
Kioxia ห่านทองคำ 8 ล้านล้าน ที่ Toshiba ปล่อยให้บินหนีไป
Kioxia ห่านทองคำ 8 ล้านล้าน ที่ Toshiba ปล่อยให้บินหนีไป /โดย ลงทุนแมน
ถ้า Toshiba เป็นคน ก็คงเหมือนกับคนที่เดินทางชีวิตผิด แล้วไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย
ถ้า Toshiba เป็นคน ก็คงเหมือนกับคนที่เดินทางชีวิตผิด แล้วไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย
Toshiba เลือกเดินไปในเส้นทางธุรกิจใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่การเลือกเดินทางในเส้นทางนั้น กลับทำให้ตัวเองขาดทุนกว่า 319,000 ล้านบาท
ทางออกที่ตามมา คือต้องยอมเฉือนขายธุรกิจของตัวเองทิ้งไป
ซึ่งรวมถึงห่านทองคำที่ชื่อว่า Kioxia ที่ตอนนี้มีมูลค่าบริษัทใหญ่ถึง 8.6 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่า Toshiba ในยุครุ่งเรืองทั้งที่เป็นบริษัทแม่ที่ให้กำเนิดเสียอีก
ซึ่งรวมถึงห่านทองคำที่ชื่อว่า Kioxia ที่ตอนนี้มีมูลค่าบริษัทใหญ่ถึง 8.6 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่า Toshiba ในยุครุ่งเรืองทั้งที่เป็นบริษัทแม่ที่ให้กำเนิดเสียอีก
Kioxia เป็นห่านทองคำให้ Toshiba อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นของ Kioxia มาจากทีมวิศวกรของ Toshiba ที่นำโดยคุณฟูจิโอ มาสุโอกะ ที่เริ่มวิจัยชิปหน่วยความจำในแผนกหนึ่งให้กับบริษัทมาตั้งแต่ปี 1971
แต่ทำไปทำมา เขาและทีมเริ่มคิดนอกกรอบการผลิตแบบเดิม ๆ ด้วยการคิดใหม่ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ชิปหน่วยความจำยังคงทำงานได้แม้ไฟจะดับ
เพราะตอนนั้นชิปหน่วยความจำแบบเดิมจำเป็นต้องมีไฟหล่อเลี้ยงเหมือนอาหาร ซึ่งถ้าไฟดับ นั่นแปลว่าชิปจะทำงานไม่ได้เลย
จนในปี 1987 Toshiba กลายเป็นบริษัทแรกที่สามารถคิดค้นชิปหน่วยความจำแบบ NAND Flash ซึ่งสามารถทำงานได้แม้ไฟฟ้าจะดับลงก็ตาม
ถ้าเราหยุดเรื่องราวไว้แค่ตรงนี้และไม่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลย ภาพที่ควรจะเป็นคือ Toshiba น่าจะร่ำรวยมหาศาล
เพราะชิปหน่วยความจำจะถูกใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งตอนนั้นโลกกำลังจะเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ และตามมาด้วยยุคสมาร์ตโฟนในเวลาต่อมา
แต่ความเป็นจริง เรื่องนี้กลับไม่ได้ทำให้ Toshiba ร่ำรวยขึ้นแบบที่ควรจะเป็นเลย
เพราะแม้จะคิดค้นชิปหน่วยความจำ NAND ได้ แต่ Toshiba กลับต้องเจอคู่แข่งคนสำคัญจากประเทศข้างเคียง นั่นคือ Samsung
Samsung เข้ามาแข่งขันในตลาด NAND กับ Toshiba โดยตรง
แล้วพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนทำงานได้ดีกว่า
แล้วพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนทำงานได้ดีกว่า
ซ้ำร้ายหัวหน้าทีมที่คิดค้นชิปหน่วยความจำ NAND ของ Toshiba อย่างคุณฟูจิโอ มาสุโอกะ ตัดสินใจลาออก ยิ่งทำให้ Toshiba ขาดหัวเรือใหญ่คนสำคัญไปด้วย
เมื่อเทคโนโลยีชิปหน่วยความจำที่ควรเป็นห่านทองคำตัวสำคัญของบริษัทกำลังถูกท้าทาย Toshiba กลับเลือกเดิมพันด้วยห่านทองคำตัวใหม่แทน
ห่านทองคำที่ว่านั้น ก็คือ การเดิมพันลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Westinghouse จากสหรัฐฯ
แต่ความโชคร้ายคือ ญี่ปุ่นเจอสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011 ตามมาด้วยการรั่วไหลของโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหันมาโฟกัสกับความเสี่ยงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากขึ้น
ฉะนั้นสิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้า จากเงินลงทุนที่หายไปและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากระบบความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด
สรุปแล้ว Westinghouse จึงประสบปัญหาล้มละลาย
และคนที่ต้องรับผิดชอบกับการล้มละลายครั้งนี้ด้วย นั่นก็คือ Toshiba ที่ต้องขาดทุนราว 319,000 ล้านบาท
และคนที่ต้องรับผิดชอบกับการล้มละลายครั้งนี้ด้วย นั่นก็คือ Toshiba ที่ต้องขาดทุนราว 319,000 ล้านบาท
เมื่อขาดทุนหนักขนาดนี้ ก็ทำให้สภาพคล่องทางการเงินของ Toshiba เริ่มตึงตัว การทยอยขายธุรกิจในเครือของตัวเองออกไปจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ทำให้ห่านทองคำอย่างชิปหน่วยความจำ ก็ถูกตัดขายไปให้กับกลุ่มทุน Bain Capital ในมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 748,000 ล้านบาท
ตลกร้ายคือ เงินจำนวนที่ได้จากการขายออกไป กลับเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าบริษัท Kioxia ที่กลุ่มทุน Bain Capital นำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา
โดยในปี 2024 บริษัท Kioxia มีมูลค่าแค่ 162,000 ล้านบาท
แต่ปัจจุบัน มูลค่าบริษัทกลับพุ่งเป็น 8,600,000 ล้านบาท จากกระแสของ AI ที่ต้องการชิปหน่วยความจำมากขึ้น
แปลว่า ถ้าเราดูแค่มูลค่าบริษัท ในช่วงแรกดูเหมือนว่ากลุ่มทุน Bain Capital จะขาดทุน เพราะมูลค่ากิจการที่ซื้อมาจาก Toshiba สูงกว่ามูลค่ากิจการหลังจากเอาเข้าตลาดหุ้น
แต่ในตอนนี้ มูลค่าบริษัท Kioxia กลับสูงกว่ามูลค่าที่กลุ่ม Bain Capital ซื้อจาก Toshiba เยอะกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจกว่านั้น Toshiba เดิมก็ยังถือหุ้นใน Kioxia ราว 27% แต่ปัจจุบัน Toshiba ก็ถูกซื้อกิจการจากกลุ่มทุนญี่ปุ่น Japan Industrial Partners ไปแล้ว
เท่ากับว่า แม้ Kioxia จะเป็นห่านทองคำที่เพิ่งสร้างผลตอบแทนอย่างงามให้กับ Toshiba แต่วันนี้ Toshiba กลับไม่ได้เป็นเจ้าของ Kioxia แบบเบ็ดเสร็จอีกต่อไปแล้ว
ซ้ำร้าย ยังต้องตกอยู่ภายใต้ผู้ถือหุ้นคนใหม่อย่าง Japan Industrial Partners แถมยังนำเอา Toshiba ออกจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นไปตั้งแต่ปลายปี 2023
นอกจากนี้ แม้กลุ่มทุน Bain Capital จะได้ประโยชน์จากห่านทองคำ Kioxia ที่กำลังเติบโตขึ้น ยังมีอีกคนที่ได้ประโยชน์แบบเงียบ ๆ อยู่ นั่นก็คือ SK Hynix จากเกาหลีใต้
เพราะในวันที่ Bain Capital เข้ามาซื้อกิจการ Kioxia จาก Toshiba กลุ่มทุนนี้ไม่ได้มาคนเดียว แต่ลากเอาคนอื่นมาร่วมลงเงินกันอีกด้วย
หนึ่งในนั้นคือ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้ ที่ลงเงินในปี 2018 ไปกว่า 395,000 ล้านเยน หรือราว 80,000 ล้านบาท
ความน่าสนใจคือ ในเงินตรงนี้ราว 26,000 ล้านบาทเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพ ที่หมายถึงว่า SK Hynix สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นในบริษัท Kioxia ได้ภายในปี 2028
ดังนั้นหาก SK Hynix ตัดสินใจใช้สิทธิ์หุ้นกู้แปลงสภาพ และรวมกับหุ้นเดิมที่ตัวเองมีอยู่ผ่าน Bain Capital การเติบโตของ Kioxia ก็ยิ่งทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ไปด้วย
แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะ SK Hynix ที่ร่วมเป็นเจ้าของห่านทองคำนี้เท่านั้น เพราะยังมีบริษัทร่วมชาติกับ Toshiba อย่าง Hoya ก็ถือหุ้นใน Kioxia ราว 3%
แล้วที่ผ่านมา Kioxia ที่เคยเป็นของ Toshiba เติบโตขึ้นแค่ไหน
ปี 2024 (1 เมษายน 2023 - 31 มีนาคม 2024)
รายได้ 219,000 ล้านบาท
ขาดทุน 49,000 ล้านบาท
รายได้ 219,000 ล้านบาท
ขาดทุน 49,000 ล้านบาท
ปี 2025 (1 เมษายน 2024 - 31 มีนาคม 2025)
รายได้ 347,000 ล้านบาท
กำไร 55,000 ล้านบาท
รายได้ 347,000 ล้านบาท
กำไร 55,000 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า Kioxia พลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร แถมรายได้ยังเติบโตขึ้นมา จึงสะท้อนไปยังมูลค่าบริษัทที่เติบโตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ถึงตรงนี้ จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่า Toshiba ปล่อยให้ห่านทองคำ Kioxia บินหนีไปเสียทีเดียว แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องยกห่านตัวนี้ให้กับเจ้าของใหม่เพื่อใช้หนี้ของตัวเอง
ซึ่งน่าคิดว่าช่วงที่ห่านทองคำ Kioxia ยังอยู่กับ Toshiba ถ้าฟูมฟักและหันมาสนใจมากกว่านี้ แทนที่จะตั้งความหวังกับห่านทองคำใหม่อย่างธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็อาจทำให้ Toshiba เติบโตมากกว่านี้ได้
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น Toshiba ก็คงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปหน่วยความจำคนสำคัญของโลก และคงไม่ได้พบกับจุดจบที่ต้องเสียบริษัทไปอยู่ภายใต้การบริหารของคนอื่นเหมือนในทุกวันนี้..
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเพื่อกรณีศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง