เอสโตเนีย ทำรัฐดิจิทัล จนประหยัดเงิน ปีละ 26,000 ล้าน

เอสโตเนีย ทำรัฐดิจิทัล จนประหยัดเงิน ปีละ 26,000 ล้าน

เอสโตเนีย ทำรัฐดิจิทัล จนประหยัดเงิน ปีละ 26,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมน
รู้ไหมว่า แค่ไม่มีการเซ็นชื่อบนกระดาษด้วยมือ แต่ยืนยันตัวตนออนไลน์แทน ทำให้เอสโตเนียประหยัดงบประมาณได้นับหมื่นล้านบาท
ซึ่งเป็นระบบที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2000 ก่อนพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
เอสโตเนีย ทำอย่างไร ถึงประหยัดเงินปีละหมื่นล้านบาท ด้วยการเป็นรัฐดิจิทัล ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จริง ๆ แล้ว เอสโตเนียก็เกือบจะลงเอยเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่เน้นใช้กระดาษและเอกสารจำนวนมาก แต่เพราะชายคนหนึ่งที่ตัดสินใจไม่ทำอะไรแบบนั้น
Mart Laar ชายหนุ่มวัย 32 ปี ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ได้วางรากฐานสำคัญ โดยตัดสินใจขีดเส้นทางเอสโตเนียใหม่ ทิ้งการพัฒนาแบบเดิม แล้วพัฒนาโดยใช้ระบบดิจิทัลเป็นตัวนำ
ทั้งที่ตอนนั้น เอสโตเนียเพิ่งเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 แถมเศรษฐกิจยังคงล้าหลัง เพราะพึ่งพาระบบวางแผนจากส่วนกลางมายาวนาน
เรียกได้ว่า เป็นความกล้ามาก ๆ ที่จะจินตนาการถึงประเทศที่ใช้ระบบดิจิทัลเป็นตัวนำ และไม่ยึดติดกับมรดกเศรษฐกิจเดิม ๆ ที่เคยมีมาตั้งแต่ยุคโซเวียต
คำถามคือ แล้วเอสโตเนียเริ่มต้นทำอะไร ?
แม้ในวันแรกที่คงไม่พร้อมจะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นตัวนำแน่ ๆ
เอสโตเนียรู้ดีว่า ถ้าจะสร้างระบบดิจิทัลให้เป็นตัวนำของประเทศ สิ่งสำคัญที่ต้องทำ นั่นคือ คนต้องพร้อม และรัฐบาล ก็ต้องพร้อมด้วย
ในปี 1996 รัฐบาลออกกฎหมาย ที่ทำให้ทักษะเทคโนโลยีและดิจิทัลอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และต้องทำให้ทุกคนเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นโยบายนี้เป็นอะไรที่ล้ำยุคมาก เพราะมันเกิดขึ้นก่อนที่เราจะมี Facebook และ Google ที่เราใช้งานมันเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันแล้ว
แต่การทำแบบนี้ ก็ช่วยให้คนเอสโตเนียคุ้นเคยกับระบบดิจิทัลมาเรื่อย ๆ เป็นการปูทางให้รัฐบาลสามารถสร้างระบบดิจิทัลของตัวเองในเวลาต่อมา
เมื่อคนพร้อมแล้ว รัฐบาลก็ต้องกลับมาทำตัวเองให้พร้อมสำหรับรัฐดิจิทัล แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ ในทันทีเหมือนกับการแทรกหลักสูตรการศึกษาเข้าไป
เพราะเมื่อพูดถึงระบบราชการ ภาพที่ตามมานั่นคือ
หน่วยงานที่หลากหลายมาก ซึ่งพอหลากหลาย ก็ตามมาด้วยทะเลข้อมูลที่กระจายกันออกไปด้วย
เอสโตเนียรู้ดีว่า วิธีแก้เรื่องนี้ก็ต้องทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานง่ายขึ้น เมื่อคนมาติดต่อราชการ
ก็สามารถทำได้สะดวกเพราะมีข้อมูลในระบบอยู่แล้ว
แต่ด้วยระบบราชการ ที่ถูกออกแบบมาให้ต่างคนก็ต่างมีอำนาจกัน อำนาจเลยเหมือนกับของศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกคนหวงแหนและไม่ยอมปล่อยกันแบบง่าย ๆ
เอสโตเนียจึงทำในสิ่งที่ฉลาดกว่า นั่นคือ แทนที่ตัวเองจะเป็นคนจัดการระบบต่าง ๆ ให้เป็นดิจิทัลเอง ก็ให้หน่วยงานต่าง ๆ เป็นคนจัดการระบบภายในแทน
กรมระบบสารสนเทศรัฐ จะคอยดูแลและอนุมัติแผนปรับปรุงระบบดิจิทัลของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเห็นภาพรวมว่าการพัฒนารัฐดิจิทัลจะไปในแนวทางเดียวกัน
