ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง วิศวกรรม?

ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง วิศวกรรม?

9 ส.ค. 2020
ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง วิศวกรรม? / โดย ลงทุนแมน
“เยอรมนี” ประเทศที่เป็นสุดยอดแห่งความก้าวหน้าทางวิศวกรรม
ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ยานยนต์ ไปจนถึงระบบอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้า
เครื่องมือเครื่องใช้สัญชาติเยอรมันถึงแม้จะมีราคาสูง
แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพ ความคงทน และนวัตกรรมที่ล้ำหน้ากว่าใคร
หลายบริษัทที่แม้จะมีอายุมากกว่า 100 ปี
แต่แบรนด์เยอรมันเหล่านี้ ยังคงการันตีถึงคุณภาพ และความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบได้
แล้วความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของเยอรมนีมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน?
╔═══════════╗
อัปเดตสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจกับ Blockdit
มีพอดแคสต์ให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ตอน ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง วิศวกรรม?
ลงทุนแมนขอพาทุกท่านย้อนไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ราวศตวรรษที่ 19
อย่างที่หลายคนทราบแล้วว่า
อังกฤษเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1780
ตามมาด้วยเบลเยียม และฝรั่งเศส
ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในยุโรปกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความก้าวหน้า
เยอรมนีกลับเพิ่งรวมประเทศ โดยดินแดนที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน เพิ่งรวมกันอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1871 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของราชอาณาจักรสยาม
จากการรวมดินแดนของชนเผ่าเยอรมัน นำโดยราชอาณาจักรปรัสเซียทางตอนเหนือ
กับแคว้นน้อยใหญ่ทางตอนใต้ ภายใต้การนำของจักรพรรดิวิลเฮ็ล์มที่ 1
และนายกรัฐมนตรี ออทโท ฟอน บิสมาร์ค
การปฏิวัติอุตสาหกรรมทีหลัง ทำให้ชาวเยอรมันไม่อยากเสียเวลาลองผิดลองถูก
เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า
สิ่งสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ การวางกระบวนการศึกษาและวิจัยอย่างเป็นระบบ ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการ “ปฏิรูปการศึกษา” เป็นอันดับแรก
แม้หลายประเทศในยุโรปจะมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ยุคกลาง
แต่วงการนักวิชาการของยุโรป จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมากนัก
นักวิชาการ จะวางตัวเป็น “สุภาพบุรุษ” ไม่ทำธุรกิจ และไม่ยุ่งกับภาคอุตสาหกรรม
ส่วนพวกช่างกล ช่างเทคนิค หรือใครก็ตามที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมก็จะถูกมองว่าต่ำต้อยกว่านักวิชาการ
แต่การศึกษาเยอรมันไม่มองอย่างนั้น..

ด้วยความที่เยอรมนีไม่มีอาณานิคม แถมยังปฏิวัติอุตสาหกรรมช้ากว่าหลายประเทศ
สิ่งเดียวที่จะทำให้จักรวรรดิที่เพิ่งก่อตั้ง ก้าวหน้าไปไกลกว่าคนอื่นได้
คือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้าน “วิทยาศาสตร์ประยุกต์”
ภายใต้การนำของบิสมาร์ค การทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาอย่างมหาศาลจึงเกิดขึ้น
ทั้งการให้สวัสดิการด้านการศึกษา มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยด้านเทคนิค
ที่เน้นการศึกษาในสายช่าง และสายอาชีพวิศวกรรมโดยเฉพาะ
ราชวิทยาลัยเทคนิคแห่งเบอร์ลิน ถูกจัดตั้งในปี ค.ศ. 1879
พัฒนามาจากวิทยาลัยด้านเหมืองแร่ที่ถูกก่อตั้งใน ค.ศ. 1770
ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้คือ มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเบอร์ลิน (Technische Universität Berlin)
นอกจากที่เบอร์ลินแล้ว
ยังมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคนิคที่รัฐอื่นๆ ทั่วประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเมืองดาร์มสตัดท์ จัดตั้งในปี ค.ศ. 1877
มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเมืองฮันโนเฟอร์ จัดตั้งในปี ค.ศ. 1879
การมีมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านช่างและวิศวกรรม
ทำให้มีแรงงานเฉพาะทาง และช่างเทคนิคจำนวนมาก
เมื่อแรงงานเหล่านี้เรียนจบมา ก็สามารถเข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมได้ทันที
รัฐบาลยังสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
มีงานวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิชาการ กับนักธุรกิจในแวดวงอุตสาหกรรม
งานวิจัยด้านวิศวกรรม จึงถูกนำไปใช้ในโลกธุรกิจได้ง่าย
เมื่อธุรกิจสามารถทำกำไรได้ ก็ให้เงินกลับมาสนับสนุนงานวิจัยต่อไปเรื่อยๆ
ภายหลังบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง ก็เริ่มมีสถาบันวิจัยและพัฒนาเป็นของตัวเองอีกด้วย
การพัฒนาด้านวิศวกรรมของเยอรมนีจึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า
ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหล็กกล้าของจักรวรรดิเยอรมันตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำรัวร์
หรือเรียกว่า รัวร์เกอบีท (Ruhrgebiet) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศ
บริเวณนี้เป็นแหล่งแร่เหล็กและถ่านหินที่สำคัญ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเอสเซน
แต่เดิมอุตสาหกรรมเหล็ก ส่วนใหญ่ใช้เหล็กอ่อน เหล็กเหล่านี้มีความเปราะ
ทำให้ยังไม่สามารถประยุกต์เพื่อใช้งานได้มากนัก
เพื่อให้เหล็กแข็งแรงและทนทานมากยิ่งขึ้น จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของเหล็ก ด้วยการหลอมและเติมแร่ธาตุลงไป ให้กลายเป็นเหล็กกล้า
แต่การหลอมให้เป็นเหล็กกล้า ต้องใช้อุณหภูมิที่สูงมาก ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีเตาที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสำหรับการผลิต
วิธีการผลิตเหล็กกล้าแบบ Siemens-Martin
ซึ่งคิดค้นในปี ค.ศ. 1865 โดยนักวิจัย 2 คน
หนึ่งในนั้นเป็นชาวเยอรมันชื่อ Sir Carl Wilhelm Siemens
ได้สร้างเตาถลุงเหล็กแบบเร่งไฟ ที่ทำความร้อนในระดับที่สูงได้ถึง 1,500 องศาเซลเซียส
เรียกกันว่า เตากระทะ หรือ Open hearth furnace
ด้วยระบบการศึกษาที่เชื่อมงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแนบแน่น
ไม่นาน บริษัทเหล็กกล้าสัญชาติเยอรมันก็ได้นำเตาถลุงแบบใหม่
เข้ามาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กกล้าอย่างรวดเร็ว
นำโดยบริษัทเหล็กกล้า ชื่อว่า “Krupp”
บริษัท Krupp ก่อตั้งโดยตระกูล Krupp มีประวัติย้อนไปถึงกลางศตวรรษที่ 16
มีสำนักงานตั้งอยู่ที่เมืองเอสเซน ในช่วงที่การรถไฟเยอรมันขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เมืองเอสเซนกลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเหล็ก
บริษัท Krupp ก็เป็นผู้นำในการผลิตสินค้าจากเหล็ก เช่น รางรถไฟและหัวรถจักร
Alfred Krupp ได้มอบเงินทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อค้นหาวิธีการผลิตเหล็กกล้า
ให้แก่เหล่านักวิชาการ จนเมื่อมีเตาถลุงแบบใหม่ออกมาเป็นผลสำเร็จ
บริษัท Krupp ก็ได้กลายเป็นผู้นำในการผลิตเหล็กกล้าส่งออกไปทั่วโลก
จากรางรถไฟ พัฒนาสู่เครื่องจักร และยุทธปัจจัย
ไม่นาน เยอรมนีก็ขึ้นแท่นผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ของยุโรปแซงหน้าอังกฤษ
