
เจาะลึก 4 ธีมการลงทุนปี 2026 ในยุค “The Great Repricing” จากมุมมอง K WEALTH กสิกรไทย
เจาะลึก 4 ธีมการลงทุนปี 2026 ในยุค “The Great Repricing” จากมุมมอง K WEALTH กสิกรไทย / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x K WEALTH
ปี 2026 เป็นอีกหนึ่งปีที่นักลงทุนต้องเริ่มต้นท่ามกลางความท้าทายตั้งแต่ช่วงต้นปี
เพียงไม่กี่เดือนแรก โลกก็เผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา
เพียงไม่กี่เดือนแรก โลกก็เผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา
ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า ภูมิรัฐศาสตร์ในวันนี้ยังเปราะบาง และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากกว่าที่หลายคนเคยประเมินไว้
มุมมองนี้สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ล่าสุดของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย
ซึ่งมองว่าตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ภายใต้ปรากฏการณ์ The Great Repricing
หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ จากกติกาเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน
ซึ่งมองว่าตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ภายใต้ปรากฏการณ์ The Great Repricing
หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ จากกติกาเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดลงทุน
แต่ยิ่งตอกย้ำว่า การลงทุนในยุคนี้จำเป็นต้อง “เลือกธีม” ให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลกมากขึ้น เพื่อให้พอร์ตยังเดินหน้าต่อได้ และไม่พลาดโอกาสระยะยาว
แต่ยิ่งตอกย้ำว่า การลงทุนในยุคนี้จำเป็นต้อง “เลือกธีม” ให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลกมากขึ้น เพื่อให้พอร์ตยังเดินหน้าต่อได้ และไม่พลาดโอกาสระยะยาว
แล้วในมุมมองของ K WEALTH ปี 2026 มีธีมการลงทุนไหนที่น่าสนใจบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
1. ปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ : พลังสภาพคล่องพยุงการเติบโต (Late Cycle, Still Turning Liquidity Keeps Growth Alive)
ข้อมูลจาก K WEALTH ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ยังเติบโตใกล้ระดับศักยภาพ แม้ประเทศพัฒนาแล้วจะชะลอลง และอยู่ในช่วงปลายวัฏจักร แต่จะไม่ใช่ปีของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ภาพรวมการเติบโตยังถูกพยุงโดยสภาพคล่องในระบบการเงินโลก ทั้งจากนโยบายการคลังที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางของหลายประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ K WEALTH ชี้ว่า ระดับดอกเบี้ยปลายทางของสหรัฐฯ และยุโรป ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ตลาดเกิดใหม่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและการลงทุนภาคการผลิตและเทคโนโลยี
โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกก็คือ การลงทุนด้าน AI และ Data Center
โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกก็คือ การลงทุนด้าน AI และ Data Center
K WEALTH แนะนำให้เน้นพอร์ตหลักเป็นแกนของการลงทุน กระจายลงทุนทั่วโลกและหลายสินทรัพย์ เพื่อคุมความผันผวนและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจเดียว
2. จากความกระจุกตัว สู่การกระจายตัว : การหมุนกลับสู่ตลาดหุ้นในวงกว้าง (From Concentration to Convergence : The Rotation Back to Broader Equities)
ข้อมูลจาก K WEALTH สะท้อนว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มขยายวงออกนอกสหรัฐฯ ทั้งในเชิงภูมิภาคและอุตสาหกรรม จากที่เคยกระจุกตัวในกลุ่ม Magnificent 7
ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงซื้อขายในระดับ Valuation ที่ต่ำกว่าตลาดพัฒนาแล้ว และแนวโน้มกำไร 12 เดือนข้างหน้า ยังมีทิศทางเติบโตโดดเด่น
K WEALTH มองว่าการฟื้นตัวของเอเชียในรอบนี้มีลักษณะ K-Shape Expansion คือฟื้นตัวไม่พร้อมกัน แต่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
- จีน มีสัญญาณฟื้นตัวจากฐานกำไรที่อยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์
- อินเดีย ยังคงโดดเด่นจากการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศเดินหน้าควบคู่กัน ส่งผลให้กำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอ รวมทั้งมีการพึ่งพาการส่งออกน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนของจีน ยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะในวัฏจักร Semiconductor และ AI
อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของการเติบโต ในปี 2026 ยังมาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะตลาดอยู่ในช่วงที่ Valuation ตึงตัว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ส่งผลให้ Margin of Safety จำกัด
ประกอบกับความคาดหวังของตลาดสูง หาก “ผิดคาด” ในบริบท Valuation สูง อาจกดดันหุ้นกลุ่ม Tech และสร้างความผันผวนหนัก
โดย K WEALTH มองว่า นักลงทุนที่พอร์ตพึ่งพาสหรัฐฯ สูง อาจขยายไปยังตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดียที่กำไรเริ่มฟื้น
ขณะเดียวกัน ผู้ถือเทคโนโลยีสหรัฐฯ มากเกินไป อาจกระจายสู่เทคโนโลยีเอเชีย เพื่อเพิ่มสมดุลและโอกาสเติบโต
ขณะเดียวกัน ผู้ถือเทคโนโลยีสหรัฐฯ มากเกินไป อาจกระจายสู่เทคโนโลยีเอเชีย เพื่อเพิ่มสมดุลและโอกาสเติบโต
3. คลื่นลูกที่สองของ AI : โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (AI’s Second Wave : Infrastructure, Energy and Cybersecurity)
