ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง อุตสาหกรรมเคมี?

ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง อุตสาหกรรมเคมี?

15 ส.ค. 2020
ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง อุตสาหกรรมเคมี? /โดย ลงทุนแมน
วิชาเคมี หรือ Chemistry มีจุดเริ่มต้นมาจากคำว่า Alchemy ซึ่งแปลว่า การเล่นแร่แปรธาตุ
การเล่นแร่แปรธาตุ อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มานานหลายพันปี
จากเรื่องลี้ลับ ถูกพัฒนามาสู่การศึกษาโครงสร้างและคุณสมบัติของสสารต่างๆ อย่างเป็นระบบ
ก่อกำเนิดเป็นวิชาเคมีในที่สุด
และหนึ่งในประเทศที่พัฒนากระบวนการศึกษา และผูกพันกับวิชาเคมีมากที่สุด
ก็คือ “เยอรมนี”
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ตอน ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง อุตสาหกรรมเคมี?
╔═══════════╗
ชอบบทความแบบนี้ ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้
อยากรู้ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก ต้องเข้าใจอดีต
เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี พิมพ์ครั้งที่ 6
สั่งซื้อได้ที่ (รับส่วนลด 10% จากราคาปก 350 บาท)
Lazada : https://www.lazada.co.th/products/1000-i714570154-s1368712682.html
Shopee : https://shopee.co.th/product/116732911/6716121161
╚═══════════╝
ลงทุนแมนขอพาย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 19 ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม..
เวลานั้น อังกฤษเป็นประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นชาติแรก และเป็นผู้นำในการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือด้านเคมี
และแท้จริงแล้ว องค์ความรู้ทางด้านเคมีของเยอรมนี มีจุดเริ่มต้นมาจากนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ William Henry Perkin ผู้ค้นพบโดยบังเอิญว่า น้ำมันดิน หรือ Coal Tar ซึ่งได้จากถ่านหิน มีสารชนิดหนึ่งที่สามารถให้สีม่วงที่ติดทนนาน
และสารนี้ถูกตั้งชื่อว่า “Aniline”
ก่อนหน้านั้น
ผู้คนส่วนใหญ่จะย้อมสีผ้าด้วยสีจากธรรมชาติ ซึ่งจะให้สีซีด ไม่ติดทนนาน
มีแต่คนร่ำรวยเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน
สีสังเคราะห์ จึงสร้างการเปลี่ยนแปลงมหาศาลให้วงการเครื่องแต่งกาย
และการค้นพบสาร Aniline นี้ ก็นำมาสู่การตั้งโรงงานสีสังเคราะห์
แต่หลังจากก่อตั้งโรงงานได้เพียง 15 ปี
นักวิทยาศาสตร์คนนั้นก็จำใจต้องขายโรงงานทิ้งเพื่อมาเป็นนักวิชาการต่อตามเดิม
เพราะไม่อยากทนคำครหาของวงการนักวิชาการ
ในวงการวิชาการของอังกฤษ
นักวิชาการอังกฤษจะต้องวางตัวเป็น “สุภาพบุรุษ”
ไม่ทำธุรกิจ และไม่ยุ่งกับภาคอุตสาหกรรม
ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ความร่ำรวยจากการค้ากับอาณานิคม
ทำให้อังกฤษไม่ได้สนใจพัฒนาองค์ความรู้ด้านเคมีเท่าไรนัก
สุดท้าย องค์ความรู้ด้านสีสังเคราะห์ทำให้นักเคมีชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อ Heinrich Caro ได้นำมาใช้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ของเยอรมนี..
ด้วยความที่ประเทศเยอรมนีเพิ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1871
ประเทศนี้ไม่มีอาณานิคม แถมยังปฏิวัติอุตสาหกรรมช้ากว่าอังกฤษ
สิ่งเดียวที่จะทำให้เยอรมนีก้าวหน้าไปไกลกว่าคนอื่นได้
คือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้าน “เคมี”
รัฐบาลได้สนับสนุนให้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านเทคนิคหลายแห่ง
เน้นการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับภาคอุตสาหกรรม
จึงเกิดงานวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิชาการ กับนักธุรกิจในแวดวงอุตสาหกรรม
งานวิจัยด้านเคมี จึงถูกนำไปใช้ในโลกธุรกิจได้ง่าย