ปัจจุบัน บริษัท Krupp ได้ควบรวมกับ บริษัทเหล็กกล้า Thyssen
กลายเป็นบริษัท “Thyssenkrupp”
แม้อุตสาหกรรมเหล็กกล้าจะลดบทบาทลง
แต่ Thyssenkrupp ก็ได้ต่อยอดมาเป็นผู้นำในด้านเครื่องจักร ชิ้นส่วนเครื่องยนต์
ส่วนประกอบเครื่องบิน ลิฟต์ และบันไดเลื่อน
นอกจากอุตสาหกรรมเหล็กกล้าแล้ว อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมของเยอรมันก้าวหน้ากว่าหลายประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน คือ อุตสาหกรรมไฟฟ้า
นำโดยบริษัทที่ชื่อว่า “Siemens”
ผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ คือ Werner von Siemens วิศวกรไฟฟ้าชาวเบอร์ลิน
ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของ Sir Carl Wilhelm Siemens ผู้คิดค้นวิธีการผลิตเหล็กกล้า
Werner von Siemens ได้คิดค้นระบบโทรเลขชนิดที่พิมพ์เป็นตัวอักษรโดยอัตโนมัติ
แทนการเคาะใช้รหัสมอร์ส หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้งบริษัท Siemens ขึ้นในปี ค.ศ. 1847
ไม่นาน บริษัท Siemens ก็ขยายกิจการไปทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา
Werner von Siemens ยังเป็นผู้พัฒนาลิฟต์ไฟฟ้าตัวแรกของโลกในปี ค.ศ. 1880
เป็นผู้ประดิษฐ์ไดนาโม เครื่องกลที่เปลี่ยนพลังงานกลให้เป็นพลังงานไฟฟ้า
และสร้างรถเมล์ไฟฟ้า หรือ Trolley Bus ในปี ค.ศ. 1882
ปัจจุบัน Siemens คือบริษัทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าชั้นแนวหน้าของโลก
มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า รถไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์
ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยีกังหันลม
นอกจาก Thyssenkrupp และ Siemens ซึ่งมีอายุแบรนด์ไม่ต่ำกว่า 100 ปีแล้ว
เยอรมนียังมีบริษัทด้านวิศวกรรมอีกมากมายที่ล้วนมีอายุใกล้เคียงกัน
ทั้งบริษัท Leica ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1869
เป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตเลนส์สายตา อุปกรณ์การแพทย์ และกล้องถ่ายรูป
บริษัท AEG ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1883 ผู้ผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ และระบบรถรางไฟฟ้า
บริษัท Osram ซึ่งแยกมาจาก Siemens ในปี ค.ศ. 1909 เป็นผู้นำในเทคโนโลยีหลอดไฟ
การทุ่มเทพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และเชื่อมโยงเข้ากับภาคธุรกิจอย่างเหนียวแน่น เปิดความก้าวหน้าใหม่ทางด้านวิศวกรรม
และพาให้เยอรมนีก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก
แต่ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมไฟฟ้าเท่านั้น
มหาวิทยาลัยเทคนิคที่ก่อตั้งขึ้นมา จะผลิตบุคคลสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์
ที่จะพาเยอรมนีเปิดโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่
อุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล
“อุตสาหกรรมเคมี”..
เตรียมพบกับซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ในตอนถัดไป เร็วๆ นี้..
╔═══════════╗
อัปเดตสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจกับ Blockdit
มีพอดแคสต์ให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-Robert C. Allen, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก
-ฉัตรทิพย์ นาคสุภา, ประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมเปรียบเทียบ
-น.พ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา, สงครามที่ไม่มีวันชนะ
-https://en.wikipedia.org/wiki/Open_hearth_furnace
-https://www.thyssenkrupp.com/en/products
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.