
ทำไม มาเก๊า ถึงเล็งตลาดนักท่องเที่ยวไทยเป็นพิเศษ และกำลังเปลี่ยนเกมการท่องเที่ยวอย่างไร ?
หลายคนรู้จักมาเก๊า ในฐานะลาสเวกัสแห่งเอเชีย
เมืองเล็ก ๆ ขนาดเพียง 33 ตารางกิโลเมตร ที่ขึ้นชื่อเรื่องคาสิโนและความบันเทิง
เมืองเล็ก ๆ ขนาดเพียง 33 ตารางกิโลเมตร ที่ขึ้นชื่อเรื่องคาสิโนและความบันเทิง
แต่ในปี 2568 มาเก๊ารับนักท่องเที่ยวกว่า 40 ล้านคน
และกำลังเดินเกมใหม่ ที่ไม่ได้พึ่งพาแค่คาสิโนอีกต่อไป
และกำลังเดินเกมใหม่ ที่ไม่ได้พึ่งพาแค่คาสิโนอีกต่อไป
ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือในเกมนี้ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในฐานะตลาดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ อย่างชัดเจน
แล้วมาเก๊ากำลังมองเห็นอะไรในตลาดไทย ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจบริบทของมาเก๊าก่อน
มาเก๊าเป็นเขตบริหารพิเศษของจีน มีประชากรเพียง 680,000 คน แต่รับนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปี
นั่นหมายความว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในมาเก๊าต่อปี สูงกว่าจำนวนประชากรถึง 59 เท่า
มาเก๊าเป็นเขตบริหารพิเศษของจีน มีประชากรเพียง 680,000 คน แต่รับนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปี
นั่นหมายความว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในมาเก๊าต่อปี สูงกว่าจำนวนประชากรถึง 59 เท่า
แต่ปัญหาคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่ม Day tripper ที่เช้ามา เย็นกลับ ไม่ค้างคืน
มาเก๊าจึงมีเป้าหมายชัดเจน คือเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ค้างคืน และใช้จ่ายในเมืองมากขึ้น
นั่นคือที่มาของการที่มาเก๊าหันมาจริงจังกับตลาดไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นั่นคือที่มาของการที่มาเก๊าหันมาจริงจังกับตลาดไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตัวเลขที่น่าสนใจมาก คือการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวไทยไปมาเก๊ารวม 185,963 คน เติบโต 38.1% จากปีก่อน
ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวไทยไปมาเก๊ารวม 185,963 คน เติบโต 38.1% จากปีก่อน
ในช่วงมกราคมถึงเมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวไทยแล้ว 88,819 คน เติบโตสูงถึง 59.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ถ้ารักษาโมเมนตัมนี้ได้ตลอดปี คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยจะทะลุ 200,000 คนในปี 2569
ปัจจุบัน ไทยขึ้นเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 3 ของมาเก๊า รองจากเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ ไม่นับรวมนักท่องเที่ยวจีน ฮ่องกง และไต้หวัน
แต่ทำไมตลาดไทยถึงโตเร็วขนาดนี้ ?
คุณมาเรีย เฮเลน่า เดอ เซนน่า เฟอร์นานเดซ ผู้ว่าการท่องเที่ยวมาเก๊า บอกว่า คำตอบอยู่ใน 3 ปัจจัยที่เกื้อกูลกัน
1. ความสะดวกในการเดินทาง
มาเก๊าอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 2 ชั่วโมง 45 นาทีโดยเที่ยวบินตรง และมีเที่ยวบินตรงสัปดาห์ละ 39 เที่ยว ให้บริการโดย Air Macau, Thai AirAsia และ Thai Lion Air
ระยะทางนี้ทำให้มาเก๊าเหมาะกับทั้งการเที่ยวแบบวีกเอนด์สั้น ๆ และการเที่ยวยาวที่รวม Greater Bay Area ไปด้วย (เขตเศรษฐกิจอ่าวมหานครของประเทศจีนที่เชื่อมโยง 11 เมืองทางตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน)
2. นโยบายฟรีวีซ่าของจีน
ปัจจุบันคนไทยสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งทำให้เส้นทาง มาเก๊า + เหิงฉิน + เมืองอื่น ๆ ใน Greater Bay Area กลายเป็นแพ็กเกจที่น่าสนใจมากขึ้นทันที
Greater Bay Area ประกอบด้วยมาเก๊า ฮ่องกง และอีก 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งรวมกันแล้วเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่า GDP สูงที่สุดในโลก
3. พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยที่ตรงกับสิ่งมาเก๊ามี
นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ที่ไปมาเก๊า มีอายุเฉลี่ย 25-35 ปี และใช้เวลาในมาเก๊า 2 วัน บวกเหิงฉินอีก 2 วัน
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ไปแค่เล่นคาสิโน แต่ต้องการประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งอาหาร วัฒนธรรม กิจกรรม และสิ่งที่โดดเด่นมากในตลาดไทยคือ "การท่องเที่ยวสายมู"
เรื่องท่องเที่ยวสายมูนี้น่าสนใจมาก
มาเก๊ามีวัดเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นมรดกโลกที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี
แต่สิ่งที่ดึงคนไทยมาเป็นพิเศษ คือพิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม ที่เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ต้องกลับมาขอบคุณในปีถัดไป
มาเก๊ามีวัดเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นมรดกโลกที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี
แต่สิ่งที่ดึงคนไทยมาเป็นพิเศษ คือพิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม ที่เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ต้องกลับมาขอบคุณในปีถัดไป
กลยุทธ์ที่มาเก๊าใช้ คือการนำ Success Stories จริง เช่น การถูกลอตเตอรี่ มาบอกเล่าผ่านปากต่อปาก จนกลายเป็นกระแสที่ดึงดูดทั้งวัยรุ่นและกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
นี่คือตัวอย่างของการที่มาเก๊าไม่ได้แค่ขายสถานที่ แต่ขาย "เรื่องราว" ที่ตรงกับวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวแต่ละตลาด
แล้วมาเก๊า กำลังพัฒนาตัวเองไปทิศทางไหน ?
สำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า หรือ MGTO กำลังเดินเกมในอย่างน้อย 4 ทิศทาง
ทิศทางที่ 1 : Non-Gaming Entertainment
มาเก๊ากำลังเพิ่มคอนเสิร์ต Cantopop และ K-pop การวิ่งมาราธอน การปั่นจักรยาน และเทศกาลอาหารระดับนานาชาติ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่ไม่สนใจคาสิโน
งาน International Cities of Gastronomy Fest ในเดือนมีนาคม ถึงขนาดเชิญภูเก็ตและเพชรบุรีไปร่วมงาน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับตลาดไทยโดยตรง
ทิศทางที่ 2 : Experiential Tourism สำหรับคนรุ่นใหม่
เวิร์กชอประบายสีกระเบื้องโปรตุเกส การทำของที่ระลึก DIY และกิจกรรมที่ให้คนมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูป
ทิศทางที่ 3 : Technology และ Data
มาเก๊ากำลังหารือกับ TrueMoney เพื่อเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย และออกแบบแคมเปญเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็ติดตั้งตู้แปลภาษา AI แบบ Two-way Glass ตามจุดผ่านแดน และพัฒนา AI Chatbot ในแอปพลิเคชันเพื่อดูแลนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนเดินทางจนกลับบ้าน
ทิศทางที่ 4 : Multi-destination แทน Mono-destination
แทนที่จะขายแค่มาเก๊า มาเก๊ากำลังขายแพ็กเกจ มาเก๊า + เหิงฉิน + เมืองต่าง ๆ ใน Greater Bay Area
และคนไทยถูกระบุว่าเป็น Early Adopters ของรูปแบบการท่องเที่ยวนี้ ซึ่งหมายความว่า บริษัทท่องเที่ยวไทยมีโอกาสในการพัฒนาแพ็กเกจใหม่ ๆ ก่อนตลาดอื่น
สรุปแล้ว มาเก๊ากำลังทำสิ่งที่น่าสนใจมาก คือการเปลี่ยนจากเมืองคาสิโน ไปสู่เมืองท่องเที่ยวครบวงจร ในเวลาไม่กี่ปี
โดยใช้ฐานที่แข็งแกร่งที่มีอยู่แล้ว ทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก และจุดเชื่อมต่อกับ Greater Bay Area
และตลาดไทยคือหนึ่งในตลาดที่มาเก๊าวางเดิมพันมากที่สุด เพราะมีการเติบโตสูง นักท่องเที่ยวอายุน้อย และมีวัฒนธรรมที่เข้ากันได้ดีกับสิ่งที่มาเก๊ามีให้
ในโลกที่เมืองต่าง ๆ กำลังแข่งกันดึงนักท่องเที่ยว สิ่งที่มาเก๊ากำลังทำคือ การออกแบบประสบการณ์ที่ตรงกับแต่ละตลาดโดยเฉพาะ แทนที่จะรอให้ทุกคนมาหาเอง
เพราะในยุคนี้ เมืองที่ชนะไม่ใช่เมืองที่สวยที่สุด
แต่คือเมืองที่เข้าใจนักท่องเที่ยวของตัวเองได้ดีที่สุด..
แต่คือเมืองที่เข้าใจนักท่องเที่ยวของตัวเองได้ดีที่สุด..