สยามพิวรรธน์ ผลักดัน กรุงเทพฯ ครองอันดับ 4 ของโลก ด้าน Luxury Brand

สยามพิวรรธน์ ผลักดัน กรุงเทพฯ ครองอันดับ 4 ของโลก ด้าน Luxury Brand

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x สยามพิวรรธน์
รายงานล่าสุดจาก Savills Research ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ได้ระบุว่า ตอนนี้ตลาดสินค้าลักชัวรีหรือช็อปแบรนด์เนมนั้นกำลังอิ่มตัว
และภาพรวมของการเปิด Luxury Retail ใหม่ ๆ ตามถนนสายดัง ตามห้างหรือศูนย์การค้าต่าง ๆ นั้น เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะแบรนด์หรูระดับแนวหน้าของโลก จากเดิมที่เน้นเปิดสาขาใหม่ ๆ ในเมืองใหม่หรือเมืองดังก็เริ่มชะลอตัวลง
แต่ก็มีแค่ไม่กี่เมืองเท่านั้น ที่ปัจจุบันยังคงเป็น Magnet ของสินค้าแบรนด์หรู
ทั้งการเติบโตของกลุ่มเศรษฐี กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง
และมีศักยภาพมากพอที่แบรนด์หรูระดับโลกจะไปเปิดช็อปเพิ่ม หรือขยายพื้นที่รีเทลเพิ่มเติม
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Bangkok หรือ “กรุงเทพมหานคร” ของประเทศไทยนี่เอง
โดยในปี 2568 กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับจาก Savills ให้เป็นเมืองอันดับ 4 ของโลก สำหรับการเปิด Luxury Retail แบรนด์ใหม่ ๆ แซงหน้ามิลาน และลอนดอน
แน่นอนว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยผลักดันให้กรุงเทพฯ ติดอันดับ 4 ของโลกในด้านการเป็นเมืองแห่ง Luxury Brand ก็คือ กลุ่มสยามพิวรรธน์นั่นเอง
แล้ว สยามพิวรรธน์ ผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมือง Luxury Brand ระดับโลกอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในอดีต สยามพิวรรธน์ มองเห็นศักยภาพของเมืองกรุงเทพฯ ในหลากหลายด้านด้วยกัน
ทั้งในด้านของการเป็น “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” และ “ศูนย์กลางการพักผ่อนและช็อปปิงระดับโลก”
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สยามพิวรรธน์ ปลุกปั้นโรงแรมหรูระดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย อย่าง “โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล” เมื่อปี 2509
โดย กรุงเทพฯ​ เป็นเมืองที่มีจุดเด่นหรือ Soft Power ในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของผู้คนที่มีมิตรไมตรี อาหารอร่อย ไปจนถึงการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
และภาพของกรุงเทพฯ ในวันนี้ กำลังถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น จนได้กลายเป็น Luxury Retail Destination ของคนทั้งโลก
เพราะสิ่งที่กรุงเทพฯ มี แต่เมืองระดับโลกชั้นนำอย่างลอนดอน มิลาน หรือโตเกียว ไม่มีนั้น ลองไปดูกันทีละข้อ
- พลังแห่ง Hospitality หรือการบริการระดับ 5 ดาว
ในขณะที่ลอนดอน มิลาน หรือปารีส จะมีประวัติศาสตร์แฟชั่นที่ยาวนาน แต่สิ่งหนึ่งที่ประเทศในยุโรปไม่มีเหมือนกับประเทศไทยก็คือ ความเป็น World-Class Hospitality หรือมาตรฐานการบริการที่เหนือระดับ
โดยกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของโรงแรมระดับ Ultra-Luxury และการบริการที่ขึ้นชื่อเรื่องความใส่ใจและความเอกซ์คลูซิฟ ในขณะที่มีราคาค่าบริการที่คุ้มค่า กับการบริการที่ได้รับมากกว่าประเทศอื่น ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการบริการของร้านอาหารระดับพรีเมียม ร้านสปา ไปจนถึงด้าน Hospitality
ด้วยจริตการดูแลเอาใจใส่แบบไทย ๆ นี่เอง ก็สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวระดับบน
ซึ่งก็คือกลุ่มมหาเศรษฐีระดับ High Net Worth ได้อย่างลงตัวที่สุด
โดยเศรษฐีระดับโลกสามารถบินมาพักผ่อนในโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับการดูแลระดับ VIP ตั้งแต่ก้าวออกจากสนามบิน มีรถลีมูซีนรับส่ง และมี Personal Shopper คอยดูแลในราคาที่เหมาะสมมาก ๆ
- นอกจากเรื่องความเอาใจใส่ในด้านการบริการแล้ว อีกจุดเด่นที่กรุงเทพฯ ไม่แพ้เมืองไหนในโลกก็คือ
การมีสถานที่เชิงวัฒนธรรมที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ อย่างวัดอรุณราชวราราม วัดพระแก้ว รวมถึงแลนด์มาร์กสำคัญอีกหลายแห่ง
และแลนด์มาร์กที่ว่า ก็ไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์กเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว
แต่ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ​ ก็มีแลนด์มาร์กด้านเอนเทอร์เทนเมนต์ หรือแหล่งช็อปปิงระดับโลก
ที่เห็นได้ชัด ๆ ก็คือศูนย์การค้าสยามพารากอน และศูนย์การค้า ICONSIAM ที่กลุ่มสยามพิวรรธน์ได้ปลุกปั้นให้กลายเป็น Global Destination ที่โด่งดังไปทั่วทุกมุมโลก
โดยศูนย์การค้าอย่างสยามพารากอน เริ่มปรับปรุงจากโรงแรมหรูสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล ก่อนที่จะนำที่ดินแปลงเดิมนั้น กลายร่างไปเป็นศูนย์การค้าสยามพารากอน ที่เป็นศูนย์กลางการช็อปปิงแบรนด์หรูใจกลางย่านสยามในปัจจุบัน
ส่วนศูนย์การค้า ICONSIAM ถือเป็นศูนย์การค้าเรือธงของสยามพิวรรธน์ ที่เกิดจากการพลิกฟื้นที่ดินศักยภาพ ริมโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาย่านคลองสานให้กลายเป็นทำเลทอง และเป็น Global Destination ระดับโลก
และ ICONSIAM ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแวะที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกจะต้องแวะมาให้ได้
ไม่ต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อย่างวัดอรุณราชวราราม และวัดพระแก้ว
เมื่อศูนย์การค้าทั้งสองแห่งได้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ดังนั้นทั้งสยามพารากอน และ ICONSIAM จึงกลายเป็นศูนย์การค้าที่เป็นที่ตั้งของ Flagship Store ของแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์
และมีส่วนทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองแลนด์มาร์กสำคัญ ของแบรนด์หรูระดับโลกมากมาย
เทียบเคียงกับย่านดังของเมืองระดับโลก อย่าง
Fifth Avenue และ Madison Avenue ของนครนิวยอร์ก
Champs-Élysées ของกรุงปารีส
Via Monte Napoleone ของนครมิลาน
หรือย่าน Ginza ของกรุงโตเกียว
ซึ่งหากพูดถึงโดยภาพรวมแล้ว กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ถูกออกแบบมา ให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักช็อปปิงจากทั่วโลกอย่างแท้จริง
ด้วยการเชื่อมต่อทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง BTS สถานีสยาม ที่ต่อตรงเข้าสยามพารากอนได้เลย หรือการเดินทางเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีทอง
รวมถึงมีเรือธงฟ้า Blue Flag ที่ให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยว และแวะตามท่าเรือท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ท่าพระอาทิตย์, ท่าวัดอรุณ และท่ามหาราช
โดยสามารถรับส่งนักท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างวัดอรุณราชวราราม เข้าไปช็อปปิงแบรนด์เนมที่ศูนย์การค้า ICONSIAM ได้โดยตรง
ถึงแม้ว่าระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมโดยภาพรวมของเมืองนั้น ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับที่ลอนดอนหรือโตเกียว
แต่ก็ต้องบอกว่าการใช้ชีวิตของคนไทย และคนกรุงเทพฯ นั้น มีชีวิตชีวา มีสีสัน และมีความโดดเด่นด้านความหลากหลายในทุกมิติ ทั้งด้านอาหารการกิน ด้านความเชื่อ ด้านศาสนา และด้านความคิดสร้างสรรค์
ทั้งหมดนี้ ก็ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่ Welcome ผู้คนที่มีความหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก
ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกัน ชาวยุโรป ไปจนถึงชาวเอเชียด้วยกัน อย่าง ชาวจีน ชาวเกาหลี ชาวญี่ปุ่น ชาวไต้หวัน ไปจนถึงชาวอินเดีย
นอกจากนี้ การช็อปปิงในกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวจะรู้สึกผ่อนคลาย และปลอดภัยกว่าการไปช็อปปิงในเมืองอื่น ๆ และเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ในเมืองต่าง ๆ ของยุโรปยุคปัจจุบัน ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยมิจฉาชีพในย่านถนนช็อปปิงต่าง ๆ
ทั้งหมดนี้ ก็พอจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมกรุงเทพฯ เมืองที่ภายนอกหรือทางกายภาพนั้น ไม่ใช่เมืองที่สมบูรณ์แบบ
แต่ทั้งด้านความมีชีวิตชีวาของผู้คน ความหลากหลายของอาหารการกิน และความเป็นอยู่ของคนเมืองที่เน้นความสบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด
กลับกลายเป็นเสน่ห์ ให้กรุงเทพฯ กลายเป็น Tourist Destination ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มลักชัวรีที่ต้องการการบริการที่ประทับใจ ในราคาที่คุ้มค่านั่นเอง
ซึ่งการที่ตลาดลักชัวรีแบรนด์ในไทย และกรุงเทพฯ มาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะด้วยผู้ปลุกปั้น Luxury Destination ระดับโลกอย่าง “สยามพิวรรธน์” ที่เป็นผู้นำตลาดโดยมีส่วนแบ่งสูงถึง 70% ของตลาด Luxury Retail ทั่วทั้งประเทศไทย
ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสยามพิวรรธน์ ก็ได้มีแผนในการขยาย Luxury Retail ให้เพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว
โดยตั้งแต่ปี 2568 จนถึงช่วงกลางปี 2569 กลุ่มสยามพิวรรธน์ ได้มีการเปิดลักชัวรีแบรนด์ และ Concept Store ใหม่จำนวนกว่า 40 แบรนด์ด้วยกัน รวมเป็นพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร
โดยมีร้านใหม่ที่เปิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบ Duplex หรือร้านที่มีพื้นที่ 2 ชั้น และ Triplex หรือร้านที่มีพื้นที่ 3 ชั้นเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด
และยังมีตัวอย่างแบรนด์ที่จะมาเปิดช็อปเป็นสาขาแรกของประเทศไทย อย่าง แฟชั่นแบรนด์หรูและนาฬิกา ก็แห่กันมาเปิดช็อปที่ประเทศไทยหลายแบรนด์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
- สยามพารากอน
The Row แบรนด์แฟชั่นหรูจากสหรัฐฯ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบของกระแส Quiet Luxury
เปิดสาขาแรกในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สยามพารากอน ในเดือนมิถุนายนนี้
ในขณะที่ในเดือนสิงหาคม Fauré Le Page (โฟ-เร เลอ ปาจ) แบรนด์เครื่องหนังระดับตำนานจากฝรั่งเศส ก็เตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่สยามพารากอน
ตามมาด้วย Roger Dubuis แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิส เตรียมเปิด Boutique แห่งแรกที่สยามพารากอนเช่นกัน
- ICONSIAM
ส่วนที่ ICONSIAM ก็มีแบรนด์แฟชั่นอย่าง CHANEL เตรียมเปิดสาขาใหม่ รวมถึงแบรนด์นาฬิกาชั้นสูง เดินหน้าเปิด Boutique แห่งใหม่ที่นี่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Jaeger-LeCoultre ที่กำลังเปิดสาขาใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569
รวมทั้ง Chopard และ Blancpain ก็ทยอยเปิดร้านใหม่ที่ ICONSIAM ในเดือนกรกฎาคมและตุลาคม ตามลำดับ

ซึ่งช็อปที่มาเปิดใหม่นี้ ก็สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสินค้าลักชัวรี และนาฬิกาชั้นสูงในประเทศไทย
ซึ่งการขยายพื้นที่ครั้งนี้ ก็ได้ครอบคลุมการเปิดร้านลักชัวรีแบรนด์ รูปแบบเอกซ์คลูซิฟ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย รวมถึงการขยาย Duplex Luxury Boutique ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ
จากการขยายพื้นที่ของลักชัวรีแบรนด์ ของเครือสยามพิวรรธน์ ก็ได้ตอกย้ำถึงภาพการเติบโตของตลาดลักชัวรี ที่แม้เมืองอื่น ๆ ทั่วโลกจะซบเซา
แต่ที่กรุงเทพฯ Luxury Retail กลับมีดีกรีเป็นอันดับ 4 ของโลก แถมยังเป็นเมืองแห่ง Tourist Destination ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลกอีกด้วย
และความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากสยามพิวรรธน์ไม่ได้มองการณ์ไกล ที่จะมองเห็นภาพอนาคตของประเทศไทยและกรุงเทพฯ
ซึ่งการมองภาพระยะไกลแบบนี้ ก็กลายเป็น DNA ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของสยามพิวรรธน์มาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ
ตั้งแต่การปลุกปั้นโรงแรมหรูระดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย อย่าง “โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล” เมื่อปี 2509
มาจนถึงการปลุกปั้นศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อปี 2548 ตามมาด้วย Global Destination ที่ดึงดูดคนจากทั่วโลกอย่าง ICONSIAM ในปี 2561
จากการมองภาพระยะไกล ของเครือสยามพิวรรธน์นี้ ก็กลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญ ที่ผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็น Tourist Destination
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการเป็นเมืองแห่ง Luxury Retail ระดับโลก
เทียบเคียงกับมหานครนิวยอร์ก และมหานครปารีส นั่นเอง..
Reference
- ข้อมูลเปิดเผยจาก สยามพิวรรธน์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon