ต้องตอบโจทย์ความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ
นั่นคือ ลูกใหญ่ เนื้อกรอบ รสชาติหวานจัด ไร้เมล็ด เปลือกบางกินได้ทั้งลูก และที่สำคัญต้องมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้งและดอกไม้
ซึ่งคำว่า ไชน์มัสคัต มาจากสองคำคือ
1. ไชน์ หรือ Shine ที่แปลว่าเปล่งประกาย
2. มัสคัต หรือ Muscat ชื่อเรียกกลุ่มองุ่นที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ที่คล้ายกลิ่นดอกไม้และน้ำผึ้ง
โดยนักวิจัยใช้เวลาลองผิดลองถูก ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างองุ่นพันธุ์ Akitsu-21 กับ Hakunan และใช้เทคโนโลยีการเกษตรขั้นสูงอย่างยาวนาน จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ และได้จดทะเบียนสายพันธุ์อย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นเมื่อปี 2006
ด้วยคุณลักษณะพิเศษต่าง ๆ ขององุ่นไชน์มัสคัต ทำให้มันกลายเป็นผลไม้พรีเมียมระดับซูเปอร์สตาร์อย่างรวดเร็ว โดยมีราคาสูงถึงช่อละหลักพันบาทเลยทีเดียว
แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่นในเวลานั้น มุ่งเน้นไปที่การทำตลาดในประเทศเป็นหลัก เลยไม่ได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชในต่างประเทศ จนกระทั่งเส้นตายมาถึงในปี 2012
เพราะในโลกของพันธุ์พืช มีกติกาสากลที่เรียกว่า อนุสัญญา UPOV ซึ่งรับรองสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช
หลักการง่าย ๆ คือ ถ้าเราพัฒนาพันธุ์ใหม่ขึ้นมา แล้วอยากได้รับการคุ้มครองจากประเทศไหน ก็ต้องไปไล่จดรับรองสิทธิในประเทศนั้น ๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
สำหรับไม้ผลยืนต้นอย่างองุ่น กรอบเวลาคือ 6 ปี นับจากเริ่มวางขาย แต่ญี่ปุ่นกลับไม่ได้จด
องุ่นไชน์มัสคัตจึงกลายเป็นพันธุ์ที่ไม่มีใครคุ้มครองนอกญี่ปุ่น ทำให้เกษตรกรในจีนและเกาหลีใต้สามารถขยายพันธุ์ได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิใด ๆ
แปลว่า ต่อให้กิ่งพันธุ์จะถูกนำออกนอกประเทศไปโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ไว้ในประเทศปลายทาง ญี่ปุ่นก็แทบไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายไปไล่เก็บเงินได้เลย
พอมีช่องโหว่ทางกฎหมายเปิดกว้าง ขณะที่สินค้ามีโอกาสสร้างรายได้มหาศาล
สิ่งที่ตามมาคือ กิ่งพันธุ์องุ่นไชน์มัสคัตถูกนำออกจากญี่ปุ่น
ซึ่งเกษตรกรในจีนและเกาหลีใต้ที่ได้กิ่งพันธุ์เหล่านั้น นำไปขยายพันธุ์ต่ออย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องจ่ายให้ญี่ปุ่นแม้แต่เยนเดียว และยังไม่ต้องรับภาระต้นทุนการวิจัย ที่ญี่ปุ่นแบกรับมาตลอดหลายสิบปีด้วย
MAFF หรือกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น เคยออกมาประเมินตัวเลขว่า หากญี่ปุ่นไม่ได้พลาดการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ในต่างประเทศ และสามารถเก็บค่าสิทธิจากจีนได้
ญี่ปุ่นจะมีรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 2,100 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว
ทั้งนี้ยังไม่นับเรื่องที่ญี่ปุ่นโดนแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปมหาศาลอีกด้วย
โดยในปี 2022 พื้นที่เพาะปลูกองุ่นไชน์มัสคัตของจีนมีขนาดใหญ่กว่าญี่ปุ่นถึง 30 เท่า
อย่างไรก็ตาม การผลิตแบบเน้นปริมาณก็แลกมาด้วยคุณภาพที่ลดลง องุ่นไชน์มัสคัตจากจีนหลายล็อตเริ่มมีปัญหาเรื่องรสชาติฝาด และขาดความหอม
แต่แน่นอนว่า เมื่อต้องเจอกับสินค้ารูปร่างหน้าตาเหมือนกันในราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกผลผลิตจากจีน ทำให้ยอดส่งออกองุ่นพรีเมียมของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนัก
บทเรียนครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่นต้องเร่งแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างเข้มงวด โดยตั้งบทลงโทษทางอาญาขั้นเด็ดขาด สำหรับใครที่ลักลอบนำพืชเศรษฐกิจออกนอกประเทศ
พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีตรวจจีโนมมาใช้ เพื่อสืบหาต้นตอของผลไม้ที่วางขายในตลาดโลก ว่าถูกขโมยสายพันธุ์ไปจากญี่ปุ่นหรือไม่
เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่ดีว่า การมีนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว หากใครก็สามารถลอกเลียนแบบได้
เหมือนอย่างองุ่นไชน์มัสคัตที่กลายเป็นตัวทำเงินมากมายให้กับประเทศต่าง ๆ แต่ญี่ปุ่นผู้คิดค้นกลับเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์น้อยที่สุด..