เมื่อทุกหน่วยงานปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลแล้ว การเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกันก็ง่ายขึ้น จนในปี 2001 รัฐบาลสามารถเปิดตัวนวัตกรรมที่ชื่อว่า X-Road ออกมาได้
X-Road ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นทางตัว X เพราะรัฐบาล
จะเป็นเหมือนคนสร้างทางเชื่อมต่อของข้อมูลระหว่างแต่ละหน่วยงานให้เข้าหากัน
วิธีนี้ทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างศูนย์กลางข้อมูลรวมไว้ในที่เดียว แต่ทำแค่กุญแจเข้ารหัสของข้อมูลต่าง ๆ ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลแทน
แถมหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ก็ยังมีอำนาจจัดการข้อมูลในมือตัวเองเหมือนเดิม ทำให้การปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลของประเทศเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น
ซึ่งต่อมาในปี 2002 เอสโตเนียก็ออก Digital ID ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล เพื่อให้การเข้าถึงบริการภาครัฐทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบดิจิทัลนี้จะไม่ถูกความล่าช้าของระบบราชการครอบงำ จนระบบนี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ รัฐบาลเอสโตเนียก็ออกกฎหมายมารองรับอีกด้วย
ไล่ตั้งแต่ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาด้วย
พรบ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ทะเบียนประชากร ลายเซ็นดิจิทัล ไปจนถึงการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งหมดนี้ ถ้าถามว่ากฎหมายพวกนี้มีไว้เพื่ออะไร คำตอบก็คือ เพื่อรับรองว่าข้อมูลใน X-Road จะปลอดภัย ซึ่งทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องมีหน้าที่ดูแลข้อมูลพวกนี้ให้ดีด้วย
และที่สำคัญสุดของกฎหมายพวกนี้ นั่นคือ หลักการเก็บข้อมูลแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ว่าคนเอสโตเนียจะไปติดต่อหน่วยงานไหน ก็ไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมอีกแล้ว
ด้วยนวัตกรรม X-Road นี้ ทำให้ปัจจุบัน เอสโตเนียสามารถเชื่อมต่อสถาบันและองค์กรกว่า 900 แห่ง โดยมีการทำธุรกรรมมากกว่า 2.7 พันล้านรายการต่อปี
ทำให้คนเอสโตเนียสามารถยื่นภาษีออนไลน์ได้ตั้งแต่ปี 2000 เพราะสรรพากรก็สามารถขอข้อมูลต่าง ๆ ไปตามหน่วยงานรัฐ หรือเอกชนอื่น ๆ เช่น ธนาคารได้
รวมไปถึงการติดต่อราชการอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ต้นทุนของภาคเอกชนลดลงได้เยอะมาก
ซึ่งเอสโตเนีย มีการประเมินตัวเลขคร่าว ๆ ว่า การทำให้บริการของรัฐ กลายเป็นบริการดิจิทัล เช่น การเซ็นชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และยืนยันตัวตนทางออนไลน์ ก็ทำให้รัฐประหยัดเงินได้ราวปีละ 2% ของ GDP
ปัจจุบัน เอสโตเนียมี GDP ราว 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แปลว่า จะประหยัดเงินได้ 860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หรือราว ๆ 26,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
จากเคสของเอสโตเนีย เราคงเห็นแล้วว่า การทำให้รัฐเป็นดิจิทัลมากขึ้น ไม่ได้มีผลดีกับคนอย่างเดียว แต่ยังทำให้ต้นทุนธุรกิจในประเทศลดลงด้วย
โดยเฉพาะต้นทุนเวลา ที่เมื่อลดลงจากขั้นตอนราชการ
ก็เอาไปทำอย่างอื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้อีกมากมาย
กลับมาที่ประเทศไทย แล้วถ้าถามว่า รัฐดิจิทัลอาจเป็น
คำตอบให้กับเราหรือไม่ แล้วแต่ละพรรคการเมือง
มีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง
ติดตามได้พร้อมกันผ่าน Talk ลงทุนแมน วันที่ 29 มกราคมนี้..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon