
สรุปการขโมยเงิน Binance 200,000 ล้าน มาจากการสัมภาษณ์งานปลอม
สัปดาห์ก่อนมีข่าวการแฮก Binance ของกลุ่มแฮกเกอร์ ที่เชื่อกันว่ามีเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง
โดย Binance รายงานมูลค่าความเสียหายสูงถึง 6,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 213,600 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ กระบวนการแฮกแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ ใหญ่สุดในโลกในครั้งนี้ ไม่ได้ดำเนินอยู่บนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว
โดยหนึ่งในขั้นตอนการแฮกนั้น เกิดขึ้นจากการสัมภาษณ์งานของพนักงาน Binance คนหนึ่ง
เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ? ทำไมการสัมภาษณ์งาน ถึงเป็นส่วนหนึ่งของการแฮกได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
การแฮก Binance ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการที่โจรถือปืนบุกเข้าพังประตูธนาคาร
แต่โจรเลือกที่จะปลอมตัวเพื่อตีสนิทกับคนในองค์กร และขโมยกุญแจตู้เซฟแทน ซึ่งทาง Binance เรียกพนักงาน 3 คนในรายงานว่าวิศวกร A, B และ C
โดยปฏิบัติการที่ว่านี้ถูกวางแผนอย่างเป็นระบบมานานหลายเดือน และแบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เมื่อวิศวกร A ซึ่งทำงานในทีม Wallet DevOps ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านกระเป๋าเงินดิจิทัล ถูกหลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรมที่ถูกฝังมัลแวร์เอาไว้ เพื่อติดตั้งเครื่องมือ AI สำหรับเขียนโคด
แม้ว่าทีม Security ของ Binance จะตรวจพบความผิดปกติ และเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ใหม่ในทันที
แต่จริง ๆ แล้วการดาวน์โหลดนั้นคือการเปิดประตูให้แฮกเกอร์ได้ข้อมูลบุคลากรในทีม และที่สำคัญยังรู้ว่าใครคือ Keyman ในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ในบริษัทได้
เมื่อรู้แล้วว่าใครคือกุญแจสำคัญ แฮกเกอร์ก็เริ่มเดินหมากตาต่อไปในเดือนกันยายน ซึ่งคราวนี้เป้าหมายคือวิศวกร B โดยอาศัยข้อมูลในโปรไฟล์บนเว็บไซต์หางาน
หลังจากนั้นแฮกเกอร์ก็ได้ติดต่อวิศวกร B ผ่านแพลตฟอร์มหางาน โดยแอบอ้างเป็น Project Director ของบริษัทหนึ่ง แล้วจัดกระบวนการสัมภาษณ์ขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวถึง 2 ครั้ง
ในการสัมภาษณ์รอบแรก แฮกเกอร์ที่สวมรอยเป็นพนักงานฝ่ายบุคคล ได้เปิดกล้องวิดีโอคอลเพื่อพูดคุยกับวิศวกร B แบบสด ๆ
แถมยังแชร์โซเชียลมีเดียส่วนตัว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
พอถึงรอบที่สอง แฮกเกอร์อีกคนก็สวมบทบาทเป็น CEO บริษัท
ซึ่งในครั้งนี้เองที่ CEO ปลอมคนนี้หลอกให้วิศวกร B ดาวน์โหลดไฟล์แบบทดสอบลงในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน
แน่นอนว่าการบ้านที่วิศวกร B ได้รับนั้นไม่ใช่แค่แบบทดสอบธรรมดา แต่มันมีมัลแวร์ระดับ Zero Day แฝงอยู่
สำหรับใครที่ไม่รู้ มัลแวร์แบบ Zero Day คือมัลแวร์ที่โจมตีผ่านช่องโหว่ใหม่ ที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่นั้น อาจไม่สามารถตรวจจับหรือรับมือได้เลย
โดยมัลแวร์ที่ว่านี้เปรียบเหมือนม้าโทรจันที่ลอบเข้าไปในกำแพงเมืองทรอย แล้วฝังตัวอย่างเงียบ ๆ
ซึ่งในระหว่างนั้นมัลแวร์ตัวนี้ ก็ได้ปลอมแปลงเครื่องมือพัฒนาต่าง ๆ ให้เป็นเวอร์ชันของแฮกเกอร์ เพื่อเชื่อมต่อออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอกและลบร่องรอยตัวเองทิ้ง
เมื่อเข้ามานั่งในระบบเสมือนพนักงานคนหนึ่งได้สำเร็จ ในวันที่ 20 ตุลาคม แฮกเกอร์ก็ได้ใช้คอมพิวเตอร์ของวิศวกร B เป็นฐานที่มั่น
ก่อนที่จะใช้เครื่องมือ AI ภายในบริษัทเป็นช่องทางในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของวิศวกร A และวิศวกร C ซึ่งเป็น Software Engineer ด้านกระเป๋าเงิน
โดยแฮกเกอร์ค้นพบว่า บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของวิศวกร A นั้น มีโทเคนสิทธิ์ซึ่งเป็นเหมือนคีย์การ์ดพิเศษ ในการเข้าไปสั่งรันระบบต่าง ๆ ได้ เพื่อใช้เป็นฐานปล่อยโปรแกรมดูดเงิน
มาถึงตรงนี้จะเห็นว่ากลุ่มแฮกเกอร์นั้น ใช้เวลาถึง 4 เดือนเต็ม ในการขโมยสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานทีละคน และสวมรอยเป็นพนักงานที่สำคัญใน Binance
และในวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์แฮกครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นเต็มรูปแบบ..
ที่คอมพิวเตอร์ของวิศวกร C แฮกเกอร์ได้เริ่มรันโคดเจาะเข้าสู่ระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ของ Binance โดยใช้คีย์การ์ดของวิศวกร A เป็นบัตรผ่านในการเปิดใช้งานโคดของตัวเอง เพราะลำพังวิศวกร C นั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำได้
จนสามารถสูบเงินคริปโทเคอร์เรนซี ออกจากระบบไปได้กว่า 213,600 ล้านบาทในเวลาไม่กี่ชั่วโมง..
หลังจากนั้นไม่นาน ระบบความปลอดภัยของ Binance ก็ได้ตรวจพบความผิดปกติ และสั่งระงับการถอนเงิน จนสามารถอายัดสินทรัพย์ กลับมาได้บางส่วน
ที่น่าสนใจคือ การแฮกในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่บนโลกออนไลน์ 100% อย่างที่เราคุ้นเคย
แต่มีการใช้ข้อมูลที่ได้มา หลอกเจอกับคนจริง ๆ ไปจนถึงใช้ประโยชน์จากระบบภายในองค์กรเป้าหมาย ในการโจมตี
ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ โดยที่คนในองค์กรแทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ..
ในยุคที่ธุรกิจทั่วโลกตื่นตัวเรื่อง Cybersecurity จนทำให้แทบทุกบริษัท ต่างก็วางระบบเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นสักวัน
ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นแล้วว่า แค่นั้นมันไม่พออีกต่อไป
และสิ่งที่อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่ช่องโหว่ของระบบ แต่กลับเป็นช่องโหว่ของมนุษย์แทน
เพราะต่อให้บริษัทสร้างกำแพงดิจิทัลไว้สูงแค่ไหน
กำแพงนั้นก็แทบไม่มีความหมาย
ถ้าคนข้างใน เป็นคนเปิดประตูให้โจรเอง..
Reference