ในเชิงโครงสร้าง AI ยังคงเป็นวัฏจักรการลงทุนระยะยาว โดย Bloomberg ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนสะสมด้าน AI ในช่วงปี 2024-2029 อาจสูงถึงราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็ได้ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลังจากนี้ตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักกับผลลัพธ์เชิงรายได้และกำไรที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
K WEALTH มองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของธีมนี้คือการเข้าสู่ “คลื่นลูกที่สองของ AI” ทำให้โอกาสการลงทุนเริ่มขยับจากกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI
โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ ความปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ ความปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
McKinsey ประเมินว่า ภายในปี 2040 โลกอาจต้องใช้เม็ดเงินรวมกว่า 106 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับทั้งเศรษฐกิจจริงและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่ง AI เป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญของวัฏจักรการลงทุนรอบนี้
ความเสี่ยงหลักของ คลื่นลูกที่สองของ AI คือ ความคาดหวังตลาดสูงมาก ทั้ง Capex รายได้ และส่วนแบ่งตลาด ภายใต้ Valuation ที่ตึงตัว หากการลงทุนหรือการสร้างผลตอบแทนช้ากว่าคาด หุ้นเทคโนโลยีอาจผันผวนแรง
โดยเฉพาะ Big Tech ที่ต้องพิสูจน์ว่า “เปลี่ยนการลงทุน AI ให้เป็นรายได้และกำไรได้จริง” ไม่เช่นนั้นตลาดมีโอกาสปรับฐานเพื่อสะท้อนความจริงของธุรกิจ
K WEALTH แนะนำเพิ่มสัดส่วนหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก มูลค่ายังไม่แพง ได้ประโยชน์จากการลงทุน AI และแรงหนุนดอกเบี้ยขาลง ที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและหนุนมูลค่าในระยะยาว
4. ตราสารหนี้คุณภาพสูง เกราะป้องกันพอร์ต และให้รายได้สม่ำเสมอ (Stability Through Volatility with High-Quality Fixed Income)
ในปี 2026 ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน แต่บทบาทเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการหวังผลกำไรจากทิศทางดอกเบี้ย มาเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและช่วยพยุงพอร์ต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ความผันผวนของตลาดการเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
K WEALTH มองว่า ตราสารหนี้คุณภาพดี โดยเฉพาะ Global Investment Grade และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่คุณภาพดี จะเป็นแกนหลักของพอร์ตในระยะถัดไป
เนื่องจากหลายประเทศมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เสถียรภาพด้านการคลังแข็งแกร่งขึ้น และให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีกว่าตราสารหนี้ในตลาดพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายความเสี่ยงในภาวะความผันผวนสูงด้วย
ในขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้โลกในปี 2026 จะมีความซับซ้อนมากขึ้น จากความแตกต่างของนโยบายการเงิน ระหว่างธนาคารกลางหลัก โดย Fed อยู่ในช่วงลดดอกเบี้ย
ขณะที่ยุโรปชะลอการลดดอกเบี้ย และญี่ปุ่นยังปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนไม่สอดคล้องกันเหมือนในอดีต
โดย K WEALTH คาดว่าความผันผวนจะเพิ่มขึ้น จากการที่ Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ เพราะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ขณะที่ตราสารหนี้ Emerging Markets ยังมีความเสี่ยงเฉพาะประเทศ ทั้งด้านการเมือง การคลัง และโครงสร้างหนี้ และหากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย จะเพิ่มแรงกดดันต่อตราสารหนี้กลุ่ม Credit และ Emerging Markets ได้เช่นกัน
K WEALTH แนะนำให้นักลงทุนเน้นตราสารหนี้คุณภาพสูง ให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตมากกว่าการไล่ดอกเบี้ย เพื่อสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอและคุ้มค่าต่อความเสี่ยงมากกว่า
สุดท้ายแล้ว ในมุมมองของ ศิริพร สุวรรณการ, CFA, CFP® Chief Investment Officer ของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย มองว่า
“ปี 2026 จะเป็นปีที่ตลาดเริ่มมองมูลค่าสินทรัพย์ต่างไปจากเดิม การประเมินราคาไม่ได้ยึดแค่การเติบโตระยะสั้นของเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่หันไปให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงโครงสร้างมากขึ้น
ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ การเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไปจนถึงผลของภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบห่วงโซ่การผลิตและการขนส่งทั่วโลก
เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน ตลาดจึงต้องตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่ หุ้นและธีมการลงทุนแบบเดิมไม่สามารถใช้กรอบประเมินแบบเดิมได้อีกต่อไป
และเงินลงทุนจะไหลไปหาสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ชัดเจนจากโครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจโลกมากที่สุด นั่นเอง...
และเงินลงทุนจะไหลไปหาสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ชัดเจนจากโครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจโลกมากที่สุด นั่นเอง...
ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3YC0pwl
คำเตือน : ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
Reference :
- ข่าวประชาสัมพันธ์ K WEALTH CIO House View 2026
- ข่าวประชาสัมพันธ์ K WEALTH CIO House View 2026