ทำไม สายลับ CIA จำเป็นต้องลงทุน ในสตาร์ตอัป?

ทำไม สายลับ CIA จำเป็นต้องลงทุน ในสตาร์ตอัป?

27 ก.ค. 2020
ทำไม สายลับ CIA จำเป็นต้องลงทุน ในสตาร์ตอัป? /โดย ลงทุนแมน
ในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างประเทศ
สิ่งสำคัญที่ตัดสินแพ้ชนะได้ คือ “ข้อมูล”
ใครถือข้อมูลในมือที่ถูกต้องแม่นยำมากกว่า
ย่อมวางแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้
ถ้าพูดถึงองค์กรที่เกี่ยวกับการสืบหาข้อมูล ชื่อที่หลายคนนึกถึงคงจะเป็น “CIA”
โดยเราอาจเคยเห็นพวกเขาจากในข่าว หรือภาพยนตร์ฮอลลีวูด
แต่รู้หรือไม่ว่า CIA ก็ต้องมีการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองเช่นกัน
เรื่องราวนี้น่าสนใจอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
อัปเดตสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจกับ Blockdit
มีพอดแคสต์ให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
สำนักข่าวกรองกลาง หรือ Central Intelligence Agency (CIA)
เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญจากทั่วโลก ที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา
ต้นกำเนิด CIA ต้องย้อนกลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังจากการลอบโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของกองทัพญี่ปุ่น ได้สร้างความเสียหายที่รุนแรงมาก
จึงทำให้สหรัฐอเมริกาตั้งหน่วยพิเศษชื่อว่า OSS เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านข้อมูลข่าวกรอง ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นซ้ำอีก
ต่อมาถึงแม้สงครามโลกสิ้นสุดลง และ OSS ได้ถูกยุบไปแล้ว แต่ความขัดแย้งครั้งใหม่กับสหภาพโซเวียต กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในรูปแบบของสงครามเย็น และสงครามตัวแทน
ดังนั้นเรื่องที่ทุกคนต้องการรู้ คือความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ใครวางแผนหาผลประโยชน์ที่ประเทศไหน หรือกำลังผลิตอาวุธสะสมเอาไว้เท่าไร
ด้วยเหตุนี้ ในปี 1947 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงเห็นชอบกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ที่มีคำสั่งให้จัดตั้งหน่วยงานข่าวกรองคล้ายๆ กับ OSS ขึ้นมา ซึ่งก็คือ CIA นั่นเอง
โดย CIA ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการแบบซ่อนเร้นในต่างประเทศ และรายงานผลตรงต่อทำเนียบขาว ไม่ต้องสังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงใด
ซึ่งงานหลักของพวกเขาในช่วงแรก คือการวิเคราะห์ข้อมูล และแทรกแซงการเมืองหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง, ลาตินอเมริกา เพื่อรักษาอิทธิพลในพื้นที่ ให้อยู่เหนือกว่าสหภาพโซเวียต
จนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลาย CIA ก็ได้หันมาเน้นศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแผนก่อการร้ายมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดกรณี 9/11
ปัจจุบัน CIA มีสายลับอยู่ราว 22,000 ราย และพนักงานทั่วไปอีก 35,000 ตำแหน่ง
โดยได้รับงบประมาณจากรัฐบาลกลาง 397,000 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม การสืบหาข้อมูลแบบเชิงลึก คงไม่สามารถใช้กำลังคนเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องพึ่งพาการลงทุนในเทคโนโลยีด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post เปิดเผยข้อมูลว่า ในอดีต CIA เคยเป็นเจ้าของบริษัทสัญชาติสวิสแห่งหนึ่งชื่อว่า Crypto AG อย่างลับๆ
โดยร่วมมือกับ BND หน่วยข่าวกรองของเยอรมนี ซื้อกิจการบริษัทด้วยเงิน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1970 หรือคิดเป็นค่าเงินปัจจุบันราว 1,200 ล้านบาท
ก่อนที่ 23 ปีต่อมา จะเหลือ CIA ถือหุ้นอยู่แค่รายเดียว และสุดท้ายบริษัทก็ได้ปิดตัวลงไปเมื่อปี 2018
Crypto AG เป็นผู้ผลิตเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสารแบบเข้ารหัส ซึ่งมีฐานลูกค้าหลายกลุ่มอยู่ใน 120 ประเทศ ทั้งสถานทูต กองทัพทหาร และบริษัทเอกชน
