สรุปบทสัมภาษณ์ของ Bill Heinecke เจ้าของเครือ Minor

สรุปบทสัมภาษณ์ของ Bill Heinecke เจ้าของเครือ Minor

30 ส.ค. 2018
สรุปบทสัมภาษณ์ของ Bill Heinecke เจ้าของเครือ Minor / โดย ลงทุนแมน
Bill Heinecke เขาคนนี้เป็นเจ้าของร้าน Swensen’s, The Pizza Company, Sizzler, Dairy Queen, Burger King ในประเทศไทย รวมถึง โรงแรม หลายแห่งทั้งใน และต่างประเทศ
บริษัทนี้ชื่อบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่า 170,000 ล้านบาท
แต่รู้ไหมว่าเรื่องราวของผู้ชายหน้าฝรั่งสัญชาติไทยคนนี้เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย..
และดีลล่าสุดเขากำลังจะซื้อกิจการโรงแรมขนาดใหญ่ของประเทศสเปน ที่จะทำให้บริษัทใหญ่ขึ้นเป็นหนึ่งในกิจการโรงแรมที่ใหญ่สุดในโลก
ผู้ชายคนนี้มีเบื้องหลังแนวคิดการทำธุรกิจอย่างไร?
ลงทุนแมนไปเจอรายการที่เขาสัมภาษณ์กับ CNBC มีเรื่องราวที่น่าสนใจ
จึงสรุปมาให้ฟัง
คำถามเริ่มต้นจาก เคยคิดไหมว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในประเทศไทยขนาดนี้?
“ไม่เคยมีโอกาสได้คิดเลย ผมเข้าโรงเรียนที่นี่ เรียนจบจากที่นี่ ไม่ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ดังนั้นผมก็แปลกใจกับความสำเร็จ เท่าๆกับทุกคน”
มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการจะสร้างตั้งแต่เริ่มต้นหรือไม่?
“เมื่อผมอายุได้ 17 ปี และเริ่มต้นในธุรกิจนี้ วิสัยทัศน์ของผมมีเพียงแค่การอยู่รอดไปจนถึงเดือนถัดไป และสามารถจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานได้ ผมไม่เคยคาดหวังว่าเราจะกลายเป็นหนึ่งในกิจการโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือหนึ่งในกิจการอาหารที่ใหญ่ที่สุด”
จำช่วงเวลาปี 1991 ตอนเลือกที่จะทิ้งพาสปอร์ตสหรัฐอเมริกา และมาเป็นพลเมืองไทยได้หรือไม่? อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เลือกทำแบบนั้น?
“ผมจำได้เป็นอย่างดี ผมต้องไปสถานทูตและขอยกเลิกสิทธิความเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา และในตอนนั้นผมจำคำพูดที่พนักงานพูดกับผมได้ว่า ให้กลับไปทบทวนอีกครั้ง เขาไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่าใครต้องการจะคืนสิทธิความเป็นพลเมือง ซึ่งผมได้ตอบไปว่าผมได้ตัดสินใจมาแล้ว และผมไม่ต้องการรอนานกว่านี้”
อะไรทำให้สามารถดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จภายใต้สภาพแวดล้อมของสังคมไทย โดยที่ไม่ได้มีเชื้อสายไทย? อะไรคือความลับของคุณ Bill?
“ผมไม่แน่ใจว่ามันคือความลับของผม ผมคิดว่าประเทศไทยรับผมเข้ามา เราได้รับการสนับสนุนที่ดีจากธนาคาร และคนในแวดวงธุรกิจไทย หรือจากชุมชนทั่วไป พวกเขาให้ความรักกับเราและบริษัทของเรา เราภูมิใจที่เป็นบริษัทไทย ผมหวังว่าเพื่อนคนไทยของผมก็จะภูมิใจที่ผมเป็นคนไทย แม้ว่าผมจะเป็นคนไทยจากสิทธิความเป็นพลเมืองเท่านั้น”
ช่วยอธิบายเหตุการณ์ในปี 1999 ที่คุณสามารถขัดขวางการเข้าซื้อโรงแรมอนันตราสยาม และได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
“ผมคิดว่าเราเป็นเพียงผู้ถือหุ้นตัวเล็กๆ และ Goldman Sachs ตัดสินใจที่จะซื้อที่แห่งนั้น พวกเขายื่นข้อเสนอด้วยราคาที่สูงมาก มากกว่าราคาสูงสุดที่เราสามารถจะเสนอได้ ซึ่งผมก็ไม่ต้องการให้มันหลุดไปจากมือของเรา และในที่สุดก็สามารถขัดขวางความสำเร็จของ Goldman ได้ และผมก็ดีใจได้ยืนอยู่ตรงข้ามกับเหล่าชาวต่างชาติพวกนั้นที่พยายามจะซื้อ Prime asset หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี 2540”
แต่เรื่องนี้ฟังดูแปลกๆนะ เพราะคุณเป็นชาวต่างชาติแต่กลับอยากทำให้ที่ผืนนั้นซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศไทย ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือชาวต่างชาติ
“เราจะมองในมุมของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่ Goldman มองแต่ในมุมของเงินเท่านั้น พวกเขาสามารถซื้อและทิ้งโดยไม่ได้ใส่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน สำหรับเรา มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่เราต้องการจะรักษาโรงแรมแห่งนี้ให้อยู่ในมือของคนไทย”
อะไรทำให้คุณตัดสินใจซื้อกลุ่มโรงแรม NH ซึ่งเป็นเครือธุรกิจโรงแรมจากสเปน ด้วยเงินจำนวน 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อไม่กี่เดือนก่อน? และคุณมองเห็นโอกาสนี้ได้อย่างไร?
“เรารอโอกาสนี้มาเป็นปี และเราได้วางกลยุทธ์ว่าเราจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร เนื่องจากเราเป็นเพียงผู้เล่นตัวเล็กๆ เท่านั้น ปัจจุบันเราอยู่ในอันดับ 60 ของธุรกิจโรงแรมของโลก เรารู้ว่าถ้าเราเข้าสู่สงครามการเสนอราคา เราจะต้องแพ้แน่นอน เนื่องจากทรัพยากรและเงินทุนที่มีอยู่จำกัด
ดังนั้นเราจึงเตรียมกลยุทธ์ที่จะค่อยๆ สะสมหุ้นมากพอเพื่อที่จะขัดขวางความพยายามที่จะแย่ง NH ไปจากเรา เราได้สะสมหุ้นได้มากถึง 29.5% ตอนที่เราประกาศเข้าซื้อ NH
เมื่อ HYATT ต้องการจะยื่นข้อเสนอ ก็เป็นไปได้ยากแล้ว เพราะเราได้ถือหุ้นมากถึงระดับหนึ่งแล้ว”
ดีลนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องการในการเป็นผู้เล่นขนาดใหญ่ในยุโรปหรือไม่?
“แน่นอน มันทำให้เราเป็นผู้เล่นใหญ่ในโลก ผมคิดว่าถือเป็นการก้าวเข้าสู่การเป็นกิจการโรงแรม 20 อันดับแรกของโลก มันเป็นจุดยืนในยุโรปที่แข็งแกร่ง แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งเราหลายคน เรามีจุดยืนที่เข้มแข็งแล้วในเอเชีย ผมคิดว่าดีลนี้ก็ทำให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีในอีก 5 ปี ข้างหน้า”
มีแผนที่จะ Rebrand กลุ่มโรงแรม NH หรือไม่?
“เราคิดว่ามันจะมีประโยชน์จากการใช้ชื่อแบรนด์ของเรา เช่น อวานี และอนันตรา เราได้ทำให้เห็นแล้วว่า อวานีและอนันตราสามารถประสบความสำเร็จอย่างมากในโปรตุเกส หลังจากที่เราเปลี่ยนชื่อโรงแรมสองแห่งของ TIVOLI”
ตอนนี้ ดีลการซื้อโรงแรม เสร็จสมบูรณ์หรือยัง?
“ผมคิดว่าภายในปีนี้ทุกอย่างคงเรียบร้อย เราจึงจำเป็นต้องหาเงินทุน โดยการออกพันธบัตรและแหล่งเงินทุนอื่นๆ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราไม่ได้ซื้อกิจการอะไรอีกในปีนี้ ธนาคารที่ให้กู้ และ ผู้ถือหุ้นก็น่าจะยอมรับได้”
อะไรทำให้คุณสนใจในยุโรป? สามารถเห็นแนวโน้มทางธุรกิจที่สามารถสร้างเงินได้มากที่สุดใช่หรือไม่?
“ผมคิดว่ามี 2 อย่าง อย่างแรกคือเรามีดีลการเข้าซื้อจำนวนมากในสหราชอาณาจักร ในช่วงหลังจากเหตุการณ์ Brexit เราเห็นโอกาสการเข้าซื้อ Corbin&King เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับแบรนด์ร้านอาหารจำนวนมาก รวมถึงการร่วมทุนกับ Zuma ที่ประเทศไทย
แต่เราก็ชอบร้านอาหาร Wolseley เราชอบทุกอย่างที่ Corbin&King ทำ และเราเห็นโอกาสไม่เพียงแค่ในสหราชอาณาจักร แต่เป็นทั้งยุโรปหรือแม้แต่ในเอเชีย ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าในสหราชอาณาจักรเป็นก้าวแรก
และตามมาด้วยก้าวของ NH แต่เรามองว่ายุโรปเป็นโอกาสที่น่าสนใจตอนนี้เนื่องจากเราเห็นนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก มีคนจีนเพียง 8-10% ที่มีพาสปอร์ต ยังสามารถสร้างผลกระทบในเอเชีย แล้วลองจินตนาการว่าถ้านักท่องเที่ยวจีนไปไกลอีกหน่อย ทั้งปารีส สเปน และประเทศอื่นๆ ในยุโรป ดังนั้นเราคิดว่าเราเข้ามาได้ถูกเวลาแล้ว”
มองจากเป้าหมายระดับโลกของคุณ Bill แล้ว ดูเหมือนว่าจะยังขาดสหรัฐอเมริกาอยู่ที่เดียว ไม่ทราบว่าที่นี่จะอยู่ในรายการดีลครั้งต่อไปหรือไม่?
“เราได้ซื้อโรงแรม H1 ในนิวยอร์กแล้ว ซึ่งเป็นโรงแรมที่ดีมาก และตอนนี้กำลังปรับปรุงอยู่ และแน่นอนว่าเราก็จะเพิ่มจำนวนโรงแรม”
คนจีนก็ไปที่นั่นด้วยหรือไม่?
“พวกเขาเป็นความจริงที่สำคัญ เห็นได้ชัดว่าคนจีนเป็นผู้นำในทุกสิ่งเมื่อเป็นการท่องเที่ยว”
กำลังมองว่าจะซื้ออะไรในสหรัฐอเมริกา?
“เราต้องการซื้อโรงแรมหลายแห่ง ดังนั้นเราจึงต้องการหากลุ่มโรงแรมขนาดเล็ก หรือบริษัทที่มีพอร์ตโรงแรม”
ทุกวันนี้แหล่งรายได้ที่สำคัญมาจากธุรกิจโรงแรมตามมาด้วยร้านอาหาร มีแม้กระทั่งธุรกิจเครื่องบินเจ็ท และตอนนี้ก็ได้เข้าสู่ธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อะไรที่ยังเป็นสิ่งใหม่ที่อยากจะทำอีก?
“เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่าทำให้เราประสบความสำเร็จคือเราโฟกัสในรากฐานของเรา รากฐานของเราคือโรงแรมและร้านอาหาร ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกับมัน ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เชื่อมโยงกับรูปแบบของโรงแรมของเรา และจุดหมายที่เราเข้าไปดำเนินการธุรกิจเครื่องบินเจ็ท ก็มีไว้เพื่อให้เราสามารถเดินทางและดำเนินการในตลาดเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว”
กลับมาที่ตลาดเอเชีย ดูเหมือนมันต้องใช้เวลาที่จะเจาะเข้าตลาดและสามารถทำกำไรได้ในจีน คุณ Bill เจอสูตรที่ถูกต้องสำหรับตลาดจีนแล้วหรือยัง
“ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ผมก็คิดว่าตลาดจีนเป็นตลาดที่ยังต้องศึกษาต่อไป และเรากำลังทำอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของโรงแรมในจีน แต่เราเป็นเจ้าของร้านอาหารหลายร้าน และมันก็ต้องใช้เวลากว่าจะมาถูกทาง สิ่งที่เราทำถูกคือการหาอาหารจีน เรามีหนึ่งในเชนร้านอาหารจีนที่ใหญ่ที่สุดที่นั่น และต้องใช้เวลากว่าจะเรียนรู้ว่าไม่ใช่คนจีนทุกคนที่จะชอบอาหารตะวันตก”
หนึ่งในปัญหาที่เจอในอดีตคือการหาอสังหาริมทรัพย์ที่จีนในราคาที่เหมาะสม คุณ Bill เจอสาเหตุที่จะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงแล้วหรือยัง?
