
ทำไม เสาหลักของครอบครัว อาจมีมูลค่าถึง 10 ล้านบาท
ทำไม เสาหลักของครอบครัว อาจมีมูลค่าถึง 10 ล้านบาท /โดย ลงทุนแมน
ถ้าถามว่า “สินทรัพย์” ที่มีค่ามากที่สุดในบ้านของเรา คืออะไร ?
หลายคนอาจตอบว่าคือตัวบ้านหรือรถ ที่เราครอบครองอยู่
ขณะที่บางคนอาจตอบว่า คือพอร์ตหุ้นที่สะสมมาทั้งชีวิต..
ขณะที่บางคนอาจตอบว่า คือพอร์ตหุ้นที่สะสมมาทั้งชีวิต..
แต่ในความเป็นจริง สินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุด และเป็นจุดเปราะบางที่สุดของครอบครัว กลับเป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นก็คือคนที่เป็น “เสาหลักของครอบครัว”
แม้ในความเป็นจริง ชีวิตอาจเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น หากต้องตีมูลค่าออกมาเป็นตัวเงิน
ชีวิตของคนระดับหัวหน้าครอบครัวนั้น อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักสิบล้านบาท เลยทีเดียว
ทำไมชีวิตของมนุษย์เรา ถึงเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าระดับสิบล้านบาท ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
สมมติว่าเราอายุ 30 ปี มีเงินเดือน 50,000 บาท โดยเงินเดือนปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% และเกษียณตอนอายุ 55 ปี
หากเราตีมูลค่าของตัวเอง จากกระแสเงินสดที่เราสร้างได้
ใน 25 ปี เราจะสร้างมูลค่าได้ถึงเกือบ 29 ล้านบาท
ใน 25 ปี เราจะสร้างมูลค่าได้ถึงเกือบ 29 ล้านบาท
นี่คือมูลค่าเม็ดเงิน ที่จะการันตีกลาย ๆ ว่าเราจะสามารถหามาได้ เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จ่ายค่าผ่อนบ้าน เที่ยวต่างประเทศ ส่งลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ ไปจนถึงดูแลชีวิตตัวเองจนแก่เฒ่า
มองแบบนี้ ทุกอย่างดูเหมือนจะสวยงาม แต่จริง ๆ แล้ว
ความน่ากลัวของสมการนี้คือ มันตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เปราะบางที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ “เราต้องมีชีวิตอยู่”
ความน่ากลัวของสมการนี้คือ มันตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เปราะบางที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ “เราต้องมีชีวิตอยู่”
เพราะถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างทาง
ทำให้ต้องหยุดทำงานลงกะทันหัน
ทำให้ต้องหยุดทำงานลงกะทันหัน
สิ่งที่หยุดลงคือรายได้จากงานเดิม
แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ ก็คือ รายจ่ายและหนี้สิน
แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ ก็คือ รายจ่ายและหนี้สิน
ค่าเทอมลูกก็ยังคงต้องจ่าย ค่ากินอยู่ของคนที่อยู่ข้างหลัง ก็ยังไม่หายไปไหน และอาจเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ หนี้บ้านยังคงเดินหน้า และดอกเบี้ยที่มีก็ยังคงทบต้นไปเรื่อย ๆ
นี่คือสิ่งที่ทำให้คำว่าเสาหลัก อาจไม่มั่นคงอย่างชื่อที่เรียกกัน
ในโลกธุรกิจ ถ้าเราเป็นเจ้าของโรงงานที่มีเครื่องจักรมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เราคงทำประกันวินาศภัยไว้
เพราะถ้าหากเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม หรือเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้เครื่องจักรหยุดทำงาน นอกจากจะต้องเสียค่าซ่อมแล้ว ก็อาจส่งผลต่อแผนการผลิตอย่างมหาศาล
คำถามคือ แล้วเราเอง จะปกป้องรายได้ในอนาคตและป้องกันความเสี่ยงได้อย่างไร ?
หนึ่งในเครื่องมือทางการเงิน ที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุดรอยรั่วนี้ได้ตรงจุดและใช้ต้นทุนน้อยที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า Term Life Insurance หรือประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา
หลักการของมันคือ การถ่ายโอนความเสี่ยงก้อนใหญ่ ไปให้บริษัทประกันรับความเสี่ยงแทน
โดยที่เราจ่ายเงินก้อนเล็กเป็นเบี้ยประกัน เพื่อแลกกับความคุ้มครองในช่วงเวลาสำคัญที่เราเป็นเสาหลักให้กับครอบครัว
เช่น จ่ายเงินเพียงหลักพันบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับความคุ้มครองหลักล้านบาท ตั้งแต่วันแรกที่ทำ
มันคือการการันตีมูลค่าความสามารถของตัวเราออกมาเป็นตัวเงินทันที โดยไม่ต้องรอนานหลายสิบปี
การวางแผนด้วย Term Life จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการส่งต่อความรักและความรับผิดชอบที่จับต้องได้จริง โดยไม่เอาชีวิตความเป็นอยู่ ไปฝากไว้กับอนาคตที่ไม่แน่นอน
และถ้าหากไม่อยากให้คนที่อยู่ข้างหลัง ต้องมาแบกรับความเสี่ยง จากเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น
หนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจในตอนนี้คือ “ประกันชีวิต 10 ล้านให้ลูก” จาก ลงทุนแมน PROTECT x TISCO Insure
ซึ่งความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์นี้ คือการออกแบบมาเพื่อปิดความเสี่ยงโดยเฉพาะ โดยสะท้อนผ่านมุมมองความคุ้มค่าหลายอย่าง อาทิ
1. เปลี่ยนเงินหลักหมื่นบาท เป็นความคุ้มครองหลักสิบล้านบาท
ปกติการจะสร้างกองมรดกในหลักสิบล้านบาท อาจต้องใช้เวลาเก็บออมทั้งชีวิต
แต่ประกันชีวิต 10 ล้านให้ลูกนี้ จะช่วยให้เราสามารถสร้างมรดกได้ทันทีตั้งแต่วันแรก ด้วยเบี้ยประกันที่ไม่สูง
โดยสมมติว่าเราอายุ 30 ปี การซื้อความคุ้มครองระดับสิบล้านบาท ก็จะใช้เงินค่าเบี้ยประกันเริ่มต้น เฉลี่ยเพียงวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้น
ซึ่งเงินจำนวนเล็กน้อยนี้ แลกมาด้วยหลักประกันว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับเรา ครอบครัวหรือคนที่อยู่ข้างหลัง จะมีเงินสด 10 ล้านบาท ตั้งต้นชีวิตใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
2. ล็อกต้นทุนคงที่ ในโลกที่ทุกอย่างแพงขึ้น
ในยุคที่เงินเฟ้อทำให้ข้าวของแพงขึ้นทุกปี แต่สำหรับแผนประกันชีวิต 10 ล้านให้ลูกนี้ เบี้ยประกันจะคงที่ตลอดระยะเวลาสัญญา 10 ปี
นั่นหมายความว่า ในขณะที่รายได้ของเราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ แต่ต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงของคุณ จะถูกล็อกไว้เท่าเดิม
ทำให้เราสามารถวางแผนการเงินระยะยาวได้ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าภาระจ่ายเบี้ย จะบานปลายในอนาคต
3. ได้ทั้งความคุ้มครองและลดหย่อนภาษี
รู้หรือไม่ว่า เบี้ยประกันที่จ่ายไป สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
เท่ากับว่า นอกจากได้ความคุ้มครองชีวิตแล้ว เรายังมีสิทธิ์ได้ Cash Back คืนทางอ้อม จากการประหยัดภาษี
ซึ่งเงินส่วนต่างที่ประหยัดได้นี้ เราก็สามารถนำไปลงทุนต่อ เพื่อสร้างผลตอบแทนทบต้น ได้อีกทางหนึ่ง
ถึงตรงนี้เราคงเห็นแล้วว่า การทำประกันชีวิต ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย
แต่คือการบริหารความเสี่ยง เพื่อไม่ให้คนข้างหลังต้องแบกรับภาระ หากเสาหลักของครอบครัวล้มลง
ซึ่งสิ่งที่เรากำหนดได้คือการวางแผนทิ้งไว้ เพื่อให้มั่นใจว่า ในวันที่เราไม่อยู่แล้ว
อย่างน้อยที่สุด ก็จะมีเงินก้อน 10 ล้านบาท เป็นฟูกรองรับ ไม่ให้คุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ข้างหลัง ต้องล้มลงไปด้วย..