สรุป 4 บทเรียน ความล้มเหลว ของธุรกิจระดับโลก ใหญ่แค่ไหน ก็ “เจ๊ง” ได้

สรุป 4 บทเรียน ความล้มเหลว ของธุรกิจระดับโลก ใหญ่แค่ไหน ก็ “เจ๊ง” ได้

สรุป 4 บทเรียน ความล้มเหลว ของธุรกิจระดับโลก ใหญ่แค่ไหน ก็ “เจ๊ง” ได้ /โดย ลงทุนแมน
เราอาจเห็นธุรกิจระดับโลกที่อยู่รอดมาได้เยอะแล้ว ซึ่งมีกรณีศึกษาให้เราได้ถอดสูตรความสำเร็จอยู่มากมาย
ซึ่งสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจที่ไม่รอด ก็มีเรื่องราวความผิดพลาด ทิ้งไว้เป็นบทเรียนให้เราได้ศึกษาเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็น
- WeWork สตาร์ตอัปให้เช่าออฟฟิศ
- Yahoo เซิร์ชเอนจินที่มาก่อน และเคยใหญ่กว่า Google
- Blockbuster ธุรกิจร้านเช่าวิดีโอยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และอีกกว่า 19 ประเทศทั่วโลก
แม้ว่าจะเคยเป็นเจ้าตลาด แต่บริษัทเหล่านี้ ต่างก็ล้มเหลว จนบริษัทต้องล้มละลาย หรือเจ๊งไปในที่สุด
แล้วมีบทเรียนอะไรบ้าง ที่เราเรียนรู้ได้จากความล้มเหลวของธุรกิจระดับโลก
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
เปิดบัญชีแล้วเทรดวันนี้ มีสิทธิ์รับ e-Coupon มูลค่ารวมสูงสุด 800 บาท จาก บล. Zcom อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/4b0dF2b
╚═══════════╝
ข้อแรกเลย ก็คือ
“เจ๊งเพราะ ไม่ซื่อสัตย์ ไม่โปร่งใส”
WeWork เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ธุรกิจนี้เริ่มต้นด้วยการออกแบบและก่อสร้างสำนักงาน ในรูปแบบ Co-working Space เพื่อปล่อยเช่าให้กับบริษัทอื่น ๆ
แม้โมเดลธุรกิจจะมีต้นทุนสูง จากการต้องมีอาคารในมือจำนวนมาก ทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุนมาตลอด แต่บรรดานักลงทุนต่างก็เชื่อมั่น จนดันให้บริษัทมีมูลค่ามากถึง 1,400,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สัญญาณแปลก ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น ไล่ตั้งแต่
- ตัวผู้ก่อตั้งอย่าง Neumann เป็นเจ้าของอาคารหลายแห่งที่ WeWork ทำสัญญาเช่า
- Neumann ยืมเงินจากบริษัท ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าตลาด เพื่อนำไปใช้จ่ายส่วนตัว
- Neumann ได้ขายเครื่องหมายการค้า “We” ที่เขาบอกว่าเป็นเจ้าของ 2 ตัวอักษรนี้ ให้กับบริษัท โดยที่บริษัทต้องจ่ายเงินให้กับ Neumann เป็นค่าลิขสิทธิ์ ถึง 180 ล้านบาท..
ซึ่งกลายเป็นว่า ธุรกิจเริ่มโดนตั้งคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและซื่อสัตย์ของผู้ก่อตั้ง และโมเดลธุรกิจที่ไม่มีวันทำกำไรได้สักที จนสุดท้ายเงินสดหมดมือ กระทั่งบริษัทล้มละลายในปัจจุบัน
อีกกรณีหนึ่งคือ Theranos สตาร์ตอัปที่ให้บริการเจาะเลือดเพียงปลายนิ้ว แล้วรู้ผลทุกอย่าง แต่เมื่อมีคนลองทดสอบดูแล้ว ผลกลับไม่เที่ยงตรงเลย
และนวัตกรรมของบริษัทที่เคยคุยไว้ ก็กลับกลายเป็นเรื่องโกหก จนสุดท้ายมูลค่าบริษัทของ Theranos จากเดิม 330,000 ล้านบาท ก็เหลือเพียง 0 บาท..
ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ กลายเป็นว่าเจ๊งเพราะความไม่ซื่อสัตย์ ทั้งจากตัวผู้ก่อตั้งเองในกรณีของ WeWork หรือต่อลูกค้าและพาร์ตเนอร์ของ Theranos
ข้อสอง คือ
“เจ๊งเพราะ มองอนาคตได้ช้า ไม่ชัดเจน”
ในอดีต Yahoo เคยเป็นผู้นำในธุรกิจเซิร์ชเอนจินมาก่อน ในขณะที่ Google เป็นผู้ตามที่มาทีหลังในอุตสาหกรรมนี้
แต่กลายเป็นว่าปัจจุบัน Google กลายมาเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจนี้ ส่วน Yahoo กลายเป็นผู้ตามแทน
ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ Google ใช้สิ่งที่เรียกว่า PageRank หรือการจัดเรียงเพจตามความสำคัญ
ของแต่ละเว็บไซต์
โดย Google จะแสดงเว็บไซต์ที่จัดอันดับตามจำนวนคนดู และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย
ส่วน Yahoo ไม่ได้ให้ความสำคัญ กับระบบแสดงผลการค้นหามากนัก โดยจะแสดงผลจากจำนวนคำที่ใช้ค้นหา ว่ามีมากแค่ไหนในเว็บไซต์นั้น ๆ
และรู้ไหมว่า Google เคยพยายามเสนอขายเว็บไซต์ของตัวเองให้กับ Yahoo เพียง 37 ล้านบาทเท่านั้น แต่ Yahoo กลับไม่สนใจ..
จนในที่สุด กลายเป็นว่า Google กลายเป็นที่นิยมมากกว่า และทำให้ Yahoo ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมไปเรื่อย ๆ
หรืออีกกรณีหนึ่งคือ Blockbuster ที่เริ่มต้นธุรกิจร้านเช่าภาพยนตร์ ในขณะที่คู่แข่งร้านเช่าภาพยนตร์เหมือนกัน อย่าง Netflix ก็เริ่มทำสิ่งที่แตกต่างด้วยการให้ลูกค้าจ่ายรายเดือน และโยนระบบทุกอย่างเข้าไปอยู่บนอินเทอร์เน็ต
ทำให้ Netflix สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าได้ง่ายกว่าและมากกว่า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดกว่า อีกทั้งต้นทุนยังต่ำกว่า
และก็เป็นเรื่องน่าตลกอีกเช่นกัน เพราะ Netflix เคยเสนอขายกิจการตัวเองให้กับ Blockbuster ในราคา 1,800 ล้านบาท แต่ Blockbuster มองไม่เห็นศักยภาพของ Netflix และมองว่าราคานี้แพงเกินไป
จนในที่สุด Blockbuster ก็พ้ายแพ้ให้โมเดลของ Netflix
Netflix กลายเป็นเบอร์ 1 และ Blockbuster ที่ปรับตัวไม่ทันก็ล้มละลายไป..
สรุปแล้ว ทั้งสองธุรกิจที่เคยเป็นผู้นำตลาดอย่าง Blockbuster และ Yahoo กลายเป็นผู้ตามและล้มเหลวในธุรกิจให้กับน้องใหม่อย่าง Google และ Netflix ที่เข้าใจผู้บริโภคดีกว่า และมองภาพอนาคตแบบชัดเจนกว่า
ข้อสาม คือ
“เจ๊งเพราะ ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ”
BlackBerry โด่งดังจากฟังก์ชันเด็ด ที่สามารถพิมพ์อีเมลบนแป้นพิมพ์ และสามารถส่งข้อความระหว่าง BlackBerry แต่ละเครื่องแบบเรียลไทม์ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
แต่ในช่วงปี 2007 กลับกลายเป็นว่าคู่แข่งอย่าง Apple ออกสินค้าอย่าง iPhone ออกมา ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่ส่งอีเมลได้ แต่ไม่มีปุ่มแป้นพิมพ์ เป็นครั้งแรก
ซึ่ง BlackBerry เองก็เคยคิดจะทำโทรศัพท์แบบไม่มีปุ่มกดด้วย แต่ด้วยการยึดติดว่า การส่งอีเมลต้องมีปุ่มกดแบบแป้นพิมพ์ จึงไม่ได้ออกสินค้าใหม่มาสักที
รวมถึงการเข้าสู่ยุคสมาร์ตโฟน และเกิดแอปพลิเคชันแชตต่าง ๆ อย่าง Line หรือ WeChat ก็ทำให้จุดแข็งของ BlackBerry กลายเป็นจุดอ่อนของสมาร์ตโฟนทันที