แต่ความจริง นี่คือโครงการลับที่ทำให้ CIA สามารถดักฟังข่าวกรองได้จากทั่วทุกมุมโลก
นอกจากนั้น ในยุคที่การติดต่อสื่อสารพัฒนารูปแบบไปสู่โลกออนไลน์ ทำให้ CIA ต้องคอยลงทุนเพื่อให้มีเทคโนโลยีนำหน้าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
In-Q-Tel เป็นบริษัทกองทุนแนว Venture Capital แบบไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1999
โดยบริษัทมีวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียว คือการลงทุนในสตาร์ตอัปต่างๆ เพื่อป้อนเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด ให้ CIA นำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง
ซึ่งเงินทุกๆ 1 บาท ที่ In-Q-Tel เข้าลงทุนสตาร์ตอัปใดก็ตาม มักจะดึงดูดเงินบริษัทเอกชนรายอื่นตามมาลงทุนด้วยอีกถึง 9 บาท ทำให้กองทุนนี้กลายเป็นเหมือนผู้นำเทรนด์ของอุตสาหกรรม
ในปี 2014 มีรายงานเปิดเผยว่า CIA สนับสนุนเงินทุนให้แก่ In-Q-Tel ราว 1,200 ล้านบาทต่อปี และกองทุนมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารอยู่ 10,000 ล้านบาท
จนถึงปัจจุบัน พวกเขาระดมทุนให้สตาร์ตอัปทั้งหมด 190 บริษัท และทำการขายหุ้น หรือที่เรียกว่า Exit ไปแล้ว 62 ครั้ง
ตัวอย่างการลงทุนที่ประสบความสําเร็จของ In-Q-Tel คือการถือหุ้นบริษัท Keyhole ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาแผนที่จากภาพดาวเทียม ซึ่งต่อมา Google ได้เข้าซื้อกิจการ และต่อยอดจนกลายเป็นบริการ Google Earth
ทั้งนี้ในช่วงหลัง บริษัทได้หันมาเน้นลงทุนเทคโนโลยี ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนอีกเรื่องที่หลายคนอาจสงสัยมานาน
นั่นคือ CIA กับ FBI แตกต่างกันอย่างไร?
สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ Federal Bureau of Investigation (FBI)
สังกัดอยู่กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่วิเคราะห์ข่าวกรองและดูแลความมั่นคงภายในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ขณะที่ CIA จะเน้นปฏิบัติการแบบลับๆ ในต่างประเทศ
ซึ่ง FBI มีเจ้าหน้าที่อยู่ราว 16,000 ราย และพนักงานทั่วไปอีก 22,000 ตำแหน่ง
โดยได้รับงบประมาณจากรัฐบาล 300,000 ล้านบาทต่อปี
สรุปแล้ว CIA เป็นคนละหน่วยงาน และมีขนาดใหญ่กว่า FBI ทั้งในด้านกำลังคนและเม็ดเงิน
พออ่านเรื่องนี้จบ หลายคนอาจเริ่มกังวลถึงความเป็นส่วนตัวในชีวิตที่ลดน้อยลง
เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ทำให้ข้อมูลส่วนตัวถูกเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วมาก
แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์คงยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงโลกออนไลน์ได้ 100%
ลองนึกภาพว่าเราไม่ใช้งาน Facebook, Google, Twitter, YouTube เลย
วันพรุ่งนี้อาจไม่รู้ว่าคนรอบข้างพูดคุยเรื่องอะไรกัน
และถ้าเรายังคงใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านั้นต่อไป เพื่อก้าวให้ทันความเคลื่อนไหวของสังคม
สิ่งที่จะต้องแลก ก็คือข้อมูลส่วนตัว
ที่ตกไปอยู่ในมือบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์ม หรือแม้แต่ CIA..
╔═══════════╗
อัปเดตสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจกับ Blockdit
มีพอดแคสต์ให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Central_Intelligence_Agency
-https://www.statista.com/statistics/283544/budget-of-the-us-central-intelligence-agency/
-https://www.businessinsider.com/cia-secretly-bought-encryption-company-crypto-ag-spy-countries-report-2020-2
-https://en.wikipedia.org/wiki/Crypto_AG
-https://en.wikipedia.org/wiki/In-Q-Tel
-https://news.crunchbase.com/news/heres-20-q-tel-investments-said-taking-cias-money/
-https://www.gaia.com/article/what-is-cia-in-q-tel
-https://www.crunchbase.com/organization/in-q-tel#section-investments
-https://www.diffen.com/difference/CIA_vs_FBI
-https://en.wikipedia.org/wiki/Federal_Bureau_of_Investigation
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.