
จากวันที่โลกตั้งคำถาม วันนี้โลกกำลังรับฟัง NEXTOPIA ต้นแบบธุรกิจยั่งยืนที่สร้างคุณค่าร่วมโดยสยามพิวรรธน์ ความภาคภูมิใจไทยบนเวทีโลก
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x NEXTOPIA
World’s First Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle คำจำกัดความที่ดีที่สุดของ NEXTOPIA
พื้นที่ค้าปลีกแห่งแรกของโลก ที่ให้ธุรกิจ ผู้คน ชุมชน และพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เข้ามาร่วมกันสร้างวิถีชีวิตแห่งอนาคตด้วยกัน
สยามพิวรรธน์ ได้เปิดตัว NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งอนาคตนี้ เมื่อปลายปี 2568 ที่สยามพารากอน
ผ่านมาเกือบ 1 ปี..
มีผู้มาเยือนแล้วกว่า 4.65 ล้านคน จัดกิจกรรมไปแล้วกว่า 150 กิจกรรม เชื่อมโยงคอมมิวนิตีเข้าด้วยกัน ทั้งองค์กรรัฐและเอกชนกว่า 200 องค์กร สถาบันการศึกษากว่า 50 สถาบัน พาผู้คนกว่า 5,000 คน เข้าเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนผ่าน NEXTOPIA TOUR
และนำขยะกว่า 227,137 กิโลกรัม เข้าสู่ระบบรีไซเคิล อัพไซเคิล และผลิตพลังงาน ทำให้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแล้ว 376,689 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
NEXTOPIA ถูกเลือกไปเป็นกรณีศึกษาบนเวที UN Global Compact Leaders Summit 2026 ที่นครนิวยอร์ก และล่าสุด NEXTOPIA ผงาดคว้ารางวัลที่ 1 ของโลก สาขา Best Refurbishment Project จากเวที MAPIC Awards 2026 รางวัลระดับโลกด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก
สยามพิวรรธน์ ทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ?
แล้วอะไรคือ เบื้องหลังที่ทำให้ NEXTOPIA ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แล้วอะไรคือ เบื้องหลังที่ทำให้ NEXTOPIA ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
- การมองความยั่งยืนเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วม
สยามพิวรรธน์เลือกมองด้วยกรอบใหม่คือ ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้แนวคิด Together, We Co-Create a Better World
รวบรวมพันธมิตรกว่า 50 ราย มาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แล้วต่อยอดเป็นระบบนิเวศ 3 ด้าน
ด้านแรกคือ โครงสร้างพื้นฐาน Founders ร่วมนำนวัตกรรมด้านพลังงาน น้ำ อากาศสะอาด การจัดการขยะ และวัสดุยั่งยืน มาใช้จริงในพื้นที่ค้าขาย พร้อมเปิดโอกาสให้ศิลปินรีไซเคิลและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส สร้างรายได้ ขยายการจ้างงานถึงชุมชนชนบท
ด้านที่สองคือ ร้านค้าและร้านอาหาร ที่ได้ระบบประหยัดพลังงานและจัดการขยะพร้อมใช้ ทดลองแนวคิด ESG ในการค้าขายจริงโดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบเอง โซน ECOTOPIA ยังเปิดเวทีให้สินค้ากว่า 110,000 รายการ จาก SMEs และชุมชนกว่า 300 แห่ง สร้างแรงบันดาลใจให้ใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมาย สนับสนุนชุมชนและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก
ด้านที่สามคือ ลูกค้า ที่สยามพิวรรธน์ยกจากฐานลูกค้า เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ด้านความยั่งยืน ผ่านเครือข่าย Friends of NEXTOPIA ที่เข้ามาจัดกิจกรรมและแลกเปลี่ยนไอเดียได้ ร่วมมือขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง
จะเห็นว่า โมเดลแบบนี้เติบโตต่อได้ยั่งยืนกว่าโครงการที่องค์กรเดียวแบกทั้งหมด Founders ได้พื้นที่พิสูจน์นวัตกรรม ร้านค้าได้ระบบสำเร็จรูป ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่มีความหมาย
- การเปลี่ยนจาก Community ธรรมดา ให้กลายเป็น Learning Platform ที่มีชีวิต
สำหรับโจทย์ของการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่องค์กรส่วนใหญ่เจอ ไม่ใช่แค่การทำให้คนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะเรื่องนั้นคนส่วนใหญ่รับรู้กันอยู่แล้ว
โจทย์ที่ยากกว่าคือ ทำอย่างไรให้ Awareness กลายเป็น Participation
NEXTOPIA เลือกตอบโจทย์นี้ ด้วยการสร้างพื้นที่ให้คอมมิวนิตีที่มีอยู่แล้วในสังคม เข้ามารวมตัวกันทำกิจกรรมของตัวเอง
ฝั่ง Arts and Craft Community มี Art Story, V Craft, Mirren
ฝั่ง Animal and Biodiversity มี The Pawse Club คอมมิวนิตีคนรักสัตว์เลี้ยง
ฝั่ง Leisure and Entertainment มี The Rooky ชมรมหมากรุก และ Read Me Again ชมรมนักอ่าน
ฝั่ง Health and Wellness มี Iwelty, Soulcoachbycal และกลุ่มโยคะต่าง ๆ
ฝั่ง Animal and Biodiversity มี The Pawse Club คอมมิวนิตีคนรักสัตว์เลี้ยง
ฝั่ง Leisure and Entertainment มี The Rooky ชมรมหมากรุก และ Read Me Again ชมรมนักอ่าน
ฝั่ง Health and Wellness มี Iwelty, Soulcoachbycal และกลุ่มโยคะต่าง ๆ
นอกจากคอมมิวนิตีระดับบุคคลแล้ว NEXTOPIA ยังดึงองค์กรระดับโลกเข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย ทั้ง UNDP, World Food Programme, UN Women, สถานทูตอิตาลี ไปจนถึง Bangkok Air Festival
รวมแล้ว เชื่อมโยงคอมมิวนิตีได้มากกว่า 100 กลุ่ม ครอบคลุมตั้งแต่องค์กรระดับโลก ภาครัฐ เอกชน โรงเรียน ไปจนถึงชุมชนเล็ก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
เหตุผลที่วิธีนี้ได้ผล เพราะเมื่อความยั่งยืนถูกซ่อนอยู่ในสิ่งที่คนสนใจอยู่แล้ว อย่างการเลี้ยงสัตว์ การอ่านหนังสือ หรือการดูแลสุขภาพ
คนจึงรู้สึกว่าความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ใช้ชีวิตอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ต่างจากวิธีสื่อสารความยั่งยืนแบบเดิม ที่มักให้ความรู้ก่อนแล้วหวังให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมตามมาเอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวกว่ามาก
ในเวลาเดียวกัน NEXTOPIA ยังต่อยอดจาก Community Space สู่การเป็น Learning Platform ผ่าน NEXTOPIA TOUR ที่เปิดให้คนทั่วไปเรียนรู้เบื้องหลังระบบความยั่งยืนที่ใช้งานจริง
ตั้งแต่การจัดการพลังงาน น้ำ ขยะ ไปจนถึงนวัตกรรมและการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิต
ปัจจุบัน NEXTOPIA TOUR มีผู้เข้าร่วมเรียนรู้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแล้วกว่า 5,000 คน ที่นำองค์ความรู้กลับไปประยุกต์ใช้ต่อในชีวิต องค์กร หรือชุมชนของตัวเอง สร้างผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสยามพารากอนอีกต่อไป
- การยืนยันว่า ความยั่งยืนต้องวัดผลได้จริง
นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ NEXTOPIA มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้แล้ว 376,689 กิโลกรัม คาร์บอนไดออกไซด์ (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569)
ในมิติการบริหารทรัพยากร NEXTOPIA ลดการใช้พลังงานได้ 47% จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน และใช้พลังงานหมุนเวียน 100% มาตั้งแต่ปี 2569
ด้านการใช้น้ำ ลดลงได้ 35% จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนการจัดการขยะ ลดปริมาณที่ต้องนำไปฝังกลบได้ถึง 100% หรือคิดเป็นขยะที่ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์แล้วกว่า 227,137 กิโลกรัม
ตัวเลขเหล่านี้ สำคัญกว่าการเป็นแค่ Environmental Performance ของโครงการหนึ่ง
เพราะเมื่อมีข้อมูลจริงเป็นฐาน NEXTOPIA ก็นำชุดข้อมูลนั้นมาเรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาโมเดลต่อได้อย่างต่อเนื่อง
สะท้อนถึงว่า นี่คือสิ่งที่วัดผลได้ และขยายผลต่อได้
- การที่แนวคิดของ NEXTOPIA ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ได้รับการยืนยันจากมาตรฐานระดับนานาชาติในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
NEXTOPIA คว้า 2 Global Certificates ได้แก่ EDGE ระดับ Advanced สะท้อนประสิทธิภาพอาคารและการใช้ทรัพยากร และ Fitwel ระดับ 2 ดาว ซึ่งวัดจากการออกแบบที่ส่งเสริมสุขภาวะ
พร้อมคว้ารางวัล Best in Building Health Awards 2026 จาก Fitwel ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับโครงการค้าปลีกแบบ Multi-Tenant
ถึงตรงนี้ หากมองย้อนกลับไป หลายองค์กรทั่วโลกที่ประกาศเป้าหมายความยั่งยืน มักเลือกวัดผลจากสิ่งที่ควบคุมได้ง่ายก่อน เช่น ใบรับรองอาคารเขียว หรือการลดคาร์บอนในกระบวนการภายในของตัวเอง
แต่สิ่งที่ NEXTOPIA เลือกทำคือ การเปิดพื้นที่ให้คนภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผลลัพธ์ด้วย
แม้จะควบคุมได้ยากกว่า แต่ความสำเร็จนี้ก็สร้างแรงกระเพื่อมที่กว้างกว่าภายในองค์กรอย่างเดียว
ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างดีว่า NEXTOPIA สามารถเป็นต้นแบบนวัตกรรมมีชีวิตที่วัดผลสำเร็จได้จริง ไม่ใช่คำสวยหรูในนโยบายเท่านั้น..
และตอกย้ำถึงบทบาท Game Changer ของสยามพิวรรธน์บนเวทีโลก ที่สร้าง Opportunity Platform ให้คนจำนวนมากสามารถเข้ามาร่วมเปลี่ยนเกมไปด้วยกัน
กลายเป็น Living Prototype บรรทัดฐานใหม่ของความยั่งยืน ที่เตรียมขยายผลสู่ศูนย์การค้าในเครือของสยามพิวรรธน์ทั้ง 6 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.5 ล้านตารางเมตร รวมถึงโครงการในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero และพร้อมมอบองค์ความรู้นี้ สู่ผู้พัฒนาโครงการในประเทศต่าง ๆ และอุตสาหกรรมค้าปลีกของโลกได้ไปประยุกต์ใช้ในอนาคต
ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ และเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยก็มีดีไม่แพ้ใครบนเวทีโลก..
Reference :
- เอกสารประชาสัมพันธ์ของสยามพิวรรธน์
- เอกสารประชาสัมพันธ์ของสยามพิวรรธน์