จนในที่สุด BlackBerry ที่มีปุ่มกดก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงเรื่อย ๆ และกลายเป็น Apple รวมถึงสมาร์ตโฟน Android จากค่ายอื่น ๆ ที่เข้ามาครองตลาดมือถือแทน
และสุดท้ายคือ
“เจ๊งเพราะ ก่อหนี้เกินตัว”
ธุรกิจที่มีหนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะหนี้ก็คือแหล่งเงินทุนสำคัญที่ช่วยให้กิจการเติบโตได้ หากบริหารเงินที่ได้มา และใช้อย่างถูกต้อง
แต่สำหรับ Toys“R”Us กลับเจ๊ง เพราะมีหนี้ที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับกิจการมากเกินไป
โดย Toys“R”Us เป็นร้านขายของเด็กเล่น ที่ใหญ่สุดในโลก ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็ค่อย ๆ โดนคู่แข่งจากธุรกิจค้าปลีกอย่าง Walmart ลงมาขายของเล่นด้วย
ซึ่ง Toys“R”Us ก็พยายามปรับตัว ด้วยการขายแบบออนไลน์มากขึ้น ด้วยการไปจับมือกับ Amazon ก่อนที่จะยกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกค่าเสียหาย เพราะ Amazon มีการเอาร้านของเล่นคู่แข่ง มาลงขายบนแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Toys“R”Us เจ๊ง กลับไม่ใช่
คู่แข่ง แต่เกิดจากนักลงทุนรายใหม่ในปี 2005
โดยตอนนั้น คนที่เข้ามาซื้อกิจการ Toys“R”Us ได้ใช้เงินตัวเองซื้อเพียงส่วนน้อย แต่เงินส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืม โดยใช้สินทรัพย์ของบริษัท Toys“R”Us เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ (Leveraged Buyout)
ทำให้ Toys“R”Us มีหนี้สินจำนวนมาก และก็ตามมาด้วยดอกเบี้ย ที่ต้องจ่ายแต่ละปีนับหมื่นล้านบาท..
ซึ่งเงินที่ทำธุรกิจได้มา ก็ต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะเอามาต่อยอดทางธุรกิจ และต่อกรกับคู่แข่ง จนในที่สุด Toys“R”Us ที่เลือดไหลไม่หยุด ก็ปิดฉากร้านขายของเด็กเล่น ที่ใหญ่สุดในโลก ด้วยการขอยื่นล้มละลาย ในปี 2017
อ่านมาถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่า แม้จะเป็นธุรกิจระดับโลก ที่เคยผ่านความสำเร็จมาก่อน แต่สุดท้าย ก็ทำเรื่องผิดพลาด และเจ๊งได้เหมือนกัน
และแม้ว่าจะเจ๊งด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่หลาย ๆ ที่พบเจอเหมือน ๆ กันเมื่อกำลังจะเจ๊ง
นั่นคือ หลายครั้งคนเรามักจะหลอกตัวเองว่า ทุกอย่างยังปกติดี ไม่มีเรื่องต้องกังวล
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราอาจกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติ จนกลับตัวไม่ทันแล้วก็ได้..
╔═══════════╗
เปิดบัญชีแล้วเทรดวันนี้ มีสิทธิ์รับ e-Coupon มูลค่ารวมสูงสุด 800 บาท
กับแคมเปญ Zuper คุ้ม ยิ่งเทรด ยิ่งได้ จาก บล. Zcom
ห้ามพลาดโปรดี ๆ ตั้งแต่วันนี้ถึงกรกฎาคมนี้เท่านั้น!!
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/4b0dF2b
หรือเปิดบัญชีคลิกเลย https://bit.ly/3U5qgez
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
**การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
Facebook : https://www.facebook.com/trade.z.com.th
Line: @zcomsecurities (http://bit.ly/2TJtaIC)
#zcomsecurities
╚═══════════╝

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2024 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon