สรุป ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง

สรุป ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง

สรุป ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง / โดย ลงทุนแมน

หากพูดถึงแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง..
Red Bull คงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลก

ปัจจุบัน บริษัท Red Bull GmbH ทำธุรกิจมากว่า 35 ปี
ขายเครื่องดื่มไปแล้วกว่า 75,000 ล้านกระป๋อง
มีพนักงาน 12,239 คน และจัดจำหน่ายไปกว่า 171 ประเทศทั่วโลก

หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแห่งนี้คือ ตระกูลอยู่วิทยา
เจ้าของทรัพย์สินมูลค่ากว่า 668,850 ล้านบาท
และเป็น 1 ใน 5 ตระกูลมหาเศรษฐีรวยสุดในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีแบรนด์อย่าง M-150 และ คาราบาวแดง
ที่ทำธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง และทั้ง 2 บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แล้วการแข่งขันของทั้ง 2 แบรนด์นี้น่าสนใจอย่างไร?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

รู้หรือไม่ว่า..
ถึงแม้ Red Bull จะประสบความสำเร็จในตลาดโลก
แต่ในประเทศไทย กระทิงแดงไม่ใช่ที่หนึ่ง

คนไทยที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังทุกๆ 100 คนจะมี

54 คนเลือก M-150
23 คนเลือก คาราบาวแดง
15 คนเลือก กระทิงแดง
และที่เหลือเลือกแบรนด์อื่น

ที่น่าสนใจคือ จากผลสำรวจของบริษัท Nielsen ระบุว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทยมีการหดตัวในอัตราเฉลี่ย 2.9% ตั้งแต่ปี 2558 จนถึง 2560

สำหรับปีล่าสุดมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็เป็นการกลับมาเพิ่มขึ้นเพียง 0.2%
หรือพูดง่ายๆ คือ ตลาดนี้ในไทยน่าจะอิ่มตัวแล้ว..

อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มชูกำลังในตลาดโลก ถูกจัดเป็นเครื่องดื่มที่มีความพรีเมียม
ต่างจากภาพลักษณ์ในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นกลุ่มคนใช้แรงงาน

แล้วเมื่อ M-150 และ คาราบาวแดง เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้น
ทั้งสองบริษัทตีโจทย์การเติบโตอย่างไร?

มาเริ่มกันที่อาณาจักรโอสถสภา เจ้าของแบรนด์ M-150

โอสถสภา หรือ เต๊กเฮงหยู
เริ่มต้นทำธุรกิจร้านขายยาเล็กๆ โดยตระกูลโอสถานุเคราะห์ ก่อตั้งในปี 2434

หลังจากนั้น บริษัทเริ่มขยายธุรกิจโดยได้รับสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มลิโพ
แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังจากประเทศญี่ปุ่น

จนในที่สุด โอสถสภาสามารถผลิตเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ M-150 เป็นของตนเองได้สำเร็จ
และขยายพอร์ตสินค้าเพิ่มเติม

บริษัท โอสถสภา
ปี 2559 รายได้ 33,004 ล้านบาท กำไร 2,812 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 25,340 ล้านบาท กำไร 2,834 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 24,971 ล้านบาท กำไร 3,005 ล้านบาท

รายได้ปี 2560 ที่หดตัว สาเหตุหลักมาจากการยกเลิกจัดจำหน่ายสินค้าของยูนิชาร์มตั้งแต่มีนาคม ปี 2560

โอสถสภาได้ขยายพอร์ตสินค้าเพิ่มเติมภายใต้แบรนด์ Shark, Peptein, C-vitt, Calpis และกาแฟ M-Presso

โดย สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทตอนนี้มาจาก
เครื่องดื่ม 76%
บริการซัพพลายเชน 13%
ของใช้ส่วนบุคคล 10%
อื่นๆ 1%

โดยในปีล่าสุด โอสถสภามียอดขายในประเทศ 81% และต่างประเทศ 19%

ปัจจุบัน โอสถสภา มูลค่าบริษัทอยู่ที่ระดับ 97,000 ล้านบาท..

อีกเรื่องที่น่าสนใจสำหรับ โอสถสภา คือการเริ่มบุกตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน

cr.fbcdn

คู่แข่งอีกฟากหนึ่งคือ คาราบาวแดง
เจ้าของส่วนแบ่งเครื่องดื่มชูกำลังอันดับ 2 ในประเทศไทย

คาราบาวตะวันแดง ก่อตั้งในปี 2544 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง คุณเสถียร เศรษฐสิทธิ์ คุณสาวณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ และ คุณแอ๊ด คาราบาว

บริษัทเริ่มต้นทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์คาราบาวแดง และขยายพอร์ตเพิ่มเติมโดยเพิ่มน้ำดื่ม กาแฟ รวมถึงนำสินค้าจากผู้ผลิตอื่นๆ มาขาย

จนในที่สุดบริษัทสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ปี 2559 รายได้ 10,090 ล้านบาท กำไร 1,490 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 13,068 ล้านบาท กำไร 1,246 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 14,597 ล้านบาท กำไร 1,159 ล้านบาท

แต่ที่น่าสนใจคือ การขยายตัวของรายได้ต่างประเทศ
ปี 2559 ในประเทศ 66.2% ต่างประเทศ 33.8%
ปี 2560 ในประเทศ 60.9% ต่างประเทศ 39.1%
ปี 2561 ในประเทศ 55.0% ต่างประเทศ 45.0%

รายได้จากต่างประเทศเติบโตโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน
กัมพูชา เติบโต 78%
พม่า เติบโต 61%

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้กำไรลดลง

ทั้งการเป็นผู้สนับสนุนสโมสร Chelsea, การแข่งขันฟุตบอลถ้วยคาราบาวคัพ
และรวมไปถึงค่าใช้จ่ายการตลาด โฆษณาผลิตภัณฑ์ในประเทศอังกฤษ

โดยปัจจุบัน คาราบาวกรุ๊ป มีมูลค่าบริษัทประมาณ 61,000 ล้านบาท..

จากภาพรวมเราอาจสรุปได้ว่า
โอสถสภามีการกระจายความเสี่ยงโดยเพิ่มสินค้าที่หลากหลาย
แต่ยังไม่ได้รุกตลาดต่างประเทศหนักเท่าคาราบาว

cr.fbcdn

อย่างไรก็ตาม หากเม็ดเงินลงทุนของคาราบาวสามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้สำเร็จ
แบรนด์คาราบาวก็สามารถเติบโตได้เช่นกัน

และเรื่องนี้อาจเป็นที่มาของ P/E ของคาราบาวกรุ๊ปที่กำลังซื้อขายกันที่ระดับเกือบ 50 เท่า..

การรุกตลาดต่างประเทศของทั้งสองแบรนด์ถือว่าน่าสนใจ
และไม่แน่ว่า
ในอนาคตเราอาจเห็นแบรนด์ไทยแท้อย่าง M-150 และคาราบาว
ประสบความสำเร็จอย่างที่ Red Bull เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นได้..

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ

หนึ่งในนักร้องที่รวยสุดในประเทศไทย ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่เป็นคุณยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว
ซึ่งหุ้นที่เขาถืออยู่ในบริษัทคาราบาวกรุ๊ป
มีมูลค่าสูงถึง 4,600 ล้านบาท..
———————-
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป blockdit
โหลดที่ http://www.blockdit.com
———————-

References
-CBG, Annual Report 2018
-OSP, Annual Report 2018
-http://www.thansettakij.com/content/324929
-Bloomberg