“เรายังมองไม่เห็นคำตอบเลย และเราก็ยังไม่เห็นคำตอบสำหรับตะวันออกกลาง หรือตลาดอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งในตลาดเหล่านั้นที่เรายังไม่เข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็มักจะเป็นตลาดที่เรายังไม่สามารถเข้าใจว่ากลไกราคาอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างไรและราคาจะไปที่ไหน
เราเข้าใจในตลาดที่เล็กกว่า เวียดนาม, มัลดีฟส์, ศรีลังกา และเราก็กระตือรือร้นที่จะเข้าไป รวมถึงอินโดนีเซีย เราไม่กลัวที่จะลงทุนเงินของเราเมื่อเราเข้าใจตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ และนั่นก็เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และสร้างผลกำไรให้กับอสังหาริมทรัพย์ของเราในหลายที่ทั่วโลก”
และนั่นทำให้เป็นข้อจำกัดของการเติบโตในจีนหรือไม่?
“ก็เป็นไปได้ แต่ผมคิดว่าเรารู้สึกแข็งแกร่งเพียงพอในธุรกิจอาหาร ซึ่งเราสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเราจึงไม่ลังเลที่จะเป็นเจ้าของที่บริเวณนั้น แต่ในกรณีของการก่อสร้างและลงทุนในโรงแรม ผมคิดว่าเรามองเห็นโอกาสที่ดีกว่าในการลงทุนที่ยุโรป
สิ่งที่เราลงทุนในยุโรปอาจสามารถทำให้เรามีโรงแรมในจีนจนเต็มมือ แต่สิ่งที่เราได้จากยุโรปคือโรงแรม 380 แห่งในเมืองหลวงสำคัญหลายแห่งของยุโรป เราจะเข้าสู่ตลาดฝรั่งเศส และสเปน รวมถึงการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ได้อย่างรวดเร็วได้อย่างไร ถ้าไม่มีการเข้าซื้อกิจการ”
มีเป้าหมายรายได้ที่ต้องการหรือไม่?
“ไม่มี เราไม่ได้วัดผลด้วยเป้าหมายรายได้ เราวัดผลด้วยสิ่งที่เราสามารถบรรลุได้ด้วยคนของเรา”
หากมองย้อนกลับไป 50 ปีของการสร้างกิจการ อะไรคือบทเรียนที่สำคัญสำหรับการเป็นผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจ?
“ผมคิดว่าช่วงเวลาที่ยากที่สุดคือในปี 1997 เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงในฮ่องกง ตอนเด็กผมเติบโตในฮ่องกง ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับผม ผมเห็นคนจำนวนมากออกจากฮ่องกงเมื่อตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ผู้ประกอบการจำนวนมากหายไปในช่วงนั้น”
ตัวคุณ Bill เองก็เกือบจะล้มละลายใช่หรือไม่?
“ในทางเทคนิคพวกเราล้มละลาย แต่ในที่สุดแล้วเราก็เอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ หลังจากนั้นเราจึงเริ่มกระจายความเสี่ยง เนื่องจากในขณะนั้นเราพึ่งพาแต่ประเทศไทย หลังจากปี 1998 เราจึงเริ่มก้าวเข้าสู่ธุรกิจโรแรมแห่งแรกนอกประเทศไทย ซึ่งก็คือที่เวียดนาม”
นั่นคือจุดเปลี่ยน?
“นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ 1998 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆ”
การกระจายความเสี่ยง
“ในทุกๆ อย่าง ไม่เพียงแต่ในเรื่องของความเสี่ยง แต่ในเรื่องของภูมิศาสตร์ก็เช่นกัน”
อะไรคือเป้าหมายถัดไปของ Minor? ในอีก 10 ปีข้างหน้าคุณ Bill มองเห็นบริษัทเป็นอย่างไร?
“ผมเชื่อว่าเราจะใหญ่ขึ้นกว่านี้อีกมาก และเรายังคงโฟกัสมากๆ เหมือนเดิม ผมไม่คิดว่าผมจะต้องไปสู้กับเครือ Marriott หรือ Starwood ที่อยู่อันดับสูงกว่าเรา
แต่ผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จมากๆ ในธุรกิจโรงแรม
การเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผม แต่ผมชอบที่จะเป็นบริษัทที่เก่งที่สุดมากกว่า..”
----------------------
เครือ Minor มีบริษัทมากมาย ลงทุนแมนก็มีหลายบทความ ติดตามและแชร์เรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่บล็อกดิท โหลดฟรีทั้ง iOS และ android blockdit.com
.
หนังสือลงทุนแมนไว้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-5.0 ซื้อได้ที่ลิงก์นี้ lazada.co.th/shop/longtunman
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
----------------------
30 ส.ค. 2018