
FSG ปั้นลิเวอร์พูล จากสโมสรฟุตบอล 14,000 ล้าน ให้เป็น 200,000 ล้าน
FSG ปั้นลิเวอร์พูล จากสโมสรฟุตบอล 14,000 ล้าน ให้เป็น 200,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมน
ถ้าพูดถึงหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ถ้าพูดถึงหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ลิเวอร์พูล ก็น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึง
แต่สิ่งที่มากกว่าความสำเร็จในสนาม ลิเวอร์พูลยังประสบความสำเร็จในมุมธุรกิจนอกสนามหลายอย่างด้วย
โดยมีเบื้องหลังสำคัญคือ Fenway Sports Group หรือ FSG บริษัทบริหารกิจการด้านกีฬาจากสหรัฐอเมริกา
มุมธุรกิจนอกสนามของลิเวอร์พูลมีอะไรน่าสนใจบ้าง ?
แล้ว FSG ปั้นลิเวอร์พูล จากสโมสรฟุตบอลมูลค่า 14,000 ล้านบาท ให้เป็น 200,000 ล้านบาท ได้อย่างไร ?
แล้ว FSG ปั้นลิเวอร์พูล จากสโมสรฟุตบอลมูลค่า 14,000 ล้านบาท ให้เป็น 200,000 ล้านบาท ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
FSG เข้ามาซื้อสโมสรจากผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม ตั้งแต่ปี 2010
โดยก่อนหน้าที่ FSG จะเข้ามาซื้อลิเวอร์พูลนั้น สโมสรมีหนี้สินสูงกว่า 16,000 ล้านบาท กำลังเผชิญกับวิกฤติทางการเงินอย่างหนัก
สุดท้าย FSG ได้เข้ามาเจรจาและบรรลุข้อตกลงเข้าซื้อสโมสร โดยมีการประเมินมูลค่าสโมสรไว้ราว 14,000 ล้านบาท..
หลังจาก FSG เข้ามาบริหารนั้น ได้มีการปรับโครงสร้างลิเวอร์พูลหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่
- ขยายสนาม Anfield สนามรังเหย้าของสโมสร แทนการสร้างสนามใหม่
โครงการนี้เริ่มในปี 2014 โดยเพิ่มจำนวนที่นั่งในสนามจาก 46,242 ที่นั่ง ไปเป็น 54,742 ที่นั่ง ก่อนที่ปัจจุบันจะเพิ่มไปถึง 61,276 ที่นั่ง
ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ประจำ หรือ Recurring Income ให้สโมสรในระยะยาว และเป็นการใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่าการไปสร้างสนามใหม่
ส่งผลให้ในฤดูกาล 2024/2025 รายได้จากการขายตั๋วเข้าชมกลายเป็น 5,100 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ FSG เข้าซื้อกิจการประมาณ 2,000 ล้านบาท
โดย FSG เน้นเพิ่มที่นั่งพิเศษประเภท Premium Seat, Executive Box, Business Hospitality ซึ่งที่นั่งเหล่านี้ จะมีเบาะนั่งกว้างกว่า รวมไปถึงมีอาหารและเครื่องดื่มรองรับ
และแน่นอนว่า สามารถสร้างรายได้ต่อที่นั่งสูงกว่าตั๋วปกติมาก
- ปรับระบบสรรหานักเตะด้วย Data Analytics
เพราะ FSG เชื่อในการใช้ข้อมูลเชิงสถิติและโมเดลวิเคราะห์ มากกว่าการตัดสินใจจากความรู้สึกของแมวมอง หรือแค่ชื่อเสียงของนักเตะ
ซึ่งช่วยให้ลิเวอร์พูล สามารถซื้อนักเตะฝีเท้าดี โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเกินไป
อย่างกรณีซื้อนักเตะอย่าง มุฮัมมัด เศาะลาห์ หรือแอนดี โรเบิร์ตสัน ในราคาไม่แพง จนทั้งคู่กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของสโมสร ในเวลาต่อมา
- ใช้ฐานแฟนบอลทั่วโลก และความสำเร็จในสนาม ในการเพิ่มรายได้จากสปอนเซอร์ทั่วโลก
ปัจจุบัน สปอนเซอร์ของลิเวอร์พูลนั้น ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น แบรนด์และบริษัท ผลิตภัณฑ์กีฬา ธนาคาร เทคโนโลยี สายการบิน โลจิสติกส์ เครื่องดื่ม
- Adidas ทำหน้าที่ผลิตชุดแข่งให้ จ่ายค่าสปอนเซอร์ให้ปีละประมาณ 3,100 ล้านบาท
- Standard Chartered โลโกบนหน้าอกเสื้อ จ่ายค่าสปอนเซอร์ให้ปีละประมาณ 2,600 ล้านบาท
- AXA โลโกบนชุดซ้อม และที่สนามซ้อม จ่ายค่าสปอนเซอร์ให้ปีละประมาณ 880 ล้านบาท
- Expedia โลโกบนแขนเสื้อ จ่ายค่าสปอนเซอร์ให้ปีละประมาณ 750 ล้านบาท
ซึ่งนับเฉพาะแค่ 4 รายใหญ่นี้ สโมสรก็มีรายได้จากสปอนเซอร์รวมกันราว 7,300 ล้านบาทต่อปีแล้ว
และถ้ารวมรายได้จากสปอนเซอร์ทุกรายต่อปีในปัจจุบัน จะสูงกว่า 12,500 ล้านบาท เลยทีเดียว..
- สร้างแบรนด์ด้วยการผลิตคอนเทนต์ต่าง ๆ
อย่างเช่น ไฮไลต์การแข่งขัน คลิปเบื้องหลังนักเตะ สารคดี Inside Training เป็นต้น ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น YouTube, Facebook, Instagram, TikTok, X, เว็บไซต์ทางการ และ LFC Official App
โดยรวมทุกช่องทางแล้ว ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 200 ล้านคน
ช่วยให้สโมสรสามารถสร้างความผูกพันกับแฟนบอลทั่วโลก รวมไปถึงช่วยเพิ่มแฟนบอลใหม่ด้วย
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ข้อมูลแฟนบอล มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมแฟนบอล ทำการตลาดเฉพาะบุคคล เพิ่มยอดขายสินค้า เพิ่มมูลค่าให้สปอนเซอร์ ทำให้ยอมจ่ายค่าสปอนเซอร์ในระดับสูงตามไปด้วย..
ล่าสุด FSG ได้เปิดทางให้กลุ่มทุน 1892 Holdings นำโดย เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon ได้เข้าถือหุ้นลิเวอร์พูลในสัดส่วนถึงเกือบ 40%
ซึ่งดีลครั้งนี้เอง ทำให้มีการประเมินมูลค่าสโมสรลิเวอร์พูลพุ่งไปสูงถึงราว 220,000-270,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
และนั่นก็น่าจะทำให้ สิ่งที่ FSG ตัดสินใจเข้าซื้อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อ 16 ปีก่อนนั้น เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาล..