สรุป Crypto Wallet ทุกรูปแบบ ที่นักลงทุนคริปโท ควรรู้จัก

สรุป Crypto Wallet ทุกรูปแบบ ที่นักลงทุนคริปโท ควรรู้จัก

14 ก.ย. 2021
สรุป Crypto Wallet ทุกรูปแบบ ที่นักลงทุนคริปโท ควรรู้จัก /โดย ลงทุนแมน
ช่วงที่ผ่านมา คริปโทเคอร์เรนซี ได้กลายมาเป็นหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและนักเก็งกำไร
แน่นอนว่าส่วนใหญ่ หลายคนจะให้ความสนใจกับผลตอบแทนที่หวือหวา
แต่สิ่งที่เรายังต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันเลย ก็คือเรื่องของความปลอดภัย
“Crypto Wallet” เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยให้เรา
รักษาความปลอดภัยแก่คริปโทเคอร์เรนซีของเราได้
Crypto Wallet คืออะไร
แล้วตอนนี้ มันมีกี่รูปแบบและสำคัญอย่างไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
Crypto Wallet แม้จะแปลภาษาไทยตรงตัวว่า “กระเป๋าเงินคริปโทเคอร์เรนซี”
แต่มันไม่ได้มีลักษณะเดียวกันกับกระเป๋าเงินที่เราใช้เก็บธนบัตรหรือเก็บเหรียญเลย
หากเทียบให้เห็นชัด Crypto Wallet ในที่นี้จะเหมือนกับ “กุญแจ” สำหรับเข้าถึงตู้เซฟมากกว่า
โดย Crypto Wallet ก็เรียกได้ว่าเป็นตัวกลางที่ทำให้เราสามารถเข้าไปดูข้อมูลและทำธุรกรรมในบัญชีที่จัดเก็บคริปโทเคอร์เรนซีบนบล็อกเชนได้ นั่นเอง
ซึ่ง Crypto Wallet ประกอบไปด้วย 2 กุญแจ คือ Public Key และ Private Key
โดยทั้งสองประเภท จะเป็นชุดรหัสตัวเลขไม่ซ้ำกัน โดยแต่ละกุญแจก็มีหน้าที่แตกต่างกัน
Public Key หรือ Address เปรียบเสมือนเลขที่บัญชีธนาคารของเรา
โดยเราสามารถให้ Public Key กับคนอื่น
เพื่อที่อีกฝั่งสามารถโอนเงินมาสู่บัญชีของเราได้ถูกต้อง
Private Key ก็ตรงตามชื่อ กุญแจส่วนตัว
โดยเราจะรู้ได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
เพราะมันเปรียบเสมือนรหัสผ่านเข้าบัญชีธนาคารของเรา
ปกติ Private Key จะมีหน้าตาเป็นรหัสยาว ๆ จำยาก น้อยคนที่จะจำได้ เช่น 6bc87f0al58de02e32qc8o35 ส่งผลให้การนำไปใช้งานเป็นเรื่องที่ยาก
ปัจจุบัน จึงได้เกิดเทคนิคใหม่ในการเปลี่ยน Private Key ให้เป็นคำศัพท์ต่อ ๆ กันอย่างน้อย 12 คำ เพื่อที่ผู้ใช้งานจำได้ง่ายขึ้นและไม่ง่ายเกินไปจนคนอื่นเดารหัสได้ถูกต้อง สิ่งนี้เรียกว่า “Seed Phrase” นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น dog apple egg rain smile big eye friend you king boy love
ซึ่งหากมีใครรู้เลข Private Key ของเรา ไม่ว่าใครก็ตาม เขาคนนั้นก็จะสามารถเข้ามาทำธุรกรรมบนบัญชีเราได้
หรือหากเราลืมรหัสเสียเอง คริปโทเคอร์เรนซีที่เก็บไว้ก็จะหายไปในระบบตลอดกาล ไม่สามารถกู้รหัสผ่านเหมือนบัญชีธนาคารได้ เพราะมีเราเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้
ดังนั้นการดูแล Private Key จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับคนที่ลงทุนในวงการคริปโทเคอร์เรนซี
เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ ในปัจจุบันเกิด Crypto Wallet หลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองการใช้งานต่อนักลงทุนที่ต้องการแตกต่างกัน
โดย Crypto Wallet จะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ Hot Wallet และ Cold Wallet
เริ่มกันที่ “Hot Wallet” คือ Wallet ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเกือบตลอดเวลา
ข้อดีคือ สะดวกต่อการใช้งาน จึงเหมาะกับกลุ่มเทรดเดอร์ที่ต้องเทรดอยู่บ่อยครั้ง
และยังเหมาะแก่การเก็บคริปโทเคอร์เรนซีจำนวนน้อย
แต่เมื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ก็จะมีความเสี่ยงจากการโดนแฮกตามมา รวมถึงไวรัสและมัลแวร์ต่าง ๆ
Hot Wallet ที่นักลงทุนนิยมใช้กันคือ Web Wallet หรือ Wallet บนเว็บไซต์เทรดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วไป
เช่น Bitkub, Binance, Zipmex และ Upbit
โดย Private Key ของเรา จะถูกดูแลโดยเว็บไซต์ที่ให้บริการ
เราเพียงแค่มี Username และรหัสผ่านของเว็บไซต์นั้นก็สามารถใช้งานได้เลย
ซึ่งความเสี่ยงอยู่ตรงนี้ หากเจ้าของบริหารไม่ดี จนคริปโทเคอร์เรนซีบริษัทถูกคนอื่นแฮกเอาไปเหมือนอย่างกรณี Mt. Gox แพลตฟอร์มซื้อขายที่เคยใหญ่สุดในโลก หรือแม้แต่เว็บไซต์เทรดขโมยเงินหนีไปเอง เหมือนอย่างกรณี Thodex แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีตุรกี เราก็จะไม่สามารถตามเงินคืนได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งกับ Mt. Gox และ Thodex
จึงเป็นที่มาของคำว่า “Not Your Keys, Not Your Coins”
หรือแปลเป็นไทยว่า “หากไม่ใช่กุญแจคุณ เหรียญที่คุณมีก็ไม่ใช่ของคุณ”
สะท้อนให้เห็นว่าแม้เราจะมีผู้ดูแลให้ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะปลอดภัย 100%
พูดถึงตรงนี้หลายคนอาจอยากสร้างความปลอดภัยแก่คริปโทเคอร์เรนซีของตัวเองกันมากขึ้น
แต่ก็อยากได้ความสะดวกสบายในการใช้งานที่ง่ายกว่า
จึงเป็นที่มาของ Hot Wallet แบบที่สอง นั่นก็คือ Mobile Wallet เป็นแอปพลิเคชันที่ทำหน้าที่เก็บ Private Key บนโทรศัพท์นั้นเลย ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานอย่างแน่นอน และมีฟังก์ชันให้ Back Up ข้อมูลอีกด้วย
แต่ความปลอดภัยจะขึ้นอยู่กับว่าโทรศัพท์ของเราปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตามก็ยังดีกว่าแบบแรกอย่างมาก
และ Hot Wallet แบบสุดท้ายคือ Desktop Wallet
ซึ่งจะไม่ค่อยแตกต่างจากแบบที่สองนัก เพียงแค่อยู่ในรูปแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ ความรวดเร็วในการใช้งานจึงน้อยกว่าแบบโทรศัพท์
ข้อระมัดระวังของการใช้ Wallet ประเภทนี้ คือ ต้องไม่ลืมว่า Private Key ของเราจะอยู่บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็เคยมีตัวอย่างความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกาเบรียล เอเบ็ด นักธุรกิจ เจ้าของบิตคอยน์ 800 เหรียญ ได้ประสบพบเจอกับปัญหา เพราะไม่สามารถถอนบิตคอยน์มาใช้งานได้ เนื่องจากนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวไปล้างเครื่อง
ดังนั้นหากใครเลือกใช้ Desktop Wallet จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อม Back Up ข้อมูลคอมพิวเตอร์อยู่ตลอด
ตัวอย่าง Hot Wallet ที่ให้บริการทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ เช่น Atomic Wallet, BitPay และ Exodus
และหาก Wallet ทั้งหมดที่กล่าวมา ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความปลอดภัยได้เพียงพอ
เราก็ยังมีกระเป๋าอีกประเภท คือ “Cold Wallet” หรือที่ไม่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
ซึ่งความสะดวกในการใช้งานจะลดลง แต่ความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นสูงมาก
Hardware Wallet อุปกรณ์ที่หน้าตาคล้าย ๆ กับ Flash Drive
เช่น ของแบรนด์ Ledger, Trezor เป็นอีกสิ่งที่นักลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีสายจริงจังชอบใช้กัน
เพราะมีความปลอดภัยสูงอันดับต้น ๆ ในบรรดาทุก Wallet
โดย Private Key จะถูกจัดเก็บบน Hardware นั้น ๆ เลย
วิธีใช้งานก็เพียงแค่เราเสียบ Hardware เข้ากับคอมพิวเตอร์
หลังจากนั้นใส่รหัสผ่าน เท่านี้ก็สามารถทำธุรกรรมได้ตามใจ
สำหรับรูปแบบสุดท้ายของ Cold Wallet ก็คือ “กระดาษ”
คนที่ใช้วิธีนี้ส่วนใหญ่มักพิมพ์ Public Key และ Private Key ในรูปของ QR Code
และเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ซึ่งหากต้องการใช้ เพียงแค่สแกนเท่านั้น
แม้ว่าความเสี่ยงที่จะโดนโจรกรรมข้อมูลแทบเป็นศูนย์
แต่การเก็บเป็นกระดาษมักมีปัญหาในการรักษาอยู่เสมอ
ทั้งจากการหลงลืมและเสียหายจากอุบัติเหตุ ที่เราไม่คาดคิด
สเตฟาน โทมัส โปรแกรมเมอร์ชาวเยอรมัน เป็นหนึ่งในคนที่ประสบปัญหานี้โดยตรง
เขาจด Private Key ลงบนกระดาษ ซึ่งเวลาต่อมามันก็หายไป รวมถึงตัวเองก็จำรหัสไม่ได้
ส่งผลให้เขาต้องสูญเสียบิตคอยน์จำนวน 7,002 เหรียญ
หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 10,400 ล้านบาท..
ดังนั้นหากใครสนใจการเก็บรหัสประเภทนี้
ต้องมีความมั่นใจระดับหนึ่งว่า จะสามารถดูแลรักษา Wallet ได้
ไม่ใช่เลือกเพียงแค่เพราะอยากลดต้นทุนเท่านั้น
มาถึงตรงนี้ เราก็สามารถสรุปได้ว่า Crypto Wallet มีมากมายหลายรูปแบบ
ซึ่งก็ไม่มีอันไหนที่ดีหรือแย่ที่สุด ขึ้นอยู่กับสไตล์ของนักลงทุนแต่ละราย
เพราะสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ ไม่แพ้การศึกษาหาความรู้เรื่องสินทรัพย์ที่เราจะลงทุนนั้น
ก็คือเรื่องของ “ความปลอดภัย”
เพราะไม่ว่าเราจะเก่งและสร้างผลตอบแทนได้มากเท่าไร
แต่หากเราประมาทเรื่องความปลอดภัย
เงินที่เราอุตส่าห์หามาได้ มันก็อาจหายไปได้เช่นกัน..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
-https://www.businessinsider.com/bitcoin-wallet
-https://www.nerdwallet.com/article/investing/best-bitcoin-cryptocurrency-wallet
-https://www.daytrading.com/crypto-wallet
-https://www.efinancethai.com/MoneyStrategist/MoneyStrategistMain.aspx?release=y&id=UEt6YjQya2F0QVU9
-https://www.nytimes.com/2021/01/12/technology/bitcoin-passwords-wallets-fortunes.html
© 2021 Longtunman. All rights reserved.