เมื่อธุรกิจสามารถทำกำไรได้ ก็ให้เงินกลับมาสนับสนุนงานวิจัยต่อไปเรื่อยๆ
Heinrich Caro นักเคมีชาวเยอรมัน ผู้เคยทำงานให้กับโรงงานอังกฤษ
เมื่อกลับมาถึงเยอรมนี เขาได้ทำงานร่วมกับ Friedrich Engelhorn
เจ้าของเหมืองถ่านหินชาวเมืองมานน์ไฮม์ ในรัฐบาเดิน ทางตะวันตกของเยอรมนี
องค์ความรู้เรื่องน้ำมันดินจากถ่านหิน ถูกพัฒนาจนสามารถผลิตในระดับโรงงาน
โรงงานสีสังเคราะห์ได้ถูกตั้งขึ้น ในปี ค.ศ. 1865 มีชื่อว่า Badische Anilin und Soda Fabrik
ซึ่งแปลว่า โรงงาน Aniline และ Soda แห่งรัฐบาเดน
เมื่อนำตัวอักษรขึ้นต้นของชื่อโรงงานมารวมกัน
จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ BASF
BASF เป็นบริษัทที่คิดค้นกระบวนการสังเคราะห์สีน้ำเงิน จากสาร Methylene Blue
และสีแดง จากสาร Anthracene ซึ่งอยู่ในน้ำมันดิน
ไม่ไกลจากเมืองมานน์ไฮม์
Friedrich Bayer ผู้สืบทอดกิจการทอผ้าต่อจากครอบครัว
ได้ขยายกิจการด้วยการซื้อโรงงานสีย้อมผ้าของนักเคมีชื่อว่า Carl Leverkus
แล้วก่อตั้งโรงงานผลิตสีสังเคราะห์ ในปี ค.ศ. 1863 โดยใช้ชื่อว่า Bayer
ทั้ง BASF และ Bayer ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำการผลิตสีสังเคราะห์
ไม่นาน สีสังเคราะห์ของชาวเยอรมันก็เติมสีสันให้กับเสื้อผ้าของคนทั่วโลก
รู้หรือไม่ว่า 90% ของสีสังเคราะห์บนโลกในศตวรรษที่ 19 ล้วนผลิตมาจากโรงงานในเยอรมนี
นอกจากสีสังเคราะห์แล้ว
สิ่งที่วงการเคมีเยอรมันได้เปลี่ยนแปลงโลกต่อมาก็คือ “ปุ๋ยเคมี”
ธาตุที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ประกอบไปด้วย N P K
หรือธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
ธาตุไนโตรเจน หรือ ธาตุ N ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตดี มีลำต้นและใบที่แข็งแรง
ทั้งๆ ที่อากาศมีส่วนประกอบของไนโตรเจนถึง 71%
แต่พืชไม่สามารถดึงเอาธาตุไนโตรเจนมาจากอากาศได้ จึงต้องดึงมาจากในดิน
พืชจะเจริญเติบโตได้ดี ก็ต่อเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์
แต่ดินส่วนใหญ่บนโลกมีธาตุไนโตรเจนอยู่น้อยมาก
สิ่งนี้เป็นปัญหามานานหลายพันปี นับตั้งแต่ที่มนุษยชาติรู้จักการเกษตรกรรม
แล้วการตั้งมหาวิทยาลัยเทคนิคของเยอรมนี ก็ได้สร้างนักวิทยาศาสตร์ 2 คน
ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าให้กับวงการเกษตรกรรมของโลก
Fritz Haber และ Carl Bosch ทั้ง 2 คน สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคเบอร์ลิน
เป็นผู้คิดค้นกระบวนการ Haber-Bosch ในปี ค.ศ. 1910
กระบวนการนี้ คือการนำก๊าซไนโตรเจน มาทำปฏิกิริยากับก๊าซไฮโดรเจน
เมื่อกำหนดอุณหภูมิ ความดัน และใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสม
ผลที่ได้ก็คือ แอมโมเนีย (NH3)
ประโยชน์หลักของแอมโมเนียก็คือ “ปุ๋ยเคมี” ที่จะเติมธาตุไนโตรเจนลงไปในดิน
ไม่นาน บริษัท BASF ก็ได้นำกระบวนการนี้มาพัฒนาจนกลายเป็นอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี
โดยมี Carl Bosch หนึ่งในผู้คิดค้นกระบวนการ กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา
ปุ๋ยเคมีพลิกโฉมวงการเกษตรกรรมอย่างมหาศาล
เมื่อพืชผลเจริญเติบโต อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ประชากรโลกก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด
เช่นเดียวกับรายได้ของ BASF
ส่วน Bayer นอกจากอุตสาหกรรมสีสังเคราะห์แล้ว
องค์ความรู้ด้านเคมี ได้ถูกต่อยอดและพัฒนามาสู่อุตสาหกรรมยารักษาโรค
โดยเฉพาะยาบรรเทาอาการปวดและอักเสบ Aspirin
Bayer ได้สังเคราะห์ยา Aspirin และนำมาพัฒนาให้สามารถผลิตได้ในระดับโรงงาน
และจดเครื่องหมายการค้าในปี ค.ศ. 1899
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
อุตสาหกรรมเคมีของเยอรมนีก็ก้าวหน้ากว่าใคร
ทั้งสีย้อมผ้า ปุ๋ยเคมี และยารักษาโรค
ผลักดันให้เยอรมนีก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของยุโรป..
