รู้จัก MEGA บริษัทขายยาและอาหารเสริม หมื่นล้าน

รู้จัก MEGA บริษัทขายยาและอาหารเสริม หมื่นล้าน

25 มี.ค. 2021
รู้จัก MEGA บริษัทขายยาและอาหารเสริม หมื่นล้าน / โดย ลงทุนแมน
นอกจากธุรกิจหน้ากากอนามัย ธุรกิจถุงมือยาง
ที่เติบโตสวนกระแสในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 แล้วนั้น
อีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ในช่วงเวลาแบบนี้ก็คือ
ธุรกิจผลิตยาและอาหารเสริมสุขภาพ
วันนี้ เราลองมาดูหนึ่งบริษัทในตลาดหุ้นไทย
ที่ทำธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย ยาและอาหารเสริม
นั่นคือ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “MEGA”
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นบริษัทรับจ้างผลิตยาเล็ก ๆ ที่มีพนักงานไม่กี่คน เมื่อ 39 ปีที่แล้ว
วันนี้ MEGA กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารเสริมชั้นนำของประเทศไทย ที่มียอดขายหลักหมื่นล้านบาท
บริษัทผลิตยาและอาหารเสริมรายนี้ มีความเป็นมาอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่านและนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
“MEGA We Care” น่าจะเป็นชื่อแบรนด์อาหารเสริม ที่หลายคนคุ้นเคย
เดิมทีนั้น บริษัทนี้ มีชื่อว่า บริษัท วิคาส จำกัด
ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2525 โดย นายกิริต ชาห์
ชาวอินเดียผู้ที่เดินทางเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย
ก่อนที่ต่อมาบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เมดิแคป จำกัด ในปี เดียวกัน
บริษัทเริ่มต้นธุรกิจด้วยการรับจ้างผลิตแคปซูลเจลาตินนิ่มสำหรับบรรจุผงยาและอาหารเสริม
ซึ่งนับเป็นบริษัทแรกที่ผลิตแคปซูลประเภทนี้ในประเทศไทย
ต่อมา บริษัทเริ่มรับจ้างผลิตยาให้กับบริษัทยาภายนอก ก่อนที่จะเริ่มผันตัวมาผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพภายใต้แบรนด์ของตัวเองในปี 2537
บริษัท เมดิแคป จำกัด ได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อ “บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด” ในปี 2548
และด้วยความที่ธุรกิจของบริษัทเติบโตขึ้น
สุดท้ายจึงสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ในปี 2556
โดยปัจจุบัน ธุรกิจของ MEGA แบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจ คือ
1. ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า Maxxcare
โดยบริษัททำการตลาด และจำหน่ายภายใต้แบรนด์นี้ ก็อย่างเช่น ยาตามใบสั่งแพทย์ และยาหน้าเคาน์เตอร์ รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งถูกจำหน่ายใน 3 ประเทศ คือ เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา และมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทยา
2. ธุรกิจผลิตสินค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Mega We Care”
โดยมีการพัฒนา ทำการตลาด และจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ เช่น อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ยาตามใบสั่งแพทย์ และยาหน้าเคาน์เตอร์ (ยาที่จำหน่ายโดยเภสัชกรโดยตรง โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์)
3. ธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งเป็นการรับจ้างผลิตยาให้ลูกค้าภายนอก
โดยที่รายได้ในปี 2563 ของ MEGA นั้นมาจาก
- ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า (Maxxcare) 52%
- ธุรกิจผลิตสินค้า (Mega We Care) 46%
- ธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) 2%
ขณะที่เมื่อแบ่งสัดส่วนรายได้ตามพื้นที่แล้ว
รายได้ของ MEGA มาจาก ภูมิภาคเอเชียตะวันออก 88% และจากภูมิภาคอื่น ๆ อีก 12%
พอดูจากสัดส่วนรายได้ของบริษัทแล้ว
ก็ดูเหมือนว่า การที่บริษัทตัดสินใจมาผลิตสินค้าที่มีแบรนด์เป็นของตนเอง ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี
เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) พอสมควร
ลองมาดูอัตรากำไรขั้นต้นของสองธุรกิจนี้ของบริษัท
- ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ Mega We Care มีอัตรากำไรขั้นต้น 64%
- ธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) มีอัตรากำไรขั้นต้น 23%
ในส่วนของภาคการผลิตนั้น
ปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานผลิตยาและอาหารเสริมทั้งหมด 4 แห่ง
โดยอยู่ที่ประเทศไทย 2 แห่ง อยู่ในออสเตรเลีย 1 แห่ง และอยู่ในอินโดนีเซียอีก 1 แห่ง
ขณะที่สินค้าของบริษัทนั้น ก็มีการส่งออกไปขายในกว่า 35 ประเทศทั่วโลก
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ วันนี้มูลค่าตลาดอาหารเสริมและยารักษาโรคในไทย มีมูลค่าสูงกว่า 518,000 ล้านบาท
และด้วยความที่สังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมผู้สูงอายุ
รวมทั้งเทรนด์ในการหันมาใส่ใจต่อสุขภาพของคนทั่วไปที่เพิ่มมากขึ้น
ก็อาจจะทำให้ตลาดอาหารเสริมและยารักษาโรค มีโอกาสเติบโตไปได้อีก
แล้วผลประกอบการของ MEGA ในช่วงที่ผ่านมา เป็นอย่างไร ?
รายได้และกำไรของ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)
ปี 2561 รายได้ 10,456 ล้านบาท กำไร 1,206 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 11,179 ล้านบาท กำไร 1,139 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 12,643 ล้านบาท กำไร 1,393 ล้านบาท
สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมา ที่ทั่วโลกเกิดโรคระบาดโควิด 19 จนส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจ
แต่หนึ่งธุรกิจที่ดูจะได้รับประโยชน์ ก็คือธุรกิจยาและอาหารเสริมด้านสุขภาพ
อย่างกรณีของ MEGA จะเห็นว่ารายได้ของบริษัท เติบโต 13% ขณะที่กำไรเติบโต 22% จากปีก่อนหน้า
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า นอกจากบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายตลาดใหม่แล้วนั้น
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 คนจำนวนมาก หันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน C, วิตามิน D, วิตามินรวม รวมทั้ง เอ็กไคนาเซีย ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแก้โรคหวัด, โสม และโพรไบโอติกส์
เรื่องนี้จึงทำให้ไม่เพียงแต่ ธุรกิจหน้ากากอนามัย ธุรกิจถุงมือยาง
ที่เติบโตได้ดี และได้ประโยชน์จากวิกฤติครั้งนี้
แต่เรายังเห็นว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยา วิตามิน และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเหล่านี้
ก็สามารถเติบโตท่ามกลางวิกฤติครั้งนี้ได้ เช่นกัน..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
MEGA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2556
ด้วยมูลค่าบริษัทเท่ากับ 15,100 ล้านบาท
มาวันนี้ มูลค่าบริษัทของ MEGA เท่ากับ 31,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ในระยะเวลาประมาณ 8 ปี..
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นตัวนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
----------------------
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่านและนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-รายงานประจำปี 2563, บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)
-คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2563, บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)
-https://www.thebangkokinsight.com/203493/
-แบบ 56-1 ปี 2562, บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.