แต่แล้วความมั่งคั่งของชาติมหาอำนาจใหม่
ก็ขัดแข้งขัดขามหาอำนาจเก่า อย่างอังกฤษและฝรั่งเศส
จากความขัดแย้งทางการค้า เช่น การตั้งกำแพงภาษีระหว่างกัน
ผลที่ได้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1
เมื่อสงครามปะทุขึ้น เหล่าโรงงานเคมี จึงต้องเพิ่มแผนกการผลิตอาวุธสงคราม
เพราะนอกจากปุ๋ยแล้ว สิ่งที่แอมโมเนียสามารถทำได้ก็คือ “ระเบิด”
แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ปิดฉากลงด้วยความพ่ายแพ้ของกองทัพเยอรมัน
เยอรมนีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล
เศรษฐกิจของประเทศประสบเงินเฟ้อมโหฬาร
เพื่อความอยู่รอด บริษัทเคมีเยอรมัน ซึ่งนำโดย BASF และ Bayer
จึงเลิกแข่งขันแล้วหันมาจับมือกัน ควบรวมเป็นบริษัท IG Farben ในปี ค.ศ. 1925
เมื่อบริษัทเคมียักษ์ใหญ่มาควบรวมกัน
IG Farben จึงกลายเป็นบริษัทเคมีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น
และเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี
เมื่อเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ IG Farben ก็เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมือง
ด้วยการบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ที่มีชื่อว่า พรรคนาซี..
ในที่สุด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หัวหน้าพรรคนาซี ก็ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของเยอรมนี
เพื่อตอบแทนที่เคยให้เงินช่วยเหลือ
IG Farben จึงกลายเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ ป้อนให้กับกองทัพเยอรมัน
แล้วนาซีเยอรมัน ก็พาโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
พร้อมกับด้านมืดของ IG Farben ที่ถูกเผยออกมา..
ไม่ว่ากองทัพเยอรมันจะบุกไปที่ประเทศไหน IG Farben ก็จะไปบุกยึดโรงงานเคมีของประเทศนั้น
มีการตั้งโรงงานอยู่ใกล้กับค่ายกักกันชาวยิว
นำชาวยิวมาทำงานในโรงงาน มีการทดลองยากับชาวยิว
และนำยาฆ่าแมลง มาทดลองเพื่อใช้สังหารชาวยิวนับล้านคน
แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในปี ค.ศ. 1945 ด้วยความพ่ายแพ้อีกครั้งของเยอรมนี
ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามจึงเข้ายึดบริษัทและโรงงานทั้งหมดที่ IG Farben ไปยึดมา
แตกบริษัท IG Farben เพื่อลดอิทธิพล
และดึงตัวนักเคมีเก่งๆ ไปทำงานให้บริษัทประเทศตัวเอง
สุดท้าย IG Farben จึงแตกออกมาเป็น BASF และ Bayer ตามเดิม
แม้บริษัทเหล่านี้จะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และสูญเสียนักวิชาการเก่งๆ ไปมากมาย
แต่ด้วยองค์ความรู้ด้านเคมีที่เคยมีอยู่
จึงยังคงมีการนำไปวิจัยและพัฒนา ต่อยอดเป็นเคมีภัณฑ์และยารักษาโรคมากมาย
ปัจจุบัน BASF เป็นแบรนด์เคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
เป็นผู้จำหน่ายทั้งสารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พลาสติก รวมไปถึงอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี
ส่วน Bayer เป็นผู้จำหน่ายสารเคมี ยาฆ่าแมลง สินค้าเวชภัณฑ์ และยารักษาโรค ชั้นนำของโลกเช่นกัน
โดยเฉพาะยารักษาโรค Bayer คือบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี
เป็นผู้ผลิตยารักษาโรคติดเชื้อ Ciprofloxacin สำเร็จเป็นรายแรกของโลก
จากจุดเริ่มต้นของวิชาเคมี
ถูกต่อยอดมาเป็นอุตสาหกรรมสีสังเคราะห์ ปุ๋ยเคมี
ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ จนถึงไบโอเทคโนโลยี
รู้หรือไม่ว่า เยอรมนีเป็นผู้ส่งออกยารักษาโรคอันดับ 1 ของโลก มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980
ชาวเยอรมันเป็นหนึ่งในผู้สร้างวิชาเคมี
และผลผลิตของวิชาเคมี ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายให้กับโลก
แต่ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเคมีเท่านั้น
องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง
ยังได้สร้างสรรค์อุตสาหกรรมที่แบรนด์เยอรมันมีชื่อเสียงมากที่สุดอีกด้านหนึ่ง
นั่นคือ “อุตสาหกรรมยานยนต์”..
เตรียมพบกับซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ในตอนถัดไป เร็วๆ นี้..
----------------------
ชอบบทความแบบนี้ ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้
อยากรู้ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก ต้องเข้าใจอดีต
เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี พิมพ์ครั้งที่ 6
สั่งซื้อได้ที่ (รับส่วนลด 10% จากราคาปก 350 บาท)
Lazada : https://www.lazada.co.th/products/1000-i714570154-s1368712682.html
Shopee : https://shopee.co.th/product/116732911/6716121161
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมเปรียบเทียบ
-น.พ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา, สงครามที่ไม่มีวันชนะ
-https://theconversation.com/five-chemistry-inventions-that-enabled-the-modern-world-42452
-https://www.chemistryworld.com/features/hofmanns-chemistry-factory/3007787.article
-https://www.basf.com/global/images/about-us/history/BASF_Chronik_Gesamt_en.